ขายเรือเพื่อหมายศาล: จากพื้นที่คุ้มครองกลายเป็นพื้นที่ขับไล่ มหากาพย์การต่อสู้เพื่อลมหายใจของชาวเลเกาะหลีเป๊ะ

“เขาบอกว่าเรามาอาศัยอยู่บนที่ดินของเขา ครั้งแรกที่ได้รับหมายศาลพูดตรง ๆ อยากตายไปไม่ต้องรับรู้เรื่องแบบนี้ มันรับไม่ได้ อยากจะร้องก็ไม่มีน้ำตา ไม่ต้องถามเลยว่าจะนอนหลับไหม”

สลวย หาญทะเล หญิงวัย 65 ปี เป็นแค่หนึ่งใน 30 คน จากกลุ่มสตรีนักปกป้องสิทธิเป็นชาวเลอูรักลาโว้ยบนเกาะหลีเป๊ะ ที่ถูกฟ้องร้องขับไล่ออกจากที่ดินของตัวเอง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ปัจจุบันสถานะทางคดีมีทั้งที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง และยังต้องต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม จากวันที่ท้อถอยอยากลบชื่อตัวเองให้หายไป แต่เมื่อมองรอบข้างยังมีคนเดือดร้อนอีกจำนวนมากเธอและผู้ถูกฟ้องร้องจึงตัดสินใจร่วมกันว่ามันเป็นเวลาที่ต้องต่อสู้ไม่ใช่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรม

แม้หากคำนวณระยะทางจากเกาะหลีเป๊ะถึงที่ทำการศาลจังหวัดสตูล จะมีระยะทางเพียงกว่า 140 กิโลเมตร แต่ด้วยภูมิประเทศที่ต้องข้ามเรือ ต่อรถสาธารณะ ความยากลำบากจากการเดินทางเคยทำให้ครั้งหนึ่ง เกาะแห่งนี้เคยถูกประกาศในพระราชกฤษฎีกาเป็นเขตราชทัณฑ์ มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2482 (ต่อมายกเลิก ปี พ.ศ. 2517) ในฐานะประชาชนหนึ่งคน การต้องใช้เวลาทำมาหากินครั้งละไม่ต่ำกว่า 2 วัน ไปจัดการธุระนี้ทำให้เธอสูญเสียทั้งเวลาและโอกาสในการทำมาหากินไปเป็นจำนวนมาก

“จะไปขึ้นศาลแต่ละครั้งต้องเดินทางด้วยเรือสปีดโบ๊ทไปที่ฝั่ง แล้วต่อรถจากปากบารา 20นาที ไปลงในอำเภอละงู จากในตัวอำเภอ ต้องรอรถตู้จากเข้าไปที่อำเภอเมืองจังหวัดสตูล แค่การเดินทางก็เกินครึ่งวันแล้วหากศาลนัดเช้าต้องไปล่วงหน้า เสียค่าเช่าห้องโรงแรมที่ตัวจังหวัดอีกต่ำ ๆ คืนละ700 ครั้งไหนต้องให้การก็ต้องได้เตรียมข้อ มูล สำนวน เอกสารกับทนายเอกชน ฉันหมดเงินจนเป็นหนี้ต้องขายเรือมาสู้เรื่องนี้ เพราะนอกจากการเดินทางยังมีค่าจ้างทนาย แต่ต่อให้หมดตัวไปขนาดนี้ก็ยังแพ้คดีในศาลชั้นต้น”

จุดเริ่มต้นของการกลายเป็นจำเลยถูกฟ้องร้องขับไล่ออกจากที่ดินบ้านตัวเองของสลวย เริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2557  เมื่อสลวยได้มีการทำราวตากผ้าในพื้นที่ข้างบ้านของตนเอง ต่อจากนั้นจู่ ๆ คู่กรณีได้เข้ามาบอกว่าให้รื้อออกเพราะพื้นที่แห่งนี้ผู้มีสิทธิครอบครองได้มอบที่ดินผืนนี้ให้กับเจ้าตัวแล้ว จากนั้นเกิดการถกเถียงกันนำไปสู่การตั้งข้อสงสัยจนมีการฟ้องร้องดำเนินคดี

“ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้ออกจากพื้นที่และเพิกถอนสิ่งปลูกสร้างทันที ตอนนั้นมีแปดด้านก็มืดทุกด้าน แต่ก็คิดว่ามันต้องมีทางออกที่ดีกว่านี้ ถ้ายอมออกจากพื้นที่ เราจะไปซุกหัวนอนอยู่ที่ใหน แล้วในพื้นที่ที่ศาลตัดสินออกมาไม่มีแค่เรา ยังมีพี่น้อง ลูกหลานและแม่ที่แก่ชรากระทั่งน้าที่พิการรวมอีก 8-9 ครัวเรือน จากนั้นก็เริ่มรวมกลุ่มกัน มีเครือข่ายชาวเลอันดามันและองค์กรภาคประชาสังคมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทำให้มีกำลังใจที่จะพยายามร้องขอความเป็นธรรมอีกครั้งเอาให้มันถึงฎีกา”

ปัจจุบัน เฉพาะสำนวนคดีของเธอและนักปกป้องสิทธิอีก 4 คน ได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาให้ “ยกฟ้อง” และคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 86,900 บาท ให้แก่จำเลยทั้ง 5 ราย

แต่นั่นเป็นเพียงสำนวนเดียวที่มีการเริ่มต้น จนถึงวันนี้มีอีก 12 สำนวนคดีที่ค้างคาบนชั้นศาล มีชาวเลไม่น้อยกว่า 40 ราย ได้รับความเดือดร้อน ทั้งจากการดำเนินคดีจากอุทยานฯ ที่แจ้งความบุกรุกที่อุทยาน เผชิญคำสั่งให้รื้อบ้านและสิ่งปลูกสร้าง ถูกฟ้องบุกรุกเนื่องจากเอกชนต้องการปิดทางเดินสาธารณะ แม้กระทั่งจากผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่ ยังมีการฟ้องร้องแจ้งข้อความอันเป็นเท็จและดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ขณะที่กลุ่มนักปกป้องสิทธิชาวเลบนเกาะหลีเป๊ะ ได้ดำเนินการฟ้องต่อศาลปกครอง ในกรณีที่องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่ายและอำเภอเมืองสตูล ละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมาย กรณีการปล่อยให้เอกชนกั้นปิดเส้นทางสาธารณะของชุมชน

ความชุลมุนของการใช้สิทธิทางกฎหมายดำเนินไปพร้อมกับการเติบโตของภาคธุรกิจ และการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวบนเกาะหลีเป๊ะ โดยมีเส้นขนาน คือ การประกาศพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลเกาะหลีเป๊ะ-เกาะอาดัง ซึ่งถือเป็นพื้นที่คุ้มครองฯลำดับที่ 23 หรือ แห่งที่ 4 ของชาวเล ตามมติคณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายน 2553 เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2567

สลวย ทอดสายตามองออกไปยังเวิ้งทะเลกว้าง เธอเล่าว่าในวันที่ยังเป็นเด็กบนเกาะหลีเป๊ะคือบ้านที่ไร้รั้วทุกเช้าตื่นมาพร้อมเสียงคลื่นกระทบฝั่ง ปราศจากสิ่งปลูกสร้างใดมาขวางกั้น ทุกคนใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแบบพี่น้อง ไม่มีการแบ่งขอบเขต ไม่มีการถือครองอาณาเขต คืนนอนหาดจะมีเพลงรองเง็งให้ฟัง เด็ก ๆ ทุกคนคือเพื่อนกันวิ่งเล่นไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ โดยไม่รู้เลยว่า พร้อมกันกับช่วงเวลาที่เธอเติบโต คือ ช่วงสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางกฎหมายนโยบาย ที่หาดทรายทุกตารางนิ้วบนเกาะหลีเป๊ะกำลังมีเจ้าของ

เช้าวันนั้น สลวยยืนมองทะเลจากหน้าบ้านหลังเดิม บ้านที่เธอเกิด เติบโต และเลี้ยงลูกหลาน ทว่าในทางกฎหมาย บ้านหลังเดียวกันกลับกลายเป็นพื้นที่พิพาท ที่เธอต้องพิสูจน์ต่อศาลว่ามีสิทธิอาศัยอยู่

จากการร่วมจัดทำข้อมูลประวัติศาสตร์ที่มีการศึกษาและรวบรวมในพื้นที่ของชาวเลเกาะหลีเป๊ะเพื่อการต่อสู้คดีและเป็นฐานข้อมูลเพื่อรองรับการประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองเขตวัฒนธรรม จะพบว่าเกาะหลีเป๊ะเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาสำคัญในการบันทึกประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน โดยไล่เรียงได้ดังนี้

