คาร์บอนเครดิตป่าไม้: หลุมพรางการเปลี่ยนผ่านสภาพอากาศที่ (ไม่) เป็นธรรม

นับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา รัฐไทยได้ใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์และการเงินเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

ภายใต้แนวทางดังกล่าว ได้มีการจัดตั้งองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก. เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการและพัฒนาระบบการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ต่อมา อบก. ได้พัฒนากลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ ภายใต้แพลตฟอร์มที่เรียกว่า T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction) 

ในบริบทของประเทศไทย การซื้อขายคาร์บอนเครดิตถูกนำเสนอในฐานะกลไกสร้างแรงจูงใจทางการเงิน เพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจเปิดโอกาสให้มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตผ่านการ “แลกเปลี่ยน” หรือ “ชดเชย” ระหว่างหน่วยงานภาคธุรกิจหรือรัฐบาล 

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพากลไกตลาดคาร์บอนอย่างเข้มข้น และยกระดับให้เป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน สะท้อนให้เห็นเจตจำนงทางการเมืองที่บิดเบี้ยวของไทย ซึ่งยังคงให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเปิดพื้นที่ให้กลุ่มทุนอุตสาหกรรมฟอสซิล สามารถปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อไปได้ ตราบเท่าที่ยังสามารถจัดหาคาร์บอนเครดิตมาชดเชย ปริมาณการปล่อยก๊าซจากกิจกรรมทางธุรกิจของตน

ประเทศไทยเข้าร่วมกระบวนการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลกมาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 2530 โดยได้ลงนามในความตกลงและอนุสัญญาระหว่างประเทศหลายฉบับ อาทิ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) พิธีสารเกียวโต และความตกลงปารีสในปี 2558 

รัฐบาลไทยได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 ในระยะสั้น รัฐไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 30–40 หรือประมาณ 222 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี  ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศดังกล่าว รัฐได้กำหนดเป้าหมายเชิงนโยบายในการเพิ่ม “พื้นที่สีเขียว” ให้ได้ร้อยละ 55 ของพื้นที่ประเทศ หรือประมาณ 178 ล้านไร่ภายในปี 2580 เพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บและชดเชยคาร์บอนในปริมาณประมาณ 120 ล้านตันต่อปี 

อย่างไรก็ดี นโยบายการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการใช้ภาคป่าไม้เป็นฐานในการชดเชยคาร์บอน ได้ก่อให้เกิดความวิตกกังวลในหมู่ภาคประชาชนและเครือข่ายภาคประชาสังคม ซึ่งตั้งคำถามต่อกลไกคาร์บอนเครดิตและการชดเชยคาร์บอนภาคป่าไม้ว่า สามารถนำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อน ณ แหล่งกำเนิดได้อย่างแท้จริงหรือไม่  หรือแท้จริงแล้วเป็นเพียงกลไกเชิงสัญลักษณ์ที่เอื้อประโยชน์แก่กลุ่มคนบางกลุ่มซึ่งแสวงหาผลประโยชน์จากโครงการปลูกและฟื้นฟูป่า  

บทความนี้ฉายภาพให้เห็นปฏิบัติการของรัฐและทุนสีเขียวในฐานะตัวแสดงสำคัญที่ผลักดันนโยบายการเพิ่มพื้นที่สีเขียว และแปลงพื้นที่ป่าซึ่งเป็นทรัพยากรส่วนรวม ให้กลายเป็นสินค้าในรูปของ “คาร์บอน เครดิต” ที่สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ในระบบตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ  ชี้ให้เห็นการฉวยใช้วาทกรรม “ป่า คือแหล่งกักเก็บคาร์บอน” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่โครงการปลูกและฟื้นฟูป่า ตลอดจนการแย่งยึดที่ดิน ของชุมชนภายใต้ข้ออ้างเรื่องการปกป้องและรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งนำเสนอพลวัตของตัวแสดง และความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ในกระบวนการจัดหาคาร์บอนเครดิต เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

“ป่าคือแหล่งกักเก็บคาร์บอน” ปฏิบัติการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของรัฐ 

นับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งผลักดันนโยบายการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ออกมาตรการและผลักดันโครงการต่างๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ถึงร้อยละ  55 โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ พื้นที่ป่าธรรมชาติร้อยละ 35 ประมาณ 114 ล้านไร่ พื้นที่ป่าเศรษฐกิจร้อยละ 15 ประมาณ 49 ล้านไร่ และพื้นที่สีเขียวในเมืองและชนบทร้อยละ 5 หรือประมาณ 16  ล้านไร่ 

มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับกลุ่มทุนอุตสาหกรรม ออกระเบียบระดับหน่วยงาน เพื่อเอื้อกลุ่มทุนในการเข้ามาได้รับแบ่งปันผลประโยชน์จากโครงการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่า  รวมถึงการผลักดันโครงการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่าและที่ดินประเภทต่างๆ รัฐพยายามสร้างความร่วมมือกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่เพื่อให้เข้ามาร่วมลงทุนปลูกป่าชดเชยคาร์บอน โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2580 ประเทศไทยต้องเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้ร้อยละ 55 ของพื้นที่ประเทศ เพื่อทำหน้าที่ดูดซับคาร์บอนและนำไปชดเชยปริมาณก๊าซเรือนกระจก ประมาณ 120 ล้านตันต่อปี 

แนวคิดการปลูกป่าชดเชยคาร์บอนถูกเผยแพร่ครั้งแรกในการประชุมรัฐภาคีสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อปี พ.ศ. 2537 ที่ประชุมได้บรรลุกรอบตกลงร่วมที่เรียกว่า “พิธีสารเกียวโต”  (Kyoto Protocol) ภายใต้พิธีสารนี้ได้กำหนดให้มีกลไกการแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต เพื่อช่วยเหลือให้ประเทศอุตสาหกรรมบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หนึ่งในกลไกที่ถูกพัฒนาและมีผล บังคับใช้ก็คือ กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM) ซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนา นำคาร์บอนเครดิตที่ลดได้ และได้รับการรับรองไปขายให้กับกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม ที่ต้องมีพันธกิจในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกตามอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ ทั้งนี้ ภายใต้โครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด ก็มีโครงการย่อยอีกหลากหลายประเภท ซึ่งรวมถึงโครงการปลูกและฟื้นฟูป่าเพื่อชดเชยคาร์บอน นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นการซื้อขายคาร์บอนเครดิตป่าไม้  

กลุ่มผู้สนับสนุนแนวคิดการปลูกฟื้นฟูป่าเพื่อชดเชยคาร์บอน สมาทานต่อแนวคิด “ป่าคือ แหล่งกักเก็บคาร์บอน” หรือ forests as a carbon sink พวกเขาต้องการกระตุ้นให้สังคมสนใจ และเห็นความสำคัญของป่าในฐานะทุนธรรมชาติเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน และต้องการกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจในการลงทุนปลูกและฟื้นฟูป่าเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นแหล่งดูดซับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาโลกร้อน 

นอกจากนี้ กลุ่มที่สนับสนุนแนวคิดนี้ยังพยายามนำเสนอผลกระทบของการตัดไม้ ทำลายป่า โดยชี้ให้เห็นว่าป่าอาจกลายเป็นแหล่งปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ หากไม่มีการจัดการและอนุรักษ์ที่เหมาะสม 

จากแนวคิดดังกล่าวทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนเชื่ออย่างสนิทใจว่าการปลูก ฟื้นฟู และการอนุรักษ์ป่า คือกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในขณะเดียวกันพวกเขาต่างเพิกเฉยหรือแสร้งทำไม่เห็นปัญหาความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงที่ดิน และทรัพยากรป่าไม้ของชุมชนท้องถิ่นในเขตป่า ซึ่งเป็นผู้ถูกกระทำและถูกขับไล่ออกจากที่ดิน และพื้นที่ทำกินของตนเองจากนโยบายการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าของรัฐ  

ตารางนโยบายและเป้าหมายพื้นที่สีเขียวของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

