| บทความนี้เรียบเรียงและขยายความจากรายงาน Climate Disinformation in Thailand: Negating Indigenous Peoples’ Identity โดย Asia Centre (2025) |
แปล/เรียบเรียง: อรสา ศรีดาวเรือง
ปีแล้วปีเล่า เมื่อฤดูฝุ่นมาเยือน ภาพจำชุดเดิมก็มักเดินทางกลับมาพร้อมกัน
ภูเขาที่เคยเขียวกลายเป็นเงาสลัวหลังม่านควัน เมืองถูกคลุมด้วยฝุ่นสีเทา ข่าวเช้ารายงานค่า PM2.5 พุ่งสูง หน้ากากอนามัยกลับมาอยู่บนใบหน้า และคำบางคำก็วนกลับมาในพื้นที่สาธารณะอย่างคุ้นหู
เผาป่า, ไร่เลื่อนลอย, ชาวบ้านเผาไร่, คนบนดอยทำให้คนเมืองสูดฝุ่นพิษ
เรื่องเล่ามักเริ่มต้นง่ายๆ แบบนี้ เมื่อมีควันก็ต้องมีคนจุดไฟ เมื่อมีไฟก็ต้องมีคนผิด และเมื่อสายตาของรัฐ สื่อ และคนเมืองมองขึ้นไปบนภูเขา คนกลุ่มแรกที่มักถูกลากลงมานั่งบนเก้าอี้จำเลย ก็คือคนที่อยู่บนภูเขานั้นมาตลอด ราวกับว่าสังคมไทยมีผู้ต้องสงสัยสำเร็จรูปรออยู่แล้ว
รายงาน Climate Disinformation in Thailand: Negating Indigenous Peoples’ Identity ของสถาบันวิจัย Asia Centre หรือ ‘ข้อมูลบิดเบือนด้านภูมิอากาศในประเทศไทย: การลบเลือนตัวตนของชนเผ่าพื้นเมือง’ ชวนเรากลับมาทบทวนว่า เรื่องเล่าที่ผูกไฟป่า ฝุ่นควัน การทำลายป่า และวิกฤตภูมิอากาศเข้ากับชนเผ่าพื้นเมืองนั้น อาจไม่ใช่ความจริงทั้งก้อน แต่อาจเป็นภาพจำที่ถูกผลิตซ้ำจน ‘กลายเป็นความจริง’ ในสายตาของผู้คน
บทความถัดจากนี้จะพาผู้อ่านไปดูว่า ข้อมูลบิดเบือนด้านภูมิอากาศทำงานอย่างไร ทำไมชนเผ่าพื้นเมืองจึงถูกทำให้เป็นผู้ร้ายของวิกฤตสิ่งแวดล้อม และใครได้ประโยชน์จากเรื่องเล่าแบบนั้นกันแน่?
‘คนของป่า’ ที่รัฐไทยไม่เคยนับ
บนแผนที่ทางราชการ ป่าอาจเป็นพื้นที่สีเขียวที่มีเส้นขอบชัดเจน มีชื่อหน่วยงานกำกับ มีสถานะทางกฎหมาย และมีเจ้าหน้าที่คอยดูแล แต่สำหรับชุมชน…ป่าคือบ้าน ที่ทำกิน สุสาน พิธีกรรม ความทรงจำ และความรู้ที่สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน
ปัญหาคือ การที่คนกลุ่มหนึ่งจะถูกมองเป็น ‘ผู้ดูแลผืนดิน’ หรือ ‘ผู้บุกรุก’ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่พวกเขามีกับป่าเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าอำนาจรัฐและสังคมส่วนใหญ่เลือกจะเรียกพวกเขาว่าอะไร
ข้อมูลจาก International Work Group for Indigenous Affairs หรือ IWGIA ระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรชนเผ่าพื้นเมืองประมาณ 6.1 ล้านคน หรือราว 9.68% ของประชากรทั้งประเทศ กระจายอยู่ในหลายภูมิภาค ทั้งชุมชนชาวเลและกลุ่มมานิในภาคใต้ กลุ่มชาติพันธุ์ในที่ราบสูงโคราชทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงทางภาคเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือ
แต่การมีอยู่ ไม่ได้แปลว่าจะถูกยอมรับ
ประเทศไทยยังไม่ได้รับรอง ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’ ในฐานะสถานะทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ และมักเลือกใช้คำว่า ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ แทน
