กระแส #Saveทับลาน โด่งดังขึ้นในสังคมเมืองและกลุ่มชนชั้นกลาง กลายเป็นประเด็นร้อนที่ผู้คนลุกขึ้นมาปกป้องผืนป่า ทว่าในความจริงอีกด้าน ปรากฏการณ์ป่าทับคนและคนทับป่า ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ “อุทยานแห่งชาติทับลาน” แต่นี่คือกระจกสะท้อนความล้มเหลวของนโยบายการประกาศพื้นที่อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศไทย ที่มองข้ามชีวิต สิทธิ และลมหายใจของคนท้องถิ่นและกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่มาก่อนการประกาศเขตป่ามาโดยตลอด

เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองได้จัดวงเสวนา IMN Special Live EP.#31 ในหัวข้อ: นอกจาก “ทับลาน” อุทยานยังทับที่ใครอีกบ้าง? ร่วมพูดคุยโดย จรัสศรี จันทร์อ้าย กรรมการบริหารสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ(สกน.) และรองประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(พีมูฟ) เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569
“ขีดเส้นไปก่อน ชาวบ้านเดือดร้อนค่อยมาขอสิทธิ์คืน”
หากจะทำความเข้าใจปมปัญหานี้ ต้องย้อนกลับไปมองที่ต้นตอวิธีคิดของรัฐ ผ่านคำสัมภาษณ์ของผ่อง เล่งอี้ อดีตอธิบดีกรมป่าไม้ ผู้มีบทบาทสำคัญในการขีดเส้นแผนที่จัดตั้งอุทยานแห่งชาติทับลาน รวมถึงอุทยานอีกหลายแห่งทั่วประเทศในอดีต ซึ่งได้สะท้อนภาพการทำงานของรัฐไว้อย่างชัดเจนว่า
“หลักการทำงานของผมคือ เอาพื้นที่ป่าส่วนใหญ่มาดู และเราก็ขีดเส้นตามที่มีภาพป่า จะติดที่ดินใครบ้างช่างมัน… ผมใช้แผนที่อากาศ ขีดเลยแล้วประกาศ มีปัญหาตรงไหนค่อยมาแก้ไขกันไป… เราถือว่านี่เป็นป่าสงวนแล้วตามแผนที่ ใครเดือดร้อนให้มันมาร้องเรียนเอง ตามธรรมชาติคนที่มันเดือดร้อนมาขอเรามันเสียเปรียบอยู่แล้ว ไม่ใช่เราไปขอให้มันออก มันจะต้องมาขอเราที่จะอยู่ วิธีการทำงานของผม ผมฉลาด”
วิธีคิดที่ทำงานจากส่วนกลางผ่านแผนที่ทางอากาศ โดยไม่ลงพื้นที่สำรวจความจริงนี้เอง คือจุดเริ่มต้นของปัญหาที่ทับลานและอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ ชุมชนถูกทำให้กลายเป็นผู้บุกรุกในที่ทำกินและบ้านเกิดของตัวเองชั่วข้ามคืน ทั้งที่พวกเขาอยู่มาก่อนการประกาศกฎหมายเหล่านั้น
จรัสศรี จันทร์อ้าย ได้สะท้อนมุมมองต่อวิธีคิดของรัฐว่า แนวคิดการขีดเส้นอุทยานไปก่อนแล้วปล่อยให้ชาวบ้านมาแบกรับความเดือดร้อนในภายหลัง ยังคงตกทอดและฝังรากลึกอยู่ในหน่วยงานรัฐจนถึงปัจจุบัน โดยคนขีดเส้นไม่เคยรับรู้เลยว่าเส้นที่ขีดลงไปนั้น มันทับทั้งบ้านคน โรงเรียน ไร่ นา ที่ทำกิน และพื้นที่ป่าจิตวิญญาณที่ชุมชนดูแล
“สิ่งที่พวกท่านขีดบนแผนที่ มันขีดทับชีวิตของคนไปทั้งชีวิต การให้ชาวบ้านไปพิสูจน์สิทธิเอาเองตามหลักเกณฑ์ของรัฐ มันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงตั้งแต่แรก และยังจำกัดสิทธิในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพื้นฐานในชีวิตของพวกเราด้วย ทั้งที่ป่ามันเหลือมาได้ทุกวันนี้ ก็เพราะชุมชนเหล่านี้แหละที่เป็นคนดูแลป่าให้ท่าน” จรัสศรี กล่าว

แม้ในปี 2562 จะมีการแก้ไข พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า โดยให้เวลาสำรวจ 240 วัน แต่ในทางปฏิบัติ จำนวนเจ้าหน้าที่มีน้อย พื้นที่ป่ากว้างใหญ่ สุดท้ายรัฐก็ยังใช้วิธีเดิมๆ คือเปิดภาพถ่ายดาวเทียม โดยไม่ลงเดินสำรวจพื้นที่จริงทั้งหมด ส่งผลให้เกิดปัญหาบานปลายและแก้ไม่ตกในหลายอุทยาน เช่น อุทยานแห่งชาติผาแดง, ศรีลันนา, แจ้ซ้อน, ดอยอินทนนท์, ดอยภูคา หรือเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว ซึ่งกลุ่มชุมชนและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างเผชิญชะตากรรม ถูกประกาศทับไม่แตกต่างจากที่ทับลาน