ประเภทพื้นที่สีเขียว เป้าหมาย (ล้านไร่)พื้นที่ปัจจุบัน (ล้านไร่)ปลูกเพิ่ม (ล้านไร่)
ป่าธรรมชาติ (35%) 113.23(35%) 102.04 (31.54%) 11.19(3.46%)
ป่าเศรษฐกิจ (15%) 48.52(15%) 32.65(10.09%) 15.87(4.91%)
พื้นที่สีเขียวในเมือง และชนบท (5%)16.17(5%) 13.17*(4.07%) 3.00(0.98%)
รวมทั้งหมด 177.92(55%) 147.86(45.70%) 30.06(9.30%)

ที่มา: ผู้เขียนปรับปรุงจากข้อมูลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

คาร์บอนเครดิตป่าไม้: การแปลงป่าเป็นสินทรัพย์ของทุน 

นับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก. ได้กำหนดระเบียบ และพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจภาคป่าไม้(T-VER ภาคป่าไม้) โดยแบ่งโครงการออกเป็นสองระดับ ได้แก่ Standard T-VER และ Premium T-VER กระบวนการพัฒนาโครงการประกอบด้วยสามขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ การขึ้นทะเบียนโครงการของผู้ประสงค์ขายคาร์บอนเครดิตจากพื้นที่ป่าธรรมชาติหรือ สวนป่า การรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตโดยผู้เชี่ยวชาญที่ขึ้นทะเบียนกับ อบก. และการซื้อขายแลกเปลี่ยน คาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองแล้ว เงื่อนไขสำคัญของการขึ้นทะเบียนคือการมีเอกสารสิทธิในที่ดิน ซึ่งครอบคลุมที่ดินเอกชนประเภท น.ส.4จ น.ส.3 น.ส.3ก น.ส.3ข ที่ดิน ส.ป.ก. พื้นที่ป่าของรัฐและป่าชุมชน 

ทั้งนี้ระเบียบกำหนดให้พื้นที่โครงการต้องมีขนาดไม่น้อยกว่า 10 ไร่ และพิจารณาเฉพาะบริเวณที่มีต้นไม้เท่านั้น 

จำนวนโครงการคาร์บอนเครดิตป่าไม้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงเจ็ดปีแรกจำนวนโครงการยังมีไม่มากนัก ซึ่งอาจสะท้อนช่วงเวลาของการศึกษาและเตรียมข้อมูลเพื่อการขึ้นทะเบียน ปัจจุบัน  ณ  เดือนกรกฎาคม 2568 มีโครงการ T-VER ภาคป่าไม้ที่ขึ้นทะเบียนกับอบก. รวมทั้งสิ้น 129 โครงการ เมื่อจำแนกตามประเภทพื้นที่ พบว่าโครงการส่วนใหญ่อยู่ในที่ดินของบริษัทหรือที่ดินเอกชนร้อยละ 43 ของจำนวนโครงการทั้งหมด รองลงมาคือพื้นที่ป่าชุมชน ร้อยละ 39 พื้นที่ป่าชายเลนร้อยละ 15พื้นที่ป่าธรรมชาติร้อยละ 2 และสวนป่าร้อยละ 1 ตามลำดับ

ภาพที่ 1 จำนวนโครงการคาร์บอนเครดิตป่าไม้ที่ขึ้นทะเบียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก 

การขับเคลื่อนโครงการคาร์บอนเครดิตป่าไม้เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันการศึกษา คณะกรรมการป่าชุมชนและภาคเอกชน โดยแต่ละฝ่ายมีบทบาทแตกต่างกันตามสถานภาพ และความเชี่ยวชาญ ตัวอย่างเช่น โครงการคาร์บอนเครดิตป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง จังหวัดเพชรบุรี มีกรมป่าไม้เป็นหน่วยงานหลักและผู้พัฒนาโครงการ โดยประสานความร่วมมือกับอบก. คณะวนศาสตร์  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บริษัท ราชกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในกระบวนการพัฒนา 

โครงการ T-VER บริษัทเอกชนทำหน้าที่สนับสนุนงบประมาณ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ทำหน้าที่ประเมินและรับรองคาร์บอนเครดิต ขณะที่คณะกรรมการป่าชุมชนบ้านโค้งตาบางเป็นผู้ดำเนินงานในระดับพื้นที่ 