ความต่างนี้ไม่ใช่แค่เรื่องถ้อยคำ แต่เป็นกรอบการมองปัญหา เพราะคำว่า ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’ เชื่อมโยงกับกรอบสิทธิในถิ่นฐานเดิม การดูแลทรัพยากร การมีส่วนร่วม และการไม่ถูกทำให้เป็นคนแปลกหน้าในบ้านของตัวเอง ขณะที่คำว่า ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ ในกฎหมายและนโยบายไทยมักพาประเด็นเหล่านี้ไปอยู่ในกรอบวัฒนธรรม วิถีชีวิต และประเพณี มากกว่ากรอบสิทธิในที่ดินและอำนาจตัดสินใจ
เมื่อรัฐไม่ยอมรับว่า มีกลุ่มประชาชนที่เรียกว่าชนเผ่าพื้นเมืองอาศัยอยู่ในประเทศไทย สิทธิอื่นๆ ก็พร่าเลือนไปพร้อมกัน ที่ดินบรรพบุรุษกลายเป็นข้อพิพาทเรื่องเอกสาร ความทรงจำของชุมชนถูกแทนที่ด้วยประกาศเขตป่า ส่วนความรู้เรื่องไฟ ดิน น้ำ และฤดูกาลถูกมองเป็นเรื่องล้าหลัง
นี่คือสิ่งที่งานวิจัยเรียกว่า ‘การลบเลือนตัวตนของชนเผ่าพื้นเมือง’ เพราะแทนที่พวกเขาจะถูกมองในฐานะคนที่มีสิทธิและความรู้ในการอยู่กับป่า กลับถูกมองผ่านภาพจำเดิมๆ ว่าเป็นชาวเขา คนบนดอย คนชายแดน คนเผาป่า เป็นคนอื่นที่ไม่ใช่คนไทย หรือเป็นคนที่ต้องถูกพัฒนา ควบคุม และพิสูจน์ซ้ำๆ ว่าสมควรอยู่ตรงนั้นหรือไม่
เมื่อข้อมูลและเรื่องเล่าจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะมาจากรัฐ สื่อ หรือภาคธุรกิจ ถูกเล่าไปในทางเดียวกันว่าคนบนดอยคือคนทำลายป่า เรื่องเล่าเหล่านี้จึงไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่มันวางทับลงบนอคติเดิมที่สังคมมีอยู่ก่อนแล้ว กล่าวคือ ถ้าคนอ่านเชื่ออยู่ก่อนว่าคนบนดอยคือผู้บุกรุก ข้อกล่าวหาเรื่องการทำลายป่าก็ฟังดูน่าเชื่อทันที หรือถ้าคนอ่านเชื่ออยู่ก่อนว่าไร่หมุนเวียนคือการเผาป่า คำว่า ‘เผา’ ในพาดหัวข่าวก็แทบไม่ต้องการคำอธิบายเพิ่มแต่อย่างใด
นี่คือความน่ากลัวของข้อมูลบิดเบือนด้านภูมิอากาศ มันไม่ได้ทำงานด้วยการโกหกโต้งๆ เหมือนในอดีตเสมอไป แต่ทำงานอย่างแนบเนียนขึ้นด้วยการหยิบอคติเดิมมาแต่งตัวใหม่ให้ดูเหมือนเหตุผลทางสิ่งแวดล้อม ทั้งที่แกนข้างในยังคงเป็นการมองชนเผ่าพื้นเมืองในฐานะปัญหาที่ต้องถูกจัดการ
สูตรสำเร็จของการโยนบาป
ในฤดูฝุ่น คำบางคำทำงานเร็วกว่าเหตุผลเสมอ และคำว่า ‘เผา’ ก็เป็นหนึ่งในนั้น
เมื่อคำนี้ปรากฏอยู่บนพาดหัวข่าว ไม่ว่าจะอยู่คู่กับไฟป่า ฝุ่น PM2.5 หรือภาพภูเขาที่กลายเป็นสีเทา คนอ่านจำนวนไม่น้อยก็มักเห็นภาพ ‘คนบนดอย’ เผาป่าเพื่อทำกินผุดขึ้นมาเอง ทั้งที่ความจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก
ตัวอย่างสำคัญคือไร่หมุนเวียน วิถีเกษตรดั้งเดิมของชนเผ่าพื้นเมืองที่มักถูกปะปนกับคำว่า ‘slash-and-burn’ หรือ ‘การถางแล้วเผา’ ก่อนจะไหลไปรวมกับคำที่หนักกว่านั้นคือ ‘เผาป่า’ ทั้งที่ไร่หมุนเวียนไม่ได้หมายถึงการเผาป่าแล้วทิ้งไปเรื่อยๆ อย่างที่หลายคนเข้าใจ
โดยหลักแล้ว ไร่หมุนเวียนคือระบบเกษตรที่ใช้พื้นที่หนึ่งเพาะปลูกช่วงสั้นๆ ก่อนปล่อยให้พื้นที่เดิมพักฟื้นเป็นเวลาหลายปี ในบางระบบ ชุมชนอาจเพาะปลูกบนพื้นที่หนึ่งประมาณ 1 ปี แล้วปล่อยให้พื้นที่นั้นพักฟื้น 6-10 ปี เพื่อให้ธรรมชาติฟื้นตัว ก่อนจะวนกลับมาใช้อีกครั้งในรอบเวลาที่ชุมชนรู้จักดี
ไฟในระบบนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงไฟที่เผาผลาญ แต่เป็นเครื่องมือจัดการพื้นที่ เตรียมแปลงเพาะปลูก เติมธาตุอาหารให้ดิน และเปิดโอกาสให้พื้นที่เดิมได้ฟื้นตัวในเวลาของมัน
ความต่างนี้สำคัญ เพราะแม้แต่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO ยังมองเกษตรแบบหมุนเวียนว่าใกล้กับการปรับเปลี่ยนสภาพป่า มากกว่าการทำลายป่า เนื่องจากการใช้พื้นที่ในระบบนี้เป็นภาวะชั่วคราว ไม่ใช่การเปลี่ยนป่าให้กลายเป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์ถาวร
ตัวอย่างที่รายงานยกขึ้นมาคือบ้านห้วยหินลาดใน ซึ่งใช้พื้นที่เกษตรเพียงราว 10% ต่อปี และปล่อยให้พื้นที่ส่วนที่เหลือพักฟื้น ตัวเลขนี้ช่วยให้เห็นว่า สิ่งที่ถูกเรียกรวมๆ ว่า ‘เผาป่า’ อาจเป็นระบบจัดการพื้นที่ที่มีขอบเขต มีรอบเวลา และมีหลักคิดเรื่องการฟื้นตัวของระบบนิเวศอยู่ข้างใน
แต่เมื่อระบบที่ซับซ้อนนี้ถูกย่อเหลือเพียงคำว่า ‘เผา’ ทุกอย่างก็ง่ายขึ้นมาก ไร่หมุนเวียนกลายเป็นไร่เลื่อนลอย การจัดการไฟกลายเป็นการเผาป่า ความรู้ของชุมชนกลายเป็นความล้าหลัง และคนที่อยู่กับป่ามานานก็กลายเป็นต้นเหตุของวิกฤตสิ่งแวดล้อมในสายตาคนเมือง
ในกรณี PM2.5 การเผาชีวมวลในภาคเกษตรเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของฝุ่นช่วงฤดูหมอกควันจริง ข้อมูลที่รายงานอ้างถึงจากงานศึกษาของ Chansuebsri และคณะ (2024) ซึ่งศึกษาต้นกำเนิดของ PM2.5 ในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ในช่วงฤดูหมอกควันของจังหวัดเชียงใหม่ การเผาชีวมวลในภาคเกษตรมีส่วนต่อมลพิษ PM2.5 สูงถึง 51%
แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้แปลว่า ควันทั้งหมดควรถูกโยนไปให้ชนเผ่าพื้นเมือง เพราะควันจำนวนมากเกี่ยวข้องกับการเผาอ้อยและข้าว ซึ่งผูกอยู่กับระบบเกษตรอุตสาหกรรม มากกว่าระบบไร่หมุนเวียนที่ใช้พื้นที่จำกัด
กล่องข้อมูล: ตัวเลขเดียวกัน เล่าได้คนละเรื่อง
|
ข้อมูลจากรายงาน |
ถ้าเล่าแบบตัดบริบท |
ถ้าเล่าให้ครบ |
|
การเผาชีวมวลภาคเกษตรมีส่วนต่อ PM2.5 ช่วงฤดูหมอกควันในจังหวัดเชียงใหม่ 51% |
เกษตรกรเผา จึงเป็นต้นเหตุของฝุ่น |
ต้องดูว่าเป็นการเผาในระบบเกษตรแบบใด ใครปลูก ใครรับซื้อ และใครได้ประโยชน์ |
|
มีควันจากพื้นที่สูงจริง |
คนบนดอยทำให้เมืองมีฝุ่น |
ควันจากพื้นที่สูงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหา ไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมด |
|
สื่อบางชิ้นโยง PM2.5 กับไร่หมุนเวียน |
ไร่หมุนเวียนเท่ากับแหล่งกำเนิดฝุ่น |
ต้องแยกไร่หมุนเวียนออกจากการเผาในเกษตรอุตสาหกรรมและการบุกรุกพื้นที่ใหม่ |
|
การเผาเป็นวิธีลดต้นทุน |
ชาวบ้านไม่มีวินัย ไม่ยอมเลิกเผา |
ต้องถามถึงราคาผลผลิต หนี้สิน บริษัทรับซื้อ นโยบายรัฐ และอำนาจต่อรองของเกษตรกร |
กล่าวอีกอย่าง ปัญหาฝุ่นควันไม่ได้เกิดจากไฟเพียงกองเดียว แต่อยู่ในระบบการผลิตที่มีตลาด บริษัทรับซื้อ ต้นทุน หนี้สิน นโยบายรัฐ และแรงกดดันทางเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง
คำถามคือ ทำไมเรื่องเล่าแบบนี้จึงไม่ดังเท่าภาพคนบนดอยจุดไฟ?
