เมื่อจิตวิญญาณ​ถูกแทนที่ด้วยศาศดา ศาสนาเข้ามาเปลี่ยนแปลงชุมชนชาติพันธุ์อย่างไร

ศาสนาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน มีทั้งความเหมือน และความแตกต่าง หลายครั้งเราเลือกไม่พูดถึงมันเพื่อป้องกันความขัดแย้ง แต่พวกเราทุกคนล้วนปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เคยต้องข้องเกี่ยวกับศาสนาที่เผยแผ่เข้ามาในชุมชน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งรวมทั้งชุมชนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองด้วย

หากเราตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่าทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย การที่ศาสนาเข้ามามีอิทธิพลต่อชุมชนชาติพันธุ์ต่างๆ ทั่วประเทศไทยนั้น ส่งผลต่อวิถีชีวิตของคนกลุ่มชาติพันธุ์ในรูปแบบใดบ้าง

IMN เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองร่วมหาคำตอบดังกล่าว ผ่านเสียงของปราชญ์ชุมชนชาวปกาเกอะญอ คนทำงานภาคประชาสังคมชาวลเวือะ และผู้เผยแผ่ศาสนาชาวไทใหญ่

เมื่อศาสนายกระดับความเป็นสากลให้กับชุมชนชาติพันธุ์

“ศาสนาพุทธทำให้คนกะเหรี่ยงเป็นไทย ในขณะที่ศาสนาคริสต์ทำให้คนกะเหรี่ยงได้รับการยอมรับในระดับสากล”

เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองชวน วุฒิ บุญเลิศ ปราชญ์ชาวปกาเกอะญอ ในพื้นที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี มองปรากฏการณ์เข้ามาของศาสนาในชุมชนกะเหรี่ยง พบว่าแต่เดิมนั้นความเชื่อของคนกะเหรี่ยง ล้วนเกี่ยวข้องกับธรรมชาติและความเชื่อเรื่องขวัญ คนกะเหรี่ยงเชื่อว่าสรรพสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้มีขวัญหรือจิตวิญญาณ ความเชื่อดังกล่าวทำหน้าที่ควบคุมความคิด พฤติกรรมการแสดงออก และวิถีประเพณีของคนกะเหรี่ยงมาแต่ดั้งเดิม

“คนกะเหรี่ยงเชื่อว่าขวัญอยู่ในตัวและอยู่กับสรรพสิ่ง” วุฒิกล่าว “ดังนั้นท่าทีของคนกะเหรี่ยงที่ปฏิบัติต่อสิ่งรอบข้าง จึงปฏิบัติด้วยความเคารพ”

ชาวบ้านปกาเกอะญอกำลังล่องแพไม้ไผ่พาพระสงฆ์มาทำบุญตักบาตร ณ ตลาดโอ๊ะป่อย ตั้งอยู่ติดลำน้ำภาชี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ภาพ: IMN-เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

ความเชื่อดังกล่าวนี้ สอดรับกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนา ที่ไม่ได้สอนให้ชาวพุทธเชื่อว่าโลกนี้มีพระเจ้าแค่องค์เดียวที่สามารถทำความเคารพได้ ทำให้การเข้ามาของศาสนาพุทธกลมกลืนกับความเชื่อดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยง โดยเฉพาะศาสนาพุทธในประเทศไทย ที่ยังคงผสมความเชื่อเรื่องผี

ชาวกะเหรี่ยงเริ่มหันมานับถือพุทธศาสนาจากหลายปัจจัยเช่น เพราะเป็นศาสนาประจำชาติไทย การเป็นพุทธทำให้คนกะเหรี่ยงกลายเป็นพลเมืองไทยในสายตาของรัฐ และพวกเขาก็ยังคงสามารถดำรงไว้ซึ่งพิธีกรรมต่างๆ ได้ โดยไม่ผิดกับหลักศาสนา

ชาวบ้านปกาเกอะญอและนักท่องเที่ยวร่วมทำบุญตักบาตรด้วยกัน ณ ตลาดโอ๊ะป่อย ตั้งอยู่ติดลำน้ำภาชี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ภาพ: IMN-เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