ระบบตลาดคาร์บอนของไทยเริ่มพัฒนาขึ้นในปี 2557 เมื่อ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ริเริ่มโครงการชดเชยคาร์บอน Thailand Carbon Offsetting Programme (T-COP) เพื่อส่งเสริมให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรมดำเนินกิจกรรมชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างอุปสงค์ต่อคาร์บอนเครดิตจากกิจกรรมปลูกป่าภายใต้โครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM) ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้าร่วมตามพิธีสารเกียวโต 

อย่างไรก็ดีกลไกดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเงื่อนไขโครงการที่ซับซ้อน และต้นทุนการรับรองคาร์บอนเครดิตที่ค่อนข้างสูง อบก. จึงพัฒนากลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจของไทยขึ้นในชื่อ ‘โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย’ (Thailand Voluntary Emission Reduction: T-VER) โดยอ้างว่าใช้หลักเกณฑ์และมาตรฐานของ CDM เป็นต้นแบบ  และปรับให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย 

ภายใต้กลไก T-VER อบก.กำหนดระเบียบและขั้นตอนเพื่อกำกับตลาดคาร์บอน ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนโครงการ การรับรองคาร์บอนเครดิต การซื้อขาย ไปจนถึงการหักลบบัญชีภายหลังการซื้อขาย การประเมินปริมาณคาร์บอนเครดิตในพื้นที่โครงการต้องดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญตามระเบียบวิธีที่กำหนด ผ่านการวัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางและความสูงของต้นไม้ก่อนแปลงเป็นมวลชีวภาพ 

ทั้งนี้ อบก. จำแนกโครงการป่าคาร์บอนออกเป็นห้าประเภท ตามรูปแบบการบริหารจัดการ ได้แก่ 1) การปลูกป่าอย่างยั่งยืน 2) การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่า รวมถึงการเพิ่มพูนการกักเก็บคาร์บอนใน ระดับโครงการ 3) การปลูกป่าอย่างยั่งยืนขนาดใหญ่ 4) สวนไม้เศรษฐกิจโตเร็ว และ 5) กิจกรรมการอนุรักษ์ และฟื้นฟูพื้นที่พรุโดยแต่ละประเภทใช้สูตรการประเมินคาร์บอนที่แตกต่างกัน 

การรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตจากโครงการต้องดำเนินการผ่าน อบก. โดยผู้พัฒนาโครงการต้องจัดให้มีผู้ประเมินภายนอก (Third Parties) ซึ่งได้รับการรับรองคุณสมบัติจาก อบก. กระบวนการดังกล่าว เกิดขึ้นภายหลังการขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ T-VER โดยผู้พัฒนาโครงการมีหน้าที่ติดตามผลการลด หรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกตามข้อเสนอโครงการ จัดทำรายงานติดตามประเมินผล และจัดหาผู้ประเมินภายนอก เพื่อทวนสอบปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดหรือกักเก็บได้ จากนั้นจึงรวบรวมเอกสารส่งให้อบก. เพื่อขอรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิต ทั้งนี้ ผู้พัฒนาหรือเจ้าของโครงการต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการตรวจประเมินและรับรอง ซึ่งแตกต่างกันไปตามขนาดและลักษณะพื้นที่ของโครงการ

กล่าวได้ว่า การประเมินคาร์บอนเครดิตจากต้นไม้ เป็นกระบวนการที่ลดทอนความสลับซับซ้อนของระบบนิเวศธรรมชาติ ให้เหลือเพียงบทบาทของต้นไม้ในฐานะแหล่งกักเก็บคาร์บอน แม้ว่า อบก. จะอ้างว่า วิธีการประเมินคาร์บอนเครดิตจากต้นไม้มีหลายรูปแบบ และสามารถปรับใช้ให้สอดคล้องกับประเภทของป่าแต่ละประเภทได้ ทว่าในความเป็นจริง ระบบนิเวศในแต่ละพื้นที่มีองค์ประกอบโครงสร้างป่า และความหลากหลายของพืชพรรณที่แตกต่างกัน 