ถ้าบอกว่าฝุ่นควันมาจากระบบเกษตรอุตสาหกรรม คำถามจะพุ่งไปหาโครงสร้างเศรษฐกิจ บริษัทขนาดใหญ่ นโยบายรัฐ และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมผู้บริโภคในเมืองเข้ากับพื้นที่ผลิต แต่ถ้าบอกว่าฝุ่นควันมาจากคนบนดอย คำตอบจะง่ายกว่ามาก แค่ห้าม เฝ้า จับ ปรับ และขับคนออกจากป่า
นี่คือสูตรสำเร็จของการโยนบาป ทำให้ปัญหาที่ซับซ้อนดูเหมือนมีต้นเหตุเดียว มีหน้าตาเป็นคนชายขอบ แล้วทำให้มาตรการควบคุมคนชายขอบดูเหมือนการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม
ชนเผ่าพื้นเมืองจึงไม่ได้ถูกกล่าวหาด้วยข่าวปลอมแบบโกหกทั้งหมด แต่ถูกกล่าวหาด้วยข้อมูลครึ่งเดียว มีไฟจริง มีควันจริง มีการเผาจริง แต่สิ่งที่หายไปคือบริบทว่าไฟแบบไหน เผาเพื่ออะไร อยู่ในระบบเกษตรแบบใด ใช้พื้นที่มากน้อยเพียงใด และใครกันแน่ที่สร้างควันในระดับที่ทำให้ผู้คนต้องหายใจลำบาก
เมื่อบริบทหายไป ไฟทุกกองจึงถูกทำให้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นไฟจากไร่หมุนเวียน ไฟจากการเผาตอซังในระบบเกษตรอุตสาหกรรม ไฟจากการบุกรุกพื้นที่ใหม่ หรือไฟจากการจัดการป่าที่ไม่ฟังคนอยู่กับป่า ทั้งหมดถูกกวาดรวมไว้ใต้คำเดียวว่า ‘เผา’ ส่วนคนที่ถูกทำให้เป็นจำเลยอยู่แล้วก็แทบไม่มีโอกาสอธิบายความต่าง
เมื่อชนเผ่าพื้นเมืองกลายเป็นตัวร้าย ใครได้ประโยชน์?
