ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวบริเวณประตูกำแพงทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ร่วมด้วยกลุ่มสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) สมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) ได้มีตัวแทนพี่น้องชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง เข้าร่วมการชุมนุมคัดค้านการยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) และโฉนดชุมชน ซึ่งถือเป็นกลไกแห่งความหวังไม่กี่อย่าง สำหรับชุมชนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ที่ประสบปัญหาความไม่มั่นคงทางที่ดิน และสถานะทับซ้อนกับพื้นที่ป่าอนุรักษ์
เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง ได้มีโอกาสพูดคุยกับ 5 ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ร่วมเดินทางไกลไปปักหลักร่วมการชุมนุมทวงคืนสิทธิที่ดินครั้งนี้ เพราะสำหรับพวกเขาความมั่นคงทางที่ดินเป็นปัญหาที่เรื้อรัง และนำพาให้ต้องเดินทางไกลจากป่าเขา มากินอยู่อาศัยข้างถนนในกรุงเทพฯ แทบจะทุกปี โดยที่เรื่องเหล่านี้ไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและยั่งยืน
“ถ้าไม่มีธนาคารที่ดินและโฉนดชุมชน ไร่หมุนเวียนก็หายไป”
ลัดดาวัลย์ ปัญญา ผู้นำชุมชนและนักปกป้องสิทธิชาวกะเหรี่ยงโผล่ว จากบ้านห้วยหินดำ ตำบลวังยาว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นที่รู้จักจากการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิที่ทำกินและการทำไร่หมุนเวียนอย่างยั่งยืน กล่าวว่า
วันนี้ตัวแทนเครือข่ายกะเหรี่ยงตะวันตก ได้เข้าร่วมกับเครือข่ายพีมูฟจากทั่วประเทศ มาร่วมยื่นหนังสือเพื่อคัดค้านการยกเลิก ‘ธนาคารที่ดิน’ เพราะถ้าไม่มีธนาคารที่ดิน กลุ่มชาติพันธุ์จะได้รับผลกระทบ ส่งผลไปถึงเรื่องโฉนดชุมชนที่ขับเคลื่อนกันมา และกระทบต่อการทำ ‘ไร่หมุนเวียน’ ด้วย
โดยผลที่ตามมา ลัดดาวัลย์กล่าวว่าคือความมั่นคงทางที่ดินจะหายไป เพราะโฉนดชุมชนคือความมั่นคงในที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น มันคือเรื่องคุณภาพชีวิตของชุมชนชาติพันธุ์หลายแห่งทั่วประเทศ
“ถ้าเราไม่มีโฉนดชุมชน เราต้องไปอยู่ภายใต้โครงการที่ให้สิทธิ์แค่ 20-30 ปี ซึ่งไม่มีความมั่นคงเลย”

ลัดดาวัลย์ยกตัวอย่างเปรียบเทียบถึง มาตรา 64 แห่ง พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ที่เปิดทางให้ประชาชนซึ่งอยู่อาศัยหรือทำกินในเขตป่าอนุรักษ์มาก่อนวันที่กฎหมายบังคับใช้ สามารถทำกินใช้ประโยชน์จากที่ดินในรูปแบบการผ่อนปรนเท่านั้น