การใช้สูตรคำนวณแบบเดียวกันกับทุกพื้นที่จึงอาจไม่สามารถสะท้อน ปริมาณการสะสมคาร์บอนของต้นไม้ได้อย่างเที่ยงตรง นอกจากนี้กลไกการรับรองคาร์บอนเครดิตยังเลือกใช้ และให้ความชอบธรรมแก่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ป่าไม้เป็นหลัก พร้อมทั้งผูกขาดอำนาจในการประเมินและทวนสอบไว้กับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งกลายเป็น “ผู้มีอำนาจทางความรู้” ในการกำหนดปริมาณคาร์บอนเครดิต ที่สามารถนำไปซื้อขายแลกเปลี่ยนในตลาดคาร์บอนได้ ในขณะที่ความรู้ประสบการณ์และอำนาจในการจัดการ ทรัพยากรของเกษตรกร ชุมชนท้องถิ่น และประชาชนกลับถูกกีดกันออกจากกระบวนการรับรองคาร์บอนเครดิตอย่างเป็นระบบ 

ภาพที่ 2 กลไกตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจภาคป่าไม้ 

มายาคติและหลุมพรางคาร์บอนเครดิตป่าไม้ 

รัฐและเครือข่ายคาร์บอนเครดิตอ้างอยู่เสมอว่า กลไกตลาดคาร์บอนเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพที่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ แท้ที่จริงแล้วกลไกคาร์บอนเครดิตคือหลุมพรางที่รัฐและกลุ่มทุนสีเขียวสร้างขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบที่จะลดและยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดก๊าซเรือนกระจกสาเหตุหลักของปัญหาโลกร้อน 

โครงการคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ ซึ่งรัฐและทุนสีเขียวอ้างว่าเป็นสถานการณ์แบบ win-win ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกันนั้นเป็นเพียงมายาคติ และเป็นกระบวนการแปลงทรัพยากรส่วนร่วมของชุมชนเป็นสินทรัพย์ของทุน ในท้ายที่สุดชุมชนท้องถิ่นโดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยทรัพยากรป่าไม้เพื่อการดำรงชีพจะถูกลิดรอนสิทธิ การเข้าถึงและใช้ประโยชน์ทรัพยากร ซึ่งถูกถ่ายโอนไปเป็นสินทรัพย์ของทุน กลไกตลาดคาร์บอนจึงส่งผลให้ปัญหาความไม่เป็นธรรมทางสังคม และนิเวศที่มีอยู่รุนแรงมากขึ้น 

“win-win situation หรือสถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายต่างได้ประโยชน์” เป็นเพียงมายาคติของรัฐ และผู้พัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตซึ่งพยายามฉายภาพว่า ภายใต้โครงการคาร์บอนเครดิตป่าไม้นั้น ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือหน่วยงานป่าไม้ ภาคเอกชนและชุมชน ต่างก็ได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน แท้จริงแล้วโครงการคาร์บอนเครดิตป่าไม้ เป็นกลยุทธ์ของรัฐและทุนสีเขียวตามยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องการผลักดัน “เศรษฐกิจสี เขียว” หรือการพัฒนาที่มิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนสามารถใช้ “นิเวศบริการ” จากผืนป่าและระบบนิเวศธรรมชาติมาเป็นทุน สำหรับการผลิตเพื่อสร้างผลประกอบการและกำไรได้อย่างต่อเนื่อง นั่นคือการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตป่าไม้ เอื้อให้กลุ่มทุนได้คาร์บอนเครดิตไปชดเชยการปล่อยก๊าซ เพื่อให้สามารถยังคงทำการผลิตได้ตามปกติและต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ถูกและคุ้มค่าทางการเงินมากที่สุด เมื่อเทียบกับวิธีการอื่นๆ ในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ในแง่นี้กลไกคาร์บอนเครดิตป่าไม้จึงเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนและผู้พัฒนาโครงการ มากกว่าผลประโยชน์ของชุมชนท้องถิ่น ที่ได้รับเพียงค่าจ้างในการดูแลรักษาป่าภายใต้โครงการคาร์บอนเครดิต  

การกล่าวอ้างว่า “ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน” ภายใต้โครงการคาร์บอนเครดิต จึงเท่ากับเป็นการลดทอนความสลับซับซ้อนความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับป่า และตีกรอบไว้เฉพาะมิติเรื่องรายได้ กับคาร์บอนเครดิตซึ่งไม่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของชุมชน และกลุ่มชาวบ้านที่ต้องพึ่งพิงทรัพยากรป่าไม้ สำหรับการดำรงชีพ 