เมื่อชนเผ่าพื้นเมืองถูกทำให้กลายเป็นต้นเหตุของไฟป่า ฝุ่นควัน และการทำลายป่า นอกจากทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดแล้ว ยังเปิดทางให้คนบางกลุ่ม ‘พูดแทนป่า’ ได้ง่ายขึ้น รัฐเข้าไปควบคุมพื้นที่ป่าในนามของการอนุรักษ์ได้ง่ายขึ้น และภาคธุรกิจเข้าไปแตะที่ดิน น้ำ แร่ พลังงาน หรือคาร์บอนเครดิตในนามของการพัฒนาได้ง่ายขึ้น
ความเข้าใจผิดเช่นนี้ทำงานเสมือนเครื่องมือผลิตความชอบธรรม ให้การจัดการคนชายขอบดูเหมือนการจัดการสิ่งแวดล้อม และทำให้การควบคุมป่า ที่ดิน และทรัพยากรของชุมชน ดูคล้ายภารกิจเพื่อส่วนรวมากกว่าการใช้อำนาจเหนือชีวิตของผู้คน
ในงานของ Asia Centre ข้อมูลบิดเบือนด้านภูมิอากาศในไทยไม่ได้มีเพียงการโยนบาปให้ชนเผ่าพื้นเมืองเท่านั้น แต่ยังปรากฏผ่านการเล่าเรื่องอีกหลายรูปแบบ รายงานจึงรวบยอดเป็น 4 รูปแบบหลัก ได้แก่ 1) การรายงานข่าวด้านเดียว 2) การฟอกเขียว 3) ทางออกด้านภูมิอากาศแบบลวง และ 4) การโยนบาปให้ชนเผ่าพื้นเมืองว่าเป็นต้นเหตุของไฟป่า การทำลายป่า และวิกฤตภูมิอากาศ
ตัวอย่างแรกคือการรายงานข่าวด้านเดียว โดยงานวิจัยยกกรณีการนำเสนอโครงการแลนด์บริดจ์ของสื่อบางแห่ง ซึ่งมักเล่าผ่านภาษาของการลงทุน การเชื่อมต่อ การแข่งขันระดับภูมิภาค และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่ไม่ได้ให้พื้นที่จริงจังกับต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อป่าชายเลน ระบบนิเวศทางทะเล หรือวิถีชีวิตของชุมชนประมงที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรเหล่านั้น
นี่ไม่ใช่ข่าวปลอมในความหมายตรงไปตรงมา เพราะข้อมูลเรื่องการลงทุนหรือโครงสร้างพื้นฐานอาจเป็นเรื่องจริง แต่ปัญหาอยู่ที่การเลือกวางบางความจริงไว้หน้าเวที เช่น การจัดวางให้แลนด์บริดจ์เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจระดับประเทศเป็นหลัก ขณะที่ต้นทุนทางสังคม สิ่งแวดล้อม และชีวิตของชุมชนในพื้นที่ถูกผลักไปอยู่หลังฉาก ในทางวิชาการ กลไกแบบนี้ใกล้กับ malinformation หรือข้อมูลจริงที่ถูกเลือกใช้และจัดวางอย่างบิดเบือน จนทำให้สาธารณชนมองเห็นปัญหาไม่ครบถ้วน
อีกรูปแบบคือการฟอกเขียว โดยรายงานยกกรณีโครงการด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทขนาดใหญ่ เพื่อชี้ให้เห็นว่า การสื่อสารเรื่องการฟื้นฟูคลอง การใช้พลังงานหมุนเวียน การปลูกป่า หรือแคมเปญชวนผู้บริโภคทำสิ่งเล็กๆ เพื่อโลก อาจทำให้สาธารณชนมองเห็นภาพด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยไม่เห็นคำถามสำคัญเกี่ยวกับธุรกิจหลักและผลกระทบที่ยังดำเนินอยู่
คำถามสำคัญคือ เมื่อโครงการเหล่านี้ถูกเล่าในฐานะหลักฐานของความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เราได้เห็นภาพธุรกิจหลักของบริษัทเหล่านี้ด้วยหรือไม่ว่ายังใช้ทรัพยากร สร้างมลพิษ หรือปล่อยคาร์บอนจำนวนมากเพียงใด เพราะหากคำถามนี้หายไป โครงการสีเขียวก็อาจไม่ได้ทำให้บริษัทเขียวขึ้นเท่าใดนัก เพียงแต่ทำให้ความเสียหายเดิมมองเห็นยากขึ้นเท่านั้น