ตัวเลข “ป่าอนุรักษ์ทับที่ชุมชน”
ข้อมูลจากจรัสศรีชี้ว่า ปัญหานี้ไม่ได้มีแค่ที่ทับลาน แต่เป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างระดับประเทศ:
- จำนวนอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ: 226 แห่ง
- จำนวนชุมชนที่ตั้งอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์: มากกว่า 4,000 ชุมชน
- จำนวนประชาชนที่ตกอยู่ในสภาวะที่ดินทับซ้อน: ประมาณ 300,000 กว่าราย
- จำนวนคดีความที่ชาวบ้านถูกฟ้องร้อง (ตั้งแต่ปี 2557): เกือบ 40,000 คดี
ตัวเลขคดีความเฉียด 4 หมื่นคดี สะท้อนชัดว่า รัฐเลือกใช้มาตรการทางกฎหมายและการดำเนินคดีไล่รื้อรุนแรง แทนที่จะใช้การเจรจาหรือแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีตของตนเอง
จรัสศรีกล่าวว่าภาคประชาชนอย่างสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ(สกน.) และ พีมูฟได้นำเสนอทางออกร่วมกันระหว่างรัฐกับประชาชน นั่นคือ “แนวทางโฉนดชุมชน” เพราะโฉนดชุมชนไม่ใช่การแจกสิทธิขาดให้รายบุคคลไปขายต่อ แต่เป็นการจัดการร่วมกันของคนในชุมชนตามระเบียบที่เข้มงวด ซึ่งชุมชนต้องร่วมรังวัดกำหนดขอบเขตที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และป่าอนุรักษ์ที่จะร่วมกันดูแล โดยที่ดินห้ามขายให้คนภายนอกเด็ดขาด ส่งต่อได้เฉพาะสมาชิกในครอบครัวเพื่อดูแลกันเอง อีกทั้งมีกลไกภายในชุมชนตรวจสอบ และสอดส่องดูแลไม่ให้มีการบุกรุกป่าเพิ่ม
แต่เป็นที่น่าเสียดายในปี 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน (พ.ศ. 2553 และ 2555) อย่างเป็นทางการ โดยให้โอนย้ายการจัดการที่ดินไปอยู่ภายใต้กลไกของ พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)
อย่างไรก็ดีล่าสุดในเดือนมิถุนายนนี้ ได้มีการแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจในการจัดทำโฉนดชุมชน” (หรือรถไฟขบวนที่ 6 ในการจัดการที่ดิน) ซึ่งจะมีการประชุมนัดแรกในเดือนกรกฎาคมนี้ ถือเป็นความหวังในการขับเคลื่อนเพื่อรับรองสิทธิชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรท้องถิ่นต่อไป
ก่อนจะ #Saveทับลาน ต้องฟังความรอบด้าน
จรัสศรีกล่าวตอนท้ายในการพูดคุยว่า เธออยากสื่อสารและส่งเสียงไปยังสังคมไทยว่า ก่อนที่จะปักธงปกป้องสิ่งใด เราจำเป็นต้องรับข้อมูลอย่างรอบด้าน ป่าไม้ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์อยู่ได้ในวันนี้ ไม่ใช่เพราะพลังของกฎหมายหรือกำลังของเจ้าหน้าที่รัฐเพียงอย่างเดียว แต่เพราะมีชุมชนและกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ตรงนั้น
กรณี “ทับลาน” จึงไม่ใช่เรื่องของการทำลายป่า แต่คือ “การคืนสิทธิที่ชอบธรรม” ให้แก่ชุมชนที่อยู่มาก่อน เพื่อแก้ไขความผิดพลาดในอดีตที่รัฐเคยขีดเส้นทับชีวิตพวกเขา และรัฐบาลควรนำบทเรียนจากทับลานไปปรับใช้กับชุมชนอื่นๆ ทั่วประเทศ ด้วยการกันพื้นที่ชุมชนออกจากเขตอุทยาน และหันมาสร้างกติการ่วมกันแทนการขีดเส้นพื้นที่จากภาพถ่ายทางอากาศหรือดาวเทียม เพราะการปกป้องผืนป่าที่ยั่งยืนที่สุด คือการปกป้องสิทธิและชีวิตของคนที่ดูแลป่าไปพร้อมๆ กัน
สรุปสาระสำคัญจาก IMN Live Special EP.#31 ในหัวข้อ: นอกจาก “ทับลาน” อุทยานยังทับที่ใครอีกบ้าง?
จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 เวลา 19.00 – 20.00 น. ถ่ายทอดสดผ่านสื่อออนไลน์ทางเพจ IMN-เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง
เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