นอกจากนี้ ความเชื่อว่าโครงการคาร์บอนเครดิตป่าไม้ช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชน ถือเป็นกับดักความเหลื่อมล้ำทางสังคมและสิ่งแวดล้อม เบี่ยงเบนความสนใจของชุมชนและประชาชนทั่วไป จากการอนุรักษ์ป่าเพื่อการดำรงชีพและปรับตัวต่อผลกระทบจากการที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้ว ไปติดอยู่กับจำนวนรายได้และกองทุนที่จะได้รับจากการดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิตป่าไม้ ในแง่นี้ตั้งข้อสังเกตได้ว่าการจัดตั้งกองทุนพัฒนาชุมชนและดูแลรักษาป่า  ภายใต้โครงการคาร์บอนเครดิตอาจเป็นกลยุทธ์ของรัฐและกลุ่มทุนที่ต้องการปกปิด บิดเบือน และซ่อนหลบเจตนารมณ์ที่แท้จริงในการพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต

รัฐและผู้พัฒนาโครงการมักเลือกใช้เทคนิคการโฆษณาชวนเชื่อ และพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว ในการหว่านล้อมให้ชุมชนเข้าร่วมพัฒนาและดำเนินโครงการ พวกเขามักพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกถึงตัวเลขและผลประโยชน์ทางการเงิน ที่ชาวบ้านและชุมชนจะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิต พร้อมกับให้ความหวังว่าชีวิตของพวกเขาจะดีขึ้น 

นอกจากนี้รัฐและผู้พัฒนาโครงการ ยังให้คำสัญญาว่าชุมชนจะได้รับการส่งเสริมอาชีพให้คนอยู่ร่วมกับป่า เช่น การผลิตภาชนะจากเศษใบไม้ของชุมชน ตลาดของป่าชุมชน กลุ่มเลี้ยงผึ้งโพรงของชุมชน เป็นต้น 

มีการใช้ข้อมูลตัวเลขและสถิติเพื่อยืนยันและสร้างความเชื่อมั่น เช่น การประชาสัมพันธ์จำนวนหมู่บ้านและป่าชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ จำนวนรายได้ที่ชุมชนได้รับ สถิติการเกิดไฟในพื้นที่โครงการลดลง เป็นต้น 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ขาดหายหรือถูกกลบจากเรื่องเล่าของรัฐ และผู้พัฒนาโครงการคือโอกาสและความเท่าเทียมของสมาชิกในชุมชน ในการเข้าถึงและได้ประโยชน์จากโครงการคาร์บอนเครดิตอย่างแท้จริง พวกเขามักเห็นชุมชนแบบหยุดนิ่ง แบนราบ และไม่มีพลวัตของความสัมพันธ์เชิงอำนาจในชุมชน 

เรื่องเล่าคาร์บอนเครดิตไม่เคยพูดถึงมิติความเหลื่อมล้ำ ในการเข้าถึงทรัพยากรในระดับชุมชน ไม่พูดถึงบทบาทชายหญิงและความเท่าเทียมระหว่างสมาชิกชุมชนที่แตกต่างกัน ชาวบ้านที่ยากจนและไร้ที่ดิน และยังต้องพึ่งพิงผลผลิตจากป่าเพื่อดำรงชีพ อาจต้องการโอกาสและการเข้าถึงที่ดินที่มั่นคง มากกว่าที่จะหวังเพียงแค่รายได้แบบชั่วครั้งชั่วคราว จากการร่วมกิจกรรมของโครงการคาร์บอนเครดิต  

กลไกการซื้อขายและชดเชยคาร์บอนเครดิตภายใต้โครงการคาร์บอนเครดิตป่าไม้เปิดโอกาสให้กลุ่มทุน และภาคธุรกิจเอกชนเข้าไปครอบครองทรัพยากรของชุมชนที่อาศัยอยู่ในเขตป่า สร้างเงื่อนไขและจำกัดการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรของกลุ่มคนเปราะบางในชุมชน ที่ยังคงต้องพึ่งพาทรัพยากรจากป่าเพื่อดำรงชีพ 