ส่วนทางออกด้านภูมิอากาศแบบลวง คือการเสนอสิ่งที่ดูเหมือนเป็นคำตอบของวิกฤตภูมิอากาศ ทั้งที่อาจไม่ได้แตะโครงสร้างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจริง โดยในรายงานพูดถึง fossil fuel solutionism หรือการทำให้เชื้อเพลิงฟอสซิลดูเหมือนเป็นทางออก เช่น การนำเสนอถ่านหิน ‘สะอาด’ หรือก๊าซธรรมชาติว่าเป็นพลังงานที่รับผิดชอบกว่า ทั้งที่การเล่าแบบนี้อาจทำให้สังคมยอมรับการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลต่อไป แทนที่จะตั้งคำถามว่า ประเทศควรเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลงจริงๆ ได้อย่างไร
ในกรณีคาร์บอนเครดิต รายงานยกโครงการ T-VER หรือโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของไทย ซึ่งถูกผลักดันเป็นกลไกสำคัญในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยสื่อจำนวนมากเล่าเรื่องคาร์บอนเครดิต การปลูกป่า และป่าชุมชนในฐานะทางออกของวิกฤตภูมิอากาศ แต่การเล่าเช่นนี้มักไม่พูดถึงข้อจำกัดของโครงการ ผลกระทบต่อชุมชน หรือปัญหา ‘เครดิตลวง’ (phantom credits) ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามว่า คาร์บอนเครดิตบางประเภทช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่
เมื่อมองทั้ง 4 รูปแบบร่วมกัน ข้อมูลบิดเบือนด้านภูมิอากาศจึงไม่ได้ทำงานแค่ทำให้คนเข้าใจผิด แต่มันจัดระเบียบความรับผิดใหม่ ชนเผ่าพื้นเมืองถูกทำให้รับผิดชอบต่อไฟป่า ฝุ่นควัน และการทำลายป่า ส่วนรัฐในร่างของทหาร เจ้าหน้าที่ติดอาวุธ และหน่วยงานความมั่นคงที่เข้าไปมีบทบาทในพื้นที่ป่า ถูกทำให้ปรากฏในภาพของผู้พิทักษ์ป่า บริษัทถูกทำให้ดูเหมือนผู้ร่วมแก้ปัญหา และโครงการพัฒนาถูกทำให้ดูเหมือนความจำเป็น ขณะที่คนที่ตั้งคำถามต่อทั้งหมดนี้อาจถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการอนุรักษ์หรือความก้าวหน้า
จากเรื่องเล่า สู่คดีความและการขับไล่
ผู้บุกรุก, ผู้ทำลายป่า, ต้นเหตุของวิกฤตสิ่งแวดล้อม
ถ้อยคำเหล่านี้ทำงานเหมือนหมุด ยิ่งถูกตอกซ้ำ ภาพจำของชนเผ่าพื้นเมืองยิ่งฝังแน่น จากพาดหัวข่าวก็ค่อยๆ แทรกเข้าไปในวิธีที่รัฐออกแบบนโยบาย วิธีที่บริษัทเดินหน้าโครงการ วิธีที่สื่อส่วนใหญ่เลือกเล่าเรื่อง และวิธีที่สังคมตัดสินว่าใครควรถูกจัดการ
นี่คือจุดที่ข้อมูลบิดเบือนไม่ได้แค่ทำให้คนเข้าใจผิด แต่เริ่มเปลี่ยนอคติให้กลายเป็นเหตุผลของการลงโทษ
“โดยพื้นฐานแล้ว รัฐไม่เชื่อว่าชนเผ่าพื้นเมืองในภาคอีสาน ภาคเหนือ หรือภาคกลาง จะสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน พวกเขาเคยถูกมอง และยังคงถูกมองว่าเป็นผู้ทำลายป่า”
ข้างต้นคือคำบอกเล่าของคนทำงานสื่อที่ถูกอ้างถึงในรายงานของ Asia Centre เขาอธิบายต่อว่า เมื่อรัฐตั้งต้นจากความไม่เชื่อเช่นนี้ สิ่งที่ตามมามักเป็นมาตรการทางกฎหมายแบบเหมารวมและไม่แยกแยะบริบท ที่มุ่งเป้าไปยังชนเผ่าพื้นเมือง ทั้งที่ในความเป็นจริง การประเมินว่าวิถีปฏิบัติใดส่งผลต่อป่าอย่างไร ไม่ควรตัดสินจากชื่อชาติพันธุ์หรือภาพจำเรื่อง ‘คนบนดอย’ แต่ต้องดูบริบทของพื้นที่ ระบบการใช้ทรัพยากร และความสัมพันธ์ที่แต่ละชุมชนมีกับป่านั้นจริงๆ
โดยการลงโทษที่ว่า บางครั้งเริ่มจากการทำให้คนกลุ่มหนึ่งไม่มีสิทธิในการตัดสินใจเรื่องบ้านของตัวเอง หรือถูกกีดกันออกจากกระบวนการตัดสินใจในโครงการที่เกี่ยวข้องกับป่า เหมือง พลังงาน คาร์บอนเครดิต หรือพื้นที่อนุรักษ์ หลายครั้งพวกเขาถูกเชิญเข้าไปในเวทีที่เรียกว่า ‘การมีส่วนร่วม’ แต่เรื่องสำคัญแทบถูกตัดสินไว้ก่อนแล้ว ชุมชนอาจได้ฟังข้อมูลบางส่วน ได้แสดงความเห็นบางช่วง แต่แทบไม่มีอำนาจจริงในการต่อรองหรือปฏิเสธ