แต่ในทางกลับกัน คนกะเหรี่ยงที่หันไปนับถือศาสนาคริสต์ ต้องเผชิญกับความท้าทาย เมื่อศาสนาของพวกเขาไม่ให้ความสำคัญกับความเชื่อดั้งเดิม ทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าร่วมพิธีกรรมต่างๆ ดั้งเดิมได้ วิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงที่เคยเกี่ยวพันกับธรรมชาติ ถูกลดทอนเหลือแค่ความเชื่อต่อพระเจ้าองค์เดียว

“พอเป็นศาสนาคริสต์ กลับเหลือพระเจ้าแค่องค์เดียว ที่คนกะเหรี่ยงสามารถกราบไหว้ได้”

แต่สิ่งที่ตอบแทนกลับมานั้น วุฒิพบว่า ความก้าวหน้าทางการศึกษาของคนกะเหรี่ยง ได้รับโอกาสผ่านทางงานเผยแผ่ศาสนาของมิชชันนารีที่เข้ามาจากโลกตะวันตก มีการให้ทุนสนับสนุนการสร้างคริสตจักรในชุมชน ฝึกให้คนกะเหรี่ยงได้รู้จักดนตรีสากล มีการแปลพระคัมภีร์เป็นภาษากะเหรี่ยง ทำให้พวกเขารู้สึกถึงคุณค่าสากลใหม่ที่ได้รับการยอมรับ จากโลกภายนอก

“ทุกวันอาทิตย์เราจะเห็นคนใส่เสื้อกะเหรี่ยง สะพายย่าม ในมือถือพระคัมภีร์เดินไปโบสถ์ กลายเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจของคนกะเหรี่ยง”

จากคนป่าที่เคยถูกเหยียดหยามจากคนเมือง ศาสนาคริสต์ให้พื้นที่ความเป็นกะเหรี่ยงผ่านทางเสื้อผ้า ภาษา เพลงที่ร้องและตัวหนังสือ กลายเป็นการสร้างอัตลักษณ์ใหม่ร่วมกันของชาวกะเหรี่ยงผ่านทางศาสนา มากไปกว่านั้นคนกะเหรี่ยงที่เป็นคริสเตียน ก็เกิดความรู้สึกว่าเขามีเพื่อนต่างชาติ ต่างถิ่น มันทำให้คนกะเหรี่ยงมีความเป็นสากลผ่านการเข้ามาของศาสนาคริสต์

เยาชนบ้านแม่นิงในกำลังเข้าโบสถ์ร้องเพลงสรรเสริญ ภาพ: ญาดา

“เป็นแง่บวกสำหรับการเข้ามาของศาสนา” วุฒิมองว่า การที่คนกะเหรี่ยงสามารถร้องเพลงประสานเสียง พูดภาษาอังกฤษ คือการยกระดับการเป็นพลเมืองโลกของคนกะเหรี่ยง แต่ในขณะเดียวกัน คนกะเหรี่ยงมีประเพณี ‘ผูกแขน’ เป็นประเพณีเรียกขวัญภายในครอบครัว ที่ทุกคนจะกลับบ้านมารวมตัวกัน แต่บางคริสตจักรกลับมีข้อห้ามไม่ส่งเสริมให้ลูกโบสถ์ของตนเองไปเข้าร่วม เพราะมองว่า “ไม่ใช่งานของพระเจ้า ไม่ใช่สิ่งที่คนคริสเตียนพึงกระทำ” 

วุฒิ บุญเลิศ ปราชญ์ชาวปกาเกอะญอ ในพื้นที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ภาพ: IMN-เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

วุฒิมองว่าปัญหาดังกล่าวไม่ได้อยู่ที่ตัวศาสนา แต่ขึ้นอยู่กับผู้นำทางศาสนาในพื้นที่ ที่ไม่รู้จักการปรับตัว โดยมองโลกผ่านเทววิทยาเพียงอย่างเดียว จนหลงลืมไปว่าวิถีชีวิตของคนกะเหรี่ยง ยังคงมีพิธีกรรมในมิติของความเป็นมนุษย์ 