ทั้งนี้ การกำหนดเขตพื้นที่โครงการคาร์บอนเครดิตป่าไม้ ที่ซ้อนทับไปบนพื้นที่ป่าชุมชนทำให้การเก็บหาของป่าและใช้ประโยชน์ในพื้นที่ เช่น การเลี้ยงสัตว์ มีเงื่อนไขและต้องถูกจำกัดมากขึ้น แม้ผู้พัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตป่าไม้ จะพยายามอธิบายว่า ภายใต้ระยะเวลาการดำเนินของโครงการ ชุมชนสามารถเข้าไปเก็บหาของป่าได้เช่นเดิม แต่ก็ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าเมื่อระยะเวลาผ่านไป กิจกรรมการใช้ประโยชน์จะยังคงปฏิบัติได้ เพราะแน่นอนว่าสิ่งที่ผู้พัฒนาต้องการในระยะยาวคือ ปริมาณคาร์บอนเครดิตที่เพิ่มขึ้น และการเข้าไปเก็บหาใช้ประโยชน์ในป่าชุมชนอาจจะกระทบ และขัดแย้งกับเป้าหมายของโครงการ 

ในระยะยาว ป่าคาร์บอนจะกลายเป็นภัยคุกคามต่อระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และความมั่นคงทางอาหารของชุมชน เราต่างตระหนักดีว่าความหลากทางชีวภาพคือหัวใจสำคัญของความมั่นคง และอธิปไตยทางอาหารของชุมชน ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประชาสัมพันธ์การปลูกป่าเพื่อลดโลกร้อน รณรงค์พันธุ์ไม้ที่สามารถนำไปปลูกเพื่อสร้างรายได้และลดโลกร้อน แต่ดูเหมือนว่ารัฐเองไม่เคยให้ข้อมูล และการสร้างความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับความเหมาะสม และการคัดเลือกชนิดพันธุ์ไม้ให้สอดคล้องกับระบบนิเวศดั้งเดิม 

การรณรงค์ยังคงเน้นเฉพาะด้านเศรษฐกิจ เน้นการสร้างรายได้จากไม้ที่ปลูก และมุ่งไปที่การเคลมจำนวนคาร์บอนเครดิตจากต้นไม้มากจนเกินไป นอกจากนี้โครงการคาร์บอนเครดิตป่าไม้ ที่เน้นการเพิ่มปริมาณคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่าอย่างเข้มข้นจริงจัง อาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมการจัดการทรัพยากรของชุมชน และยังลดทอนคุณค่านิเวศบริการป่าไม้ที่หลากหลายและซับซ้อน ให้เหลือเพียงป่าเพื่อคาร์บอนเครดิต เพียงมิติเดียว 

บทส่งท้าย: สู่ความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ 

การชดเชยคาร์บอนของกลุ่มทุนผ่านการลงทุนในโครงการคาร์บอนเครดิตภาค ป่าไม้ มิได้นำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ณ แหล่งกำเนิด หากแต่เป็นกลไกที่เปิดโอกาสให้ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจก สามารถจัดหาหรือซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการปลูกและฟื้นฟูป่า เพื่อนำมาชดเชยคาร์บอนฟุตพรินต์ของตนเอง 

ภายใต้กลไกดังกล่าว กลุ่มทุนยังคงขุดเจาะและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเพื่อการผลิตทางเศรษฐกิจ พร้อมกับปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามปกติหรืออาจเพิ่มขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ ดังนั้นการกล่าวอ้างเรื่องความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero emissions)  ของกลุ่มทุนและภาคเอกชนที่ยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงเป็นเพียงวาทกรรมเพื่อสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรและผลิตภัณฑ์มากกว่าจะหมายถึงการลดการปล่อยก๊าซให้ “เท่ากับศูนย์” อย่างแท้จริง 

ตลอดเกือบสามทศวรรษที่ผ่านมา การขับเคลื่อนนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ให้ความสำคัญกับกลไกแรงจูงใจทางการเงินและตลาดคาร์บอนอย่างเข้มข้น ในกรณีของประเทศไทย รัฐได้จัดตั้งองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก. เพื่อบริหารจัดการและพัฒนาระบบการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ก่อนที่ อบก. จะพัฒนากลไกคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจภายใต้ แพลตฟอร์ม T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction) 

อย่างไรก็ดี การพึ่งพากลไกตลาดคาร์บอน อย่างหนักหน่วงได้ถูกวิพากษ์จากภาคประชาสังคมว่า สะท้อนข้อจำกัดของเจตจำนงทางการเมืองของรัฐไทย ในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างถึงราก 

หากอ้างถึงกลไกระดับสากลเกี่ยวกับการลดผลกระทบโลกร้อน ความตกลงปารีสมาตรา 6 มิได้กล่าวถึงเฉพาะกลไกตลาดคาร์บอนเท่านั้น หากยังระบุถึงแนวทางที่ไม่อิงตลาด หรือ Non-Market  Approaches (NMA) อย่างไรก็ตาม รัฐไทยและกลุ่มผู้สนับสนุนมักเน้นย้ำเฉพาะมาตรา 6.2 และ 6.4 ซึ่งเกี่ยวข้องกับตลาดคาร์บอน พร้อมกับลงทุนอย่างเข้มข้น ในการพัฒนาเทคนิคการประเมินคาร์บอนเครดิตที่ซับซ้อน ขณะที่มาตรา 6.8 ซึ่งว่าด้วยแนวทางที่ไม่อิงตลาดกลับถูกลดความสำคัญ และมักปรากฏเพียงในเชิงอรรถ โดยปราศจากรายละเอียดเชิงสาระสำคัญ 

ทั้งนี้ Greenpeace และองค์กรพันธมิตรชี้ว่า มาตรา 6.8 มี เป้าหมายเพื่อส่งเสริมแนวทางที่ไม่ใช่ตลาดในลักษณะบูรณาการองค์รวมและสมดุล ภายใต้การดำเนินงาน ตามแนวทางการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) เพื่อยกระดับทั้งการบรรเทาผลกระทบและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งยังมุ่งประสานเครื่องมือและกลไกเชิงสถาบันที่เกี่ยวข้องกับอนุสัญญา ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) ตลอดจนสนธิสัญญา และข้อริเริ่มระหว่างประเทศที่มุ่งคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และการพัฒนาที่ยั่งยืน 

กล่าวได้ว่า แนวทางที่ไม่อิงตลาด (NMA) มีศักยภาพในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นต่อความเป็นธรรมทางสังคมและสภาพภูมิอากาศ แม้แนวทางดังกล่าวอาจท้าทายรูปแบบ “การดำเนินธุรกิจ ตามปกติ” ซึ่งรัฐและกลุ่มทุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่คุ้นชินและใช้เพื่อดำรงผลประโยชน์ของตนเองก็ตาม 

Greenpeace และองค์กรพันธมิตรย้ำว่าแนวทางที่ไม่อิงตลาด (NMA) สามารถก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นธรรมและยั่งยืนกว่ากลไกตลาด  โดยครอบคลุมมาตรการหลากหลายด้าน อาทิ การคุ้มครองสิทธิการถือครองที่ดิน แนวทางที่ตั้งอยู่บนฐานสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชน การยกเลิกหนี้ต่างประเทศ การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม การคุ้มครองระบบนิเวศ การฟื้นฟูภูมิทัศน์ การบริโภคและห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ความรับผิดชอบ การมีส่วนร่วม และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาค สิ่งต่างๆ เหล่านี้ควรถูกนำมาพิจารณาในการออกแบบระบบ และกลไกการเปลี่ยนผ่านสภาพภูมิอากาศ ที่ไม่ไปซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำและทิ้งคนตัวเล็กตัวน้อยไว้ข้างหลัง

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่อง “ผลกระทบและข้อเสนอต่อนโยบายคาร์บอนเครดิตป่าไม้” ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิ ชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (มทพ.) สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายใต้โครงการ ประชาสังคมเปลี่ยนผ่านภูมิอากาศ อย่างยั่งยืนและเป็นธรรม (ข้อตกลงที่ E1-0250 รหัสโครงการ 67-00325) และ American Jewish World Service (AJWS)

เรื่องโดย: สุรินทร์ อ้นพรม, PhD (นักวิจัยอิสระ)
เรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