หลักการที่ควรอยู่ตรงกลางของเรื่องนี้คือ FPIC หรือสิทธิในการให้หรือไม่ให้ความยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และบนฐานข้อมูลครบถ้วน พูดง่ายๆ คือ โครงการที่กระทบชีวิตชุมชนไม่ควรถูกตัดสินใจแทนพวกเขา คนในพื้นที่ต้องมีสิทธิรู้ก่อน เข้าใจก่อน ต่อรองได้ และปฏิเสธได้จริง
เมื่อชนเผ่าพื้นเมืองถูกมองเป็นปัญหาของป่าอยู่ก่อนแล้ว เสียงคัดค้านของพวกเขาจึงมักไม่ถูกรับฟัง ความกังวลต่อเหมือง พลังงาน คาร์บอนเครดิต หรือการขยายพื้นที่อนุรักษ์ จึงอาจถูกปัดทิ้งว่าเป็นความไม่เข้าใจ ขัดขวางการพัฒนา หรือต่อต้านโครงการสีเขียว ทั้งที่ข้อเรียกร้องของพวกเขามีเพียงสิทธิพื้นฐานที่สุด คือการรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นกับบ้านของตัวเอง
จากการถูกกันออกจากการตัดสินใจ เส้นทางต่อมาคือการถูกทำให้เป็นอาชญากร เพราะเมื่อรัฐมองพื้นที่ผ่านกฎหมายป่าไม้และกฎหมายอุทยาน วิถีทำกินเดิมของชุมชนก็อาจถูกนับเป็นการบุกรุกได้ทันที
หลังนโยบายทวงคืนผืนป่าปี 2557 การใช้กฎหมายป่าไม้และกฎหมายอนุรักษ์เข้มข้นขึ้นอย่างมาก ข้อมูลจาก P-Move ระบุว่า ภายในปี 2564 มีการดำเนินคดีอย่างน้อย 46,600 กรณี และในจำนวนนี้ ราว 29,000 คดี เป็นคดีบุกรุกภายใต้นโยบายทวงคืนผืนป่า
ตัวเลขนี้บอกกับเราว่า เรื่องเล่าการปกป้องป่าไม่ได้จบอยู่บนหน้าข่าว แต่มันตามไปถึงหมายเรียก ค่าปรับ โทษจำคุก และชีวิตของชาวบ้านที่ต้องพิสูจน์ตัวเองในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งกรณีชาวอูรักลาโว้ยบนเกาะหลีเป๊ะ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน
สำหรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก หลีเป๊ะคือทะเลสีฟ้า หาดทรายขาว รีสอร์ต ร้านอาหาร และภาพโปสการ์ดของเกาะในฝัน แต่สำหรับชาวอูรักลาโว้ย หลีเป๊ะคือบ้าน คืออาชีพประมง คือที่ฝังศพบรรพบุรุษ และส่งต่อความทรงจำมาหลายชั่วอายุคน
ปัญหาคือ เมื่อเกาะหนึ่งกลายเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง ความทรงจำของคนที่อยู่มาก่อนกลับเริ่มเบากว่าเอกสารสิทธิที่เกิดขึ้นภายหลัง
ระหว่างปี 2557-2565 มีคดีหลายคดีที่มุ่งขับไล่ชาวอูรักลาโว้ยออกจากพื้นที่บนเกาะหลีเป๊ะ หนึ่งในนั้นเกิดขึ้นเมื่อปี 2565 โดยเจ้าของที่ดินเอกชนยื่นฟ้องครอบครัวชาวอูรักลาโว้ย 15 ครอบครัว โดยอ้างเอกสารสิทธิบนที่ดินขนาด 3 ไร่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินผืนใหญ่ 81 ไร่ พื้นที่ดังกล่าวถูกวางแผนพัฒนาเป็นรีสอร์ต โจทก์จึงเรียกร้องให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่และรื้อถอนบ้านเรือนของตนเอง
ต่อมาในปี 2567 ศาลจังหวัดสตูลมีคำพิพากษายกฟ้องในคดีแพ่งดังกล่าว โดยเห็นว่ามีปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิ์ที่ทับซ้อนกัน และโจทก์ไม่สามารถแสดงที่มาของเอกสารสิทธิได้อย่างชัดเจน ก่อนที่ในเดือนสิงหาคม 2568 ศาลฎีกายืนตามคำพิพากษายกฟ้อง