  • ปี พ.ศ. 2497 มีประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน และทางราชการได้ประกาศให้ราษฎรที่ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินบนเกาะหลีเป๊ะไปแจ้งสิทธิการครอบครอง
  • ปี พ.ศ. 2498 – 2499 ชาวเลเกาะหลีเป๊ะได้มีการดำเนินการแจ้งสิทธิการครอบครอง (สค.1)
  • ปี พ.ศ. 2509 – 2516 มีการประชาสัมพันธ์ให้นำเอกสาร สค.1 ไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส.3 ก)
  • ปี พ.ศ. 2517 (19 เมษายน พ.ศ.2517) มีพระราชกฤษฎีกาประกาศยกเลิกเขตราชทัณฑ์ และมีพระราชกฤษฎีกาประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติตะรุเตาในคราวเดียวกัน เกาะหลีเป๊ะและหมู่เกาะอาดัง – ราวี ถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติในปี 2517 จึงมีเจ้าหน้าที่อุทยานกดดันให้ชาวเลจากเกาะอาดัง – ราวี (เกาะเล็กเกาะน้อยที่รายล้อมรอบหลีเป๊ะ) ย้ายไปอยู่ที่เกาะหลีเป๊ะทั้งหมด
  • ปี พ.ศ. 2532 หน้าหาดเริ่มมีการก่อตั้งสถานีตำรวจเป็นครั้งแรก
  • ปี พ.ศ. 2567 ประกาศพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล

ซึ่งประวัติศาสตร์เหล่านี้ถูกยืนยันจากการให้ข้อมูลของหัวหน้ากลุ่มงานวิชาการที่ดิน สำนักงานที่ดินจังหวัดสตูล ในการประชุมคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการแก้ไขปัญหาที่สาธารณประโยชน์และที่ดินเอกชนปล่อยทิ้งร้างฯ  โดยมีการกล่าวในที่ประชุมว่า

“หลักฐานในที่ดินบนเกาะหลีเป็ะ มีอยู่ 2 ประเภท คือ ส.ค.1 และ น.ส.3 มีการแจ้ง เคยมีการแจ้ง ส.ค.1 เอาไว้ จำนวน 41 แปลง แต่นำมาออกเป็นหลักฐาน น.ส.3 เพียง จำนวน 17 แปลง รวมทั้งยังมีที่ไม่ได้ออกเอกสารสิทธิใด ๆ อีก จำนวน 23 แปลง หรือมากกว่านั้น”

ต่อมาคณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการร่างกฎหมาย คณะที่ 7) ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หารือเกี่ยวกับการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) และการแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตา ตามหนังสือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ นร. 0601/223 ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2534 โดยมีความเห็นว่า ถ้าราษฎรเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมาแล้วก่อนใช้พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน พุทธศักราช 2497 แม้ว่าจะไม่ได้รับอนุญาตก็มีสิทธิครอบครองที่ดินนั้น ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ภายหลังได้มีพระระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินเพื่อการราชทัณฑ์ พุทธศักราช 2482 ออกมาทับที่ดินเจ้าของมีสิทธิครอบครอง ไม่ทำให้เสียสิทธิครอบครอง คงถือว่าเจ้าของมีสิทธิครอบครองตลอดมาจนใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งอาจขอออกโฉนดที่ดินหรือขอหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน

แต่ถ้าเป็นกรณีครอบครองภายหลังการใช้บังคับพระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน โดยมิได้ขอจับจองผู้ครอบครองที่ดินนั้นตามกฎหมายที่ดิน คงถือว่าเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า การครอบครองที่หวงห้ามต่อมาไม่ทำให้เกิดสิทธิแต่ประการใด เมื่อใช้ประมวลกฎหมายที่ดินแล้วแม้ว่าจะได้แจ้งการครอบครองไว้ ก็ไม่อาจขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้ เพราะที่ดินที่ครอบครองนั้นเป็นที่ดินของอุทยานแห่งชาติไปแล้ว

จึงเห็นได้ว่าปัญหาพิพาทด้านสิทธิในที่ดินบนพื้นที่เกาะหลีเป๊ะนั้น มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1 ช่วงอายุคน จนปัจจุบัน พบว่าสภาพปัญหาที่ดินที่มีการทับซ้อนทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถแบ่งออกเป็น ที่ดินทับซ้อนอุทยานฯ จำนวน 34 แปลง 27 หลังคาเรือน 30 ครอบครัว, ที่ดินทับซ้อนเอกชน จำนวน 24 แปลง 24 หลังคาเรือน 28 ครอบครัว, ที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์ จำนวน 268 แปลง 247 หลังคาเรือน 281 ครอบครัว

ข้อพิพาทบนเกาะหลีเป๊ะ จึงไม่ได้มีคู่กรณีเพียงฝ่ายเดียว หากเกิดจากการซ้อนทับกันของสิทธิหลายรูปแบบ ทั้งสิทธิการครอบครองดั้งเดิมของชาวเล เอกสารสิทธิของเอกชน การประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ การพัฒนาการท่องเที่ยว เมื่อสิทธิแต่ละชุดอ้างอิงกฎหมายคนละช่วงเวลา ความขัดแย้งจึงไม่ได้จบลงที่คำพิพากษาคดีใดคดีหนึ่ง แต่ยังดำเนินต่อไปในพื้นที่จริงของผู้คน

อย่างไรก็ตามจากการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหากรณีข้อพิพาทที่ดินเกี่ยวข้องกับชุมชนชาวเล เกาะหลีเป๊ะ ที่ทำเนียบรัฐบาล วันนี้ (6 ก.ค. 69) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี พิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นประธาน ได้มีการประกาศเจตจำนงค์ชัดเจนจากฝ่ายการเมือง ว่าการแก้ไขปัญหาเกาะหลีแป๊ะที่ยืดเยื้อยาวนาน อยากให้จบในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยเบื้องต้นตั้งมีกรอบการทำงาน 60 วัน ในการจัดทำข้อมูลด้านเทคนิค เพื่อนำข้อมูลมาหารืออีกครั้ง และอาจต้องให้คณะอนุกรรมการด้านเทคนิคลงพื้นที่ตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อยืนยันสิทธิ์ที่ชัดเจน โดยไม่ปิดโอกาสที่จะมาพิสูจน์สิทธิกันใหม่

ควบคู่กับการที่เกาะหลีเป๊ะกลายเป็นสวรรค์ของการท่องเที่ยว กระแสเงินทุนมหาศาลถาโถมเข้ามา ทำให้ทุกตารางนิ้วที่ล้อมรอบด้วยทะเลกลายเป็นสิ่งมีค่า ทว่าก็ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวเลให้กลายเป็นการเบียดขับ พิสูจน์ได้จากพื้นที่ที่เคยใช้ประกอบพิธีกรรมทางจิตวิญญาณ หรือเส้นทางลงเรือที่เคยเป็นสายเลือดหลักของชาวประมงล้วนถูกปิดกั้นด้วยคำว่า “พื้นที่ส่วนบุคคล”

สลวย หาญทะเล ยืนยันเรื่องหนึ่งหนักแน่นได้ว่า ชาวเลดั้งเดิมหรืออย่างน้อยก็ผู้ที่ร่วมชะตากรรมถูกฟ้องขับไล่ออกจากที่ดินที่ตนเติบโตมาไม่เคยปฏิเสธการพัฒนา ถ้ากระบวนการพัฒนานั้นมาพร้อมความรับผิดชอบต่อประชาชน

“ฉันไม่เคยปฏิเสธความเจริญเลย… ฉันแค่อยากให้การท่องเที่ยวเคารพในวิถีชีวิตของเราบ้าง”

เสียงสะท้อนของสลวย หาญทะเล ไม่ใช่แค่เสียงตัดพ้อของชาวเลนักปกป้องสิทธิที่ถูกถมทับด้วยคดีความ แต่เป็นเสียงคำรามเงียบ ๆ ของชาติพันธุ์ชาวเลที่ถูกคลื่นแห่งทุนและกฎหมายซัดกระหน่ำจนเกือบไร้ที่ยืน

ชัยชนะในชั้นศาลฎีกาของเธอและเพื่อนพ้องอีกไม่กี่คน อาจเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่ตราบใดที่อีกหลายสิบชีวิตยังคงเผชิญหน้ากับคดีความ และเส้นทางสาธารณะยังถูกกั้นด้วยรั้วแห่งผลประโยชน์… แสงสว่างนั้นก็ยังคงริบหรี่ เกาะหลีเป๊ะที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยว อาจกลายเป็นนรกที่ไร้ทางออกของคนที่นี่ หาก ความเจริญที่หลั่งไหลเข้ามา ไม่เคยหลงเหลือพื้นที่ให้ “ความเป็นคน” ของลูกหลานผู้บุกเบิกดั้งเดิมได้หายใจบ้าง

เขียน: นภัสนันท์ ยาดำ / บรรณาธิการ: นพพล ไม้พลวง บรรณาธิการ

ภาพ: นภัสนันท์ ยาดำ