จุจั่ดจุจอย ไร่หมุนเวียนในดินแดนอีสานใต้ ใต้การกดทับสิทธิชุมชน

เมื่อพูดถึงไร่หมุนเวียน คุณนึกถึงสถานที่แบบไหน?

เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงภูสูงถูกเผาจนโล่งเตียนที่มักถูกแชร์บนโลกออนไลน์ แต่จะมีสักกี่คนที่จะก้าวพ้นอคติแห่งความเชื่อเข้าสู่เขตแดนแห่งความรู้ หันมาทำความเข้าใจภูมิปัญญาการใช้ไฟจัดการทรัพยากรของชาวชาติพันธุ์ด้วยใจที่เปิดกว้าง และยิ่งจะมีสักกี่คนที่่สามารถเดินห่างออกจากภาพจำเดิม ๆ ของไร่หมุนเวียนบนภูเขาสูงทางภาคเหนือ มาสู่พื้นที่ที่ราบสูงแห่งไร่หมุนเวียนของชาวชาติพันธุ์บรู ณ อีสานใต้

บ้านเวินครก อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี คือ อาณาที่ชาวชาติพันธู์บรูจากลาวอพยพมาตั้งรกรากเมื่อ 117 ปีก่อน ก่อนจะเปลี่ยนชื่อและจัดตั้งเป็นหมู่บ้าน ‘เวินบึก’ ในปี 2457 ตามหินผารูปร่างคล้ายปากปลาบึกที่ชาวบ้านพบ ตามคำบอกเล่าของนายสมัย วังสาคร ผู้ใหญ่บ้านเวินบึกคนปัจจุบัน

ด้วยภูมิประเทศอันเป็นด่านสุดท้ายก่อนแม่น้ำโขงพ้นเขตแดนประเทศไทย คงไม่แปลกหากคนภายนอกจะมองว่าชาวชาติพันธุ์บรูที่นี่เชี่ยวชาญและอยู่กินกับแม่โขงมากกว่า แต่ความเป็นจริงแล้ว ป่าคือบ้านหลังแรกของพวกเขา ความใกล้ชิดกับพงพนานี้ถูกสถาปนาผ่านนามสกุล 

พึ่งป่า , พึ่งดง เป็นตัวอย่างของท้ายชื่อที่นายอำเภอในสมัยนั้นเสนอให้ชาวบ้านใช้ขึ้นทะเบียนราษฎร์ เพราะมองว่าสอดคล้องกับวิถีชีวิตคนบรู

ชาวบรูมักอาศัยอยู่ตามพงหนาป่าทึบ เวิ้งน้ำใหญ่ของแม่โขงที่ติดหมู่บ้านนั้น ถือเป็นของไม่ถนัด สังเกตจากการเรียกพันธุ์ปลาในแม่โขง จะยืมคำลาวมาใช้ เช่น อากา(ภาษาบรู แปลว่า ปลา)ปลาตอง ในขณะที่ปลาตามลำห้วยบนเขา จะมีชื่อเรียกเฉพาะในภาษาบรูเอง เช่น อากาสะกัน อากาสะรีน เป็นต้น

“ทำไร่หมุนเวียน กับหาปลาตามลำห้วยด้วย เพราะไม่พอกิน แต่ไม่ได้ทำมายี่สิบกว่าปีแล้ว ” พี่สมยศ พรานเม่นเริ่มต้นเล่า การทำไร่หมุนเวียนของชาติพันธุ์บรูจะมีพิธีกรรมที่สำคัญคือ เล็ฮอายะจุจั่ดจุจอย เล็ฮอายะ หรือการไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อถากถางสำหรับการเพาะปลูก

ใช้เหล้า 1 ขวด ไก่ 1 ตัว บรรณาการแลกกับพรที่ขอ ทำได้ปีละ 2 หน ตอนเดือน 3 และเดือน 6 จะรอจนกว่าทุกครัวเรือนในหมู่บ้านจะเล็ฮอายะเสร็จ จาระโบ (ผู้นำประกอบพิธีกรรมผี) จึงจะทำพิธีออกอายะ แล้วค่อยหาฤกษ์จุจั่ดจุจอย 

จะจุจั่ดจุจอยได้ ต้องเตรียมไม้สั้นกับไม้ยาวเหลาปลายทู่ คนที่ ‘จุจั่ด’ เดินนำหน้า ใช้ไม้ยาวกระทุ้งดินให้เป็นรู จากนั้นอีกคนจะเดิน ‘จุจอย’ ตามหลัง คอยใส่เมล็ดพันธุ์ข้าวเฉพาะถิ่นลงไปในรู 3-4 เม็ด แล้วใช้ไม้สั้นโกยดินมากลบหลุมเพื่อกันมดเอาข้าวไปกิน จุจั่ดจุจอยแล้วจะกลับไปถางอีกไม่ได้เด็ดขาด ต้องเพาะปลูกอย่างเดียว หากฝ่าฝืนต้องเสียควายหนึ่งตัว

เมื่อเสร็จสิ้นฤดูเก็บเกี่ยว ชาวบ้านจะหมุนเวียนไปทำแปลงอื่นในปีถัดไป แปลงนี้จะหยุดพัก 3-5 ปี แล้วจึงวนมาทำใหม่

ภูมิปัญญาการปลูกข้าวไร่ของชนเผ่าบรูนี้ ดำเนินมาอย่างยาวนาน จนการมาถึงของประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงหินกอง ในปี พ.ศ. 2507 พื้นที่แห่งวิถีชีวิตของชุมชนแปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่แห่งการอนุรักษ์ของรัฐส่วนกลาง โดยไม่ทันตั้งตัว จากผู้ลงแรงบุกเบิก กลายเป็น ผู้บุกรุกอันไร้แรงทัดทาน

ซ้ำร้าย ปี พ.ศ. 2524 รัฐได้ประกาศให้ป่าดงหินกองเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ  สร้างความเดือดร้อนให้ 3 หมู่บ้าน ได้แก่ เวินบึก ท่าแพ และห้วยหมากใต้ ไม้ ดิน หิน กรวด ทราย แร่ ปิโตเลียม หรือทรัพยากรธรรมชาติอื่น กลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ห้ามแตะต้อง

ชาวบรูต้องหันมาแตะแม่น้ำแทนผืนป่าเพื่อความอยู่รอด  จนเมื่อ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 2562 ตามมาตรา 64 ได้สั่งการให้สำรวจการถือครองที่ดินภายใน 240 วัน ระยะเวลาที่น้อยบีบคั้นให้รัฐต้องใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยแทนการเข้าพื้นที่สำรวจรังวัดภาพถ่ายทางอากาศ ไม่ปรากฏร่องรอยการทำประโยชน์ต่อเนื่องในพื้นที่

ช่วงเวลา ‘พักแปลง’ ของชาวบ้าน ถูกเทคโนโลยีกีดกันออกจากการพิสูจน์สิทธิถือครองเหนือพื้นที่นั้นเพียงเพราะปล่อยมันรกร้างตามปกติ 

เมื่อวิถีเกษตรไร่หมุนเวียนไม่ถูกนำมาเป็นบริบทสำคัญ จึงเกิดเป็นเส้นแนวเขตทับที่ทำกินของชาวบ้านทั้งหมด 80 ครัวเรือน

“เดี๋ยวอยู่ดี ๆ บอกให้เข้า(ป่า)ไปทำได้ เดี๋ยวบอกทำไม่ได้ ชาวบ้านไม่รู้จะทำตัวยังไง เราก็อดทนมาตลอดจนถึงวันนี้” พ่อบุญมี ปราชญ์ชาวบ้านแห่งบ้านเวินบึกระบายความในใจระหว่างงานเสวนา

‘บรู สิทธิชุมชน สิทธิทางวัฒนธรรมกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ(ดิน น้ำ ป่า) ในพื้นที่อนุรักษ์แบบมีส่วนร่วม’ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา

หลังการต่อสู้กว่าสี่ทศวรรษ พิธีเล็ฮอายะจุจั่ดจุจอยก็ถูกฟื้นคืนชีพขึ้นอีกครั้ง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมที่ไม่มีวันหล่นหายไปตามกาลเวลา

หากแต่ยังมีระเบิดเวลาที่คอยท่าชาวบ้านเวินบึกอยู่อีกลูกหนึ่ง ดังคำที่พี่คำปิ่น อักษร ผู้ก่อตั้งโฮงเฮียนฮักของทิ้งท้ายไว้ว่า หน้าชนโขง แรร์เอิร์ธกำลังมา หลังชนเขา อุทยานก็บีบรัด อย่างนี้เราจะรอดอย่างไร 

เขียน: ตติยา ตราชู