สำหรับลัดดาวัลย์ เธอกลับมองว่าวันนี้ชุมชนชาติพันธุ์มีทางเลือกที่ดีกว่าการยอมรับ กฎหมายป่าอนุรักษ์ เพราะในปัจจุบันมีกฎหมายอย่างพ.ร.บ.คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อนำไปสู่การเป็น ‘พื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรม’ ร่วมด้วยกับแนวทางของโฉนดชุมชน เพื่อไม่ให้ชุมชนชาติพันธุ์ สูญเสียสิทธิในการจัดการตนเอง เพราะหลายครั้งรูปแบบการจัดการที่ภาครัฐยัดเยียดให้ไม่สอดคล้องและไม่ยั่งยืน ดังนั้นจุดประสงค์การมาปักหลักครั้งนี้ของลัดดาวัลย์ และเครือข่ายกะเหรี่ยงตะวันตก หัวใจหลักคือ ‘ธนาคารที่ดินต้องไม่ถูกยกเลิก’ และต้องนำไปสู่ความยั่งยืนในรูปแบบโฉนดชุมชน
“มีความจำเป็นที่ต้องมา เพราะความเดือดร้อนในพื้นที่ไม่มีทางออก ที่ยอมเดินทางมากันวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อมองถึงอนาคตของลูกหลาน เพื่อที่วันข้างหน้า ลูกหลานของเราจะได้ไม่ต้องมาเผชิญปัญหาซ้ำรอยเดิมแบบพวกเราอีก” ลัดดาวัลย์กล่าวทิ้งท้าย
“ที่ดินคืออนาคตของเยาวชนชาติพันธุ์”
ประเสริฐ บากน้อย เป็นตัวแทนเยาวชนชนเผ่าดาราอาง ที่เข้าร่วมการชุมนุมคัดค้านการยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) และโฉนดชุมชน ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2569
ในฐานะตัวแทนเยาวชนดาราอาง ประเสริฐกล่าวว่าข้อเรียกร้องหลักของเขาคือ ประชาชนควรมีสิทธิในการกำหนดการใช้ที่ดินของตนเอง
“ผมมองว่าเยาวชนอย่างพวกเราควรมีสิทธิในที่ดินเป็นของตนเอง เพื่อสืบทอดความมั่นคงทางที่ดินต่อจากรุ่นพ่อรุ่นแม่”
ประเสริฐกล่าวต่อว่า วันนี้เยาวชนหลายคนรวมถึงตัวเขาและครอบครัวที่บ้านห้วยหมากเลี่ยม ต.บ้านปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ยังทำไร่ทำสวนกันอยู่ แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียหายที่คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้สนใจกับการออกมาเรียกร้องแบบนี้ หลายคนมองว่าไม่ใช่เรื่องของเยาวชน แต่สำหรับประเสริฐเขาสนใจ และในอนาคตก็ยังอยากทำงานเพื่อขับเคลื่อนเรื่องสิทธิชาติพันธุ์ต่อไป
“ความฝันของผมคืออยากทำงาน มีความมั่นคงทางที่ดิน และจะได้สร้างบ้านให้พ่อแม่ได้อยู่ด้วยกัน”
แม้ว่าการมาชุมนุมแบบนี้ทั้งเหนื่อยและไม่สบายในการกินอยู่อาศัย แต่สำหรับประเสริฐยังคงมีความจำเป็นต้องมา เพราะสำหรับชุมชนชาติพันธุ์ที่ต้องทำมาหากินบนดอย พวกเขาไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่บนพื้นราบได้ตลอดไป

“ผมว่าสาเหตุที่ต้องมาในวันนี้ เพราะก่อนหน้านี้ตัวแทนพีมูฟได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อคัดค้านการยกเลิกธนาคารที่ดินและโฉนดชุมชนไปแล้ว แต่รัฐบาลไม่เคยตอบกลับเลย ผมมองว่ากิจกรรมการมาเรียกร้องแบบนี้สำคัญ แม้มันจะไม่ได้สะดวกสบายเหมือนการไปเที่ยว แต่นี่คือการมาเพื่ออนาคตของเราเอง”
ประเสริฐได้ฝากถึงเยาวชนชาติพันธุ์คนอื่นๆ ว่า ที่ดินในอนาคตนั้น มันคือสิทธิของพวกเขาในรุ่นต่อไป ดังนั้นจึงต้องช่วยกันรักษาสิทธิของตนเอง และผลักดันนโยบายทางที่ดิน เพื่อไม่ให้สิทธิเหล่านี้หลุดลอยออกไปจากมือของชุมชน