“ศาสนาจะกลายเป็นปัญหา ต่อเมื่อความเชื่อใหม่ในศาสนาไม่ส่งเสริมประเพณีดั้งเดิม”

วุฒิได้สรุปสถานการณ์ในปัจจุบันว่า เขาได้เห็นการปรับตัวระหว่างศาสนา กับความเชื่อดั้งเดิมของคนกะเหรี่ยง ที่อะลุ่มอล่วยกันมากขึ้น ตัวเขาเองเกิดในครอบครัวศาสนาพุทธ และตัดสินใจเปลี่ยนมาเป็นคริสเตียนเมื่อโตขึ้น วุฒิสรุปว่าท้ายที่สุดแล้ว ประสบการณ์ส่วนตัว จะเป็นส่วนสำคัญที่สุด ที่ทำให้คนชาติพันธุ์เลือกหรือไม่เลือกนับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่ต้องไม่ลืมว่าการเลือกนับถือแต่ละศาสนา ย่อมส่งผลต่อโอกาสในชีวิตที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความแยบยลของศาสนาที่แทรกซึมเข้ามาในชุมชนชาติพันธุ์

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับชุมชนกะเหรี่ยง คล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชุมชนลเวือะ กลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่ตั้งถิ่นฐานบริเวณเทือกเขาในภาคเหนือของไทย ปณชัย จันตา หนึ่งในชาวลเวือะ ที่เห็นการเข้ามาของศาสนาในชุมชนตนเองตั้งแต่ตอนที่เขายังเด็ก ได้ให้ข้อมูลกับเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองว่า

“ณ ตอนนี้ศาสนาพุทธกับศาสนาดั้งเดิมค่อนข้างกลืนกัน ในขณะที่การเข้ามาของศาสนาคริสต์ช่วงแรก เกิดความขัดแย้งพอสมควร”

ปณชัย จันตา หนึ่งในชาวลเวือะ ที่เห็นการเข้ามาของศาสนาในชุมชนตนเองตั้งแต่ตอนที่เขายังเด็ก ภาพ: AIPP

ปณชัยเท้าความถึงความเชื่อดั้งเดิมของชาวลเวือะว่า คนลเวือะส่วนใหญ่นับถือบรรพบุรุษ ที่คนภายนอกมักเข้าใจผิดว่าคือการ ‘นับถือผี’ ควบคู่กันไปการเคารพบูชา ‘อินทขีล’ คือ เสาหลักเมืองหรือเสาหลักบ้าน ที่ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ศูนย์รวมจิตใจ เป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์ และเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวของชุมชนลเวือะ  

โดยศาสนาแรกที่เข้ามาในชุมชนลเวือะ คือพุทธศาสนาที่ถูกเผยแพร่ไปทั่วดินแดนเอเชียตะวันออก ปณชัยมองว่าการเข้ามาของพุทธศาสนานั้นค่อนข้างแยบยล ผ่านทางชนชั้นปกครอง ทำให้พุทธศาสนาเติบโตขึ้นในชุมชนลเวือะทั้งในแง่พิธีกรรม และการเข้าถึงการศึกษาผ่านการบวชเรียน

ในขณะเดียวกันศาสนาคริสต์ ก็แผ่อิทธิพลเข้ามาทางตัวเมืองเชียงใหม่ ผ่านคณะมิชชันนารี คนลเวือะเริ่มเข้าถึงศาสนาคริสต์ ผ่านการรักษาพยาบาล ปณชัยกล่าวว่า

“คนบนดอยสมัยก่อน ถ้าป่วยมักจะคิดว่าผีเข้า พอมีคนมาบอกว่าไม่ใช่ผี ต้องรักษาด้วยยา และรักษาด้วยพระเจ้า”

ยาเม็ดจากมิชชันนารีที่เข้าไปเผยแผ่ศาสนา กลายเป็นศาสดาองค์ใหม่ให้กับชุมชนชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล กลไกต่อมาคือการสงเคราะห์ในรูปแบบของการศึกษา มีการจูงใจให้ใครที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์  จะได้รับทุนการศึกษา ไปจนถึงโอกาสในการไปศึกษาในต่างประเทศ ส่งเสริมให้คนเหล่านั้นกลายเป็นผู้นำทางศาสนาในชุมชน

“ศาสนาคริสต์ทำให้คนมีบ้าน มีโบสถ์ มีอะไรหลายอย่างที่คุณเคยไม่มี เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตไปอีกขั้นหนึ่ง”

โบสถ์ที่ใจกลางหมู่บ้านละอูบ อ.แม่ลาน้อย จ.เชียงใหม่ ภาพ: IMN-เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

หนึ่งในนักมานุษยวิทยาที่มีอิทธิพลในเรื่องนี้คือโดนัลด์ ชลัตเตอร์ (Donald Schlatter) ปณชัยให้ข้อมูลว่า ชาวอเมริกันผู้นี้ได้เข้ามาแปลพระคัมภีร์จากภาษาอังกฤษให้เป็นภาษาลเวือะ สิ่งนี้ส่งผลอย่างมากต่อการตัดสินใจเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ เพราะทำให้คนที่สนใจ สามารถที่จะเข้าใจเล่าเรื่องราวพระคัมภีร์เป็นภาษาแม่ของตนเอง

“เหมือนเล่านิทาน ถ้าเราเล่าเป็นภาษาไทย มันไม่เข้าไปลึกถึงอารมณ์ แต่พอพระคัมภีร์พูดโดยใช้ภาษาของเรา มันให้ความหมายที่ทำให้เราเข้าใจลึกถึงอารมณ์”

แต่ความเปลี่ยนแปลงก็ตามมาด้วยเหตุการณ์ความขัดแย้ง ไม่ต่างจากที่เกิดขึ้นในชุมชนกะเหรี่ยง ปณชัยเล่าว่า มีการปฏิเสธการไปงานศพของคนในชุมชน โดยอ้างว่าพระเจ้าไม่อนุญาต เริ่มมีการแบ่งแยกระหว่างคนที่นับถือศาสนากับคนที่ไม่ได้นับถือ ทำให้หลายครอบครัว ความสัมพันธ์ถูกแยกออกจากกัน

“มีช่วงปรับตัวอยู่เยอะพอสมควร” ปญชัยกล่าวถึงประสบการณ์ในอดีต “จากการประสบภัยทางความคิดด้วยกัน กลายเป็นประสบการณ์ร่วมกันว่า ไม่ว่าคุณจะเชื่อศาสนาอะไร สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องการคือการยอมรับ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเอง”

ปณชัย จันตา หนึ่งในชาวลเวือะ ที่เห็นการเข้ามาของศาสนาในชุมชนตนเองตั้งแต่ตอนที่เขายังเด็ก ภาพ: AIPP

ปณชัยมองไปในทิศทางเดียวกันกับวุฒิ ปราชญ์ชาวปกาเกอะญอว่า กฎเกณฑ์ที่เคร่งครัดไม่ได้มาจากหลักคำสอนทางศาสนา แต่มาจากคนตั้งกฎเกณฑ์ที่นำมาใช้อย่างไม่ยืดหยุ่น 

วันนี้ชาวลเวือะผ่านช่วงเวลาของการปรับตัวเข้ากับศาสนาที่เข้ามาใหม่ ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ปณชัยได้สรุปประสบการณ์ส่วนตัวของเขาที่มีมุมมองต่อศาสนาว่า

 “ถ้าศาสนาคือความรัก แล้วทำไมเราไม่รักคนอื่น อย่างที่ให้เขาสามารถเป็นตัวเองได้”

เมื่อคนรุ่นใหม่ตั้งคำถามกับการมีอยู่ของศาสนา

“เราเห็นว่าคนรุ่นใหม่มองศาสนาเปลี่ยนไป ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง”

วนิจชญา กันทะยวง เป็นผู้เผยแผ่ศาสนาอยู่ในองค์กรของนิกายโปรเตสแตนต์

สังกัดกับสหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย  เธอเป็นหนึ่งในคนที่มีความศรัทธาต่อศาสนาที่เธอนับถือ แต่ในขณะเดียวกัน เธอเห็นการเปลี่ยนแปลงทางศาสนาในชุมชนชาติพันธุ์ไทใหญ่ ภายใต้คำถามสำคัญที่คนรุ่นใหม่มักตั้งคำถามคือ ‘การไปเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาแล้ว พวกเขาได้รับอะไรกลับคืนมา’

วนิจชญา กันทะยวง ผู้เผยแผ่ศาสนาอยู่ในองค์กรของนิกายโปรเตสแตนต์ ภาพ: วนิจชญา กันทะยวง

ในยุคปัจจุบันที่คนชาติพันธุ์ได้รับสิทธิต่างๆ ไม่แตกต่างจากคนเมือง พวกเขาสามารถไปรักษาพยาบาลได้เมื่อเจ็บป่วย เข้ารับการศึกษาตามระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานได้เฉกเช่นคนทั่วไป อินเทอร์เน็ตทำให้พวกเขาสามารถเข้าถึงโอกาสได้ทั่วโลก โดยไม่จำเป็นต้องผ่านคนกลางอย่างคณะเผยแผ่ศาสนา สภาพสังคมในชุมชนชาติพันธุ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ความจำเป็นของการนับถือศาสนาในปัจจุบัน กำลังถูกตั้งคำถามโดยคนรุ่นใหม่

“อย่างไรก็ดี ศาสนายังเป็นช่องทางโอกาสทำให้เยาวชนได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ เป็นช่องทางให้พวกเขาสามารถเติบโตได้ขึ้นไปอีกขั้น”

วนิจชญา กันทะยวง ผู้เผยแผ่ศาสนาอยู่ในองค์กรของนิกายโปรเตสแตนต์ ภาพ: IMN-เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

วนิจชญาเป็นคนหนึ่งที่เคยได้รับโอกาสนั้น เธอเคยเป็นเยาวชนแลกเปลี่ยนที่ประเทศแคนาดา ณ ที่แห่งนั้น เธอได้พบกับผู้คนอื่นๆ ที่ไม่ได้นับถือศาสนา ในแง่มุมหนึ่งทำให้วนิจชญาตระหนักว่า ทุกวันนี้มนุษย์ไม่จำเป็นต้องใส่ชุดนักบวชเพื่อทำความดี วันนี้คนธรรมดาสามารถช่วยเหลือสังคม มีแนวคิดของตนเองเติบโตมาเป็นคนดีได้ กลายเป็นข้อเปรียบเทียบขึ้นมา หลังจากผ่านยุคที่ศาสนาเป็นตัวแทนของความดีงามทั้งหมด

“ศาสนาสอนให้เป็นคนดี แต่คนรุ่นใหม่บอกว่า ‘ฉันไม่มีศาสนา ก็เป็นคนดีได้’ เป็นการเปลี่ยนมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่ท้าทายความเชื่อเดิม”

ท้ายที่สุดแล้ววันนี้วนิจชญา ยังคงทำหน้าที่เป็นผู้เผยแผ่ศาสนาอย่างแข็งขัน ในโบสถ์ที่เธอทำงาน และผู้คนมักไปรวมตัวกันประกอบไปด้วยกลุ่มสตรี กลุ่มเยาวชน เป็นพื้นที่ให้คนหลากหลายกลุ่มได้ใช้เวลาร่วมกัน  

วนิจชญายังคงเชื่อว่า ศาสนายังสามารถเป็นสื่อกลางในชุมชนได้ พื้นที่ทางศาสนายังคงทำหน้าที่ให้ผู้คนในชุมชนได้รวมตัวกัน ทำให้พวกเขาได้รับรู้ความรู้สึกว่า ไม่ได้กำลังใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว ภายใต้โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและเป็นปัจเจกมากขึ้น

เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