แต่แม้คดีนี้จะจบลงด้วยการยกฟ้อง ชีวิตของชาวอูรักลาโว้ยก็ยังไม่ได้มั่นคงขึ้นอย่างแท้จริง เพราะตราบใดที่สิทธิในที่ดินยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ พวกเขาก็ยังต้องอยู่กับความเสี่ยงว่า วันหนึ่งเอกสารสิทธิอีกชุด คำสั่งอีกฉบับ หรือโครงการพัฒนาอีกโครงการ อาจกลับมาทำให้บ้านของพวกเขากลายเป็นพื้นที่พิพาทอีกครั้ง
ปกป้องป่า โดยไม่ลบคนออกจากป่า
แน่นอนว่า ชนเผ่าพื้นเมืองไม่ใช่เทวดาทางนิเวศวิทยา และไม่มีชุมชนใดในโลกที่ดำรงอยู่โดยไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเลย การอยู่กับป่าย่อมมีการใช้ทรัพยากร มีความขัดแย้ง มีความผิดพลาด และมีความเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับสังคมมนุษย์ทุกแห่ง
แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า เหตุใดผลกระทบของชุมชนจึงถูกขยายซ้ำและแปลความเป็น ‘การทำลายป่า’ ได้ง่ายกว่า ขณะที่ความเสียหายจากอุตสาหกรรม เหมือง พลังงาน เกษตรเชิงเดี่ยว การท่องเที่ยว หรือโครงการของรัฐ มักถูกเล่าด้วยภาษาที่สุภาพกว่า เช่น นี่คือการพัฒนา, การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง, ผลดีเยอะกว่าผลลบ, การจัดการทรัพยากร หรือแม้แต่การแก้ปัญหาภูมิอากาศ
ในช่วงหลัง ประเทศไทยมีความคืบหน้าทางกฎหมายบางประการที่สะท้อนว่า ประเด็นสิทธิของชุมชนชาติพันธุ์และผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายป่าไม้เริ่มถูกผลักเข้าสู่ภาคนโยบายมากขึ้น ทั้งการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 และความพยายามผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรมคดีป่าไม้-ที่ดิน ซึ่งร่างเดิมต้องตกไปหลังการยุบสภา และยังมีความพยายามยื่นหรือผลักดันกลับเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติอีกครั้ง
ความคืบหน้าเหล่านี้สำคัญ เพราะอย่างน้อยมันยอมรับว่า ปัญหาที่ดิน ป่า และวิถีชีวิตของชุมชนไม่ได้เป็นเพียงปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย แต่เป็นปัญหาเรื่องสิทธิ อัตลักษณ์ และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับพื้นที่ อย่างไรก็ตาม กฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่อาจเปลี่ยนโครงสร้างความเข้าใจเดิมได้ทันที หากสื่อ นโยบาย และโครงการด้านสิ่งแวดล้อมยังผลิตภาพซ้ำว่า คนที่อยู่กับป่าคือภัยคุกคามต่อป่า
หากจะเดินหน้าไปสู่นโยบายรับมือวิกฤตภูมิอากาศที่จริงจังกว่านี้ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนจึงไม่ใช่แค่ตัวบทกฎหมาย แต่คือกรอบการมองป่าและคนที่อยู่กับป่า การรับมือวิกฤตภูมิอากาศที่ตั้งอยู่บนสิทธิจำเป็นต้องหยุดวงจรข้อมูลบิดเบือนที่ลบเลือนความเป็นชนเผ่าพื้นเมือง ให้เหลือแต่กลุ่มปัญหา และต้องนับสิทธิในที่ดิน ระบบความรู้ และอำนาจการตัดสินใจของชุมชน เป็นส่วนหนึ่งของธรรมาภิบาลภูมิอากาศ ไม่ใช่สิ่งรบกวนที่ต้องถูกจัดการออกไป
ที่มา
บทความนี้เรียบเรียงและขยายความจากรายงาน Climate Disinformation in Thailand: Negating Indigenous Peoples’ Identity โดย Asia Centre (2025)
Asia Centre. (2025). Climate Disinformation in Thailand: Negating Indigenous Peoples’ Identity. Bangkok: Asia Centre.