“สิทธิในที่ดินถ้าเราไม่ยืนหยัดในข้อเท็จจริง สักวันความคลุมเครือจะกลายเป็นความเข้าใจผิด”
จันทรัตน์ รู้พันธ์ แกนนำชุมชนไทดำ อำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี บทบาทสำคัญของเขาคือการเป็นตัวแทนขับเคลื่อนและปกป้องสิทธิที่ดินทำกินของชุมชน ได้นำตัวแทนชาวไทดำ 11 คน มาเข้าร่วมการชุมนุมคัดค้านการยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) และโฉนดชุมชน ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2569
เขากล่าวว่า ประเด็นหลักที่ชาวไทดำกังวลและคัดค้านคือการยกเลิกระเบียบโฉนดชุมชน และการยุบธนาคารที่ดิน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการคุ้มครองพื้นที่ทำกินให้กับเกษตรกรและสมาชิกเครือข่ายพีมูฟทุกคน
ในส่วนของชาวไทดำ บ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี พวกเขามาติดตามกระบวนการแก้ไขปัญหาการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ทับที่อยู่อาศัยดั้งเดิม หลังจากที่เคยมีการสอบสวนและได้ข้อสรุปยุติแล้วว่า บริเวณที่ชาวไทดำอยู่อาศัยนั้นมีการประกาศหนังสือสิทธิ์ที่ดินทับที่อยู่อาศัยดั้งเดิม
โดยกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินของชาวไทดำ ได้ขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2563 จนถึง 2568 จนกระทั่งสามารถสั่งการได้ภายใต้กระทรวงมหาดไทย ผ่านคณะทำงานระดับกระทรวงและอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน
แต่ปัญหาในตอนนี้คือ ในเมื่อมันผ่านกระบวนการพิสูจน์สิทธิกันมาอย่างยาวนานแล้ว ทำไมการแก้ไขถึงยังไม่เกิดขึ้นสักที?
“สถานการณ์ตอนนี้ผมอยากร้องขอให้รีบแก้ไข เพราะถ้าปล่อยให้เนิ่นนานออกไป ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ จะถูกลบเลือน ความคลุมเครือจะเข้ามาแทนที่สิ่งที่เคยพิสูจน์สำเร็จแล้ว จนทำให้กลายเป็นความเข้าใจผิด”

จันทรัตน์ย้ำว่า ปัญหาเรื่องที่ดินในชุมชนทั่วประเทศ นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เพราะเมื่อเราไม่เริ่มต้นแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินกันอย่างจริงจัง ปัญหายิ่งยืดเยื้อยาวนาน มายาคติและความไม่จริงก็จะยิ่งทับซ้อนกันเรื่อยๆ จนความจริงที่ชาวบ้านอยู่อาศัยกันมาอย่างยาวนาน กลายเป็นข้ออ้างที่ใช้พิสูจน์สิทธิกับรัฐไม่ได้อีกต่อไป
อีกทั้งในยุคที่กระแสอนุรักษ์กำลังดังขึ้น ประชาชนที่มีปัญหาทับซ้อนทางที่ดิน ยิ่งต้องลุกขึ้นมาแสดงตัวตนว่า พวกเขาคือคนที่อยู่กับที่ดินตรงนั้นมาอย่างยาวนาน
จันทรัตน์เชิญชวนคนที่ยังคงเผชิญปัญหาความไม่มั่นคงในที่ดิน ให้ลุกขึ้นมาร่วมกันผลักดันและแก้ไขปัญหากับภาครัฐ
“ที่ดินสำหรับชาวบ้านบางคนมันคือทุกอย่างของชีวิต”
วนิดา ลัยนันท์ ตัวแทนชาวลาหู่จากบ้านหนองเขียว ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เดินทางด้วยรถไฟชั้นสาม ร่วมกับสมาชิกพีมูฟคนอื่นๆ เพื่อมาร่วมชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมจากปัญหาเรื่องอุทยานแห่งชาติและเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เข้ามาตัดพืชสวนของชาวลาหู่ในพื้นที่ โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ทั้งๆ ที่ชุมชนของพวกเขา อยู่มาก่อนที่จะมีการประกาศพื้นที่ป่าอนุรักษ์
“ป่ากับคนมันควรอยู่ร่วมกันได้ แต่วันนี้กลับถูกเจ้าหน้าที่มารังแก บางครอบครัวมีที่ดินทำกินอยู่แปลงเดียว ถ้าถูกยึดไปก็เท่ากับไม่เหลืออะไรเลย”
วนิดากล่าวว่า ที่เธอและชาวลาหู่คนอื่นๆ เดินทางมากรุงเทพฯ ในครั้งนี้ เพื่อขอความเป็นธรรมจากนายกรัฐมนตรี อยากให้ทางอุทยานแห่งชาติหยุดพฤติกรรมการคุกคามชาวบ้าน และให้หันมานั่งคุยกันด้วยเหตุผลเรื่องแนวเขตและที่ดินทำกิน
การมาร่วมชุมนุมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับชาวลาหู่จากบ้านหนองเขียว เพราะทุกคนอยากได้ความมั่นคงในที่ทำมาหากิน

“ที่ดินสำหรับชาวบ้านบางคนมันคือทุกอย่างของชีวิต หนังสือหนังหาก็อ่านไม่ออก ถ้าไม่มีที่ดินแล้วพวกเขาจะไปทำมาหากินอะไรต่อได้”
วนิดากล่าวทิ้งท้ายว่า ยังมีชาวบ้านอีกหลายคนที่กำลังประสบปัญหาแบบเดียวกัน แต่พวกเขาไม่กล้าเดินทางมา เพราะยังมีความกลัวอำนาจรัฐในการออกมาเรียกร้องแบบนี้
“การต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินไม่ใช่ความเสี่ยง แต่คือสิทธิของคนทุกคน”
บัญชา มุแฮ หรือชื่อปกาเกอะญอ ดี ปุ๊ นุ๊ เป็นผู้นำชุมชนและนักปกป้องผืนป่าชาวปกาเกอะญอจากบ้านดอยช้างป่าแป๋ จังหวัดลำพูน วันนี้เขาและชาวดอยช้างป่าแป๋อีก 3 คน เดินทางโดยรถไฟจากเชียงใหม่มาร่วมเป็นพลังให้กับคนอื่นๆ ที่มาเข้าร่วมการชุมนุมคัดค้านการยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) และโฉนดชุมชน
ดี ปุ๊ นุ๊ กล่าวว่า การเดินทางมากรุงเทพฯ ครั้งนี้ค่อนข้างลำบาก เพราะกลางคืนนอนไม่หลับ จากวิถีชีวิตเดิมที่เคยนอนในป่าท่ามกลางความเงียบสงบ แต่การเดินทางบนรถไฟชั้นสาม ที่ทั้งเสียงดัง ลมพัดแรง และสภาพอากาศที่ย่ำแย่ ทำให้พวกเขาหลายคนไม่สบาย แต่ที่ต้องมาเพราะมันคือผลกระทบที่เชื่อมโยงกับชุมชนที่อาศัยอยู่ จากกรณีที่รัฐบาลชุดนี้เตรียมเพิกถอนและยุบเลิก ‘โฉนดชุมชน’ รวมถึงการยุบ ‘ธนาคารที่ดิน’
“แม้พื้นที่ที่ผมอยู่จะยังไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวโดยตรง เพราะเป็นพื้นที่ที่เราทำงานร่วมกับหลายฝ่ายมาอย่างต่อเนื่อง แต่ถ้ามองในระยะยาวก็ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องสิทธิในที่ดินอยู่ดี”

ดี ปุ๊ นุ๊ เสริมว่าการที่พี่น้องชาติพันธุ์มารวมกลุ่มใหญ่กับพีมูฟมีความจำเป็น เพราะจากเดิมที่เคยคิดว่าปัญหาที่ดินมีเพียงคนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงที่ได้รับผลกระทบ แต่วันนี้คนพื้นราบก็เผชิญปัญหาไม่ต่างกัน
เรื่องที่ดินจึงเป็น ‘ปัญหาระดับประเทศ’ ที่มองว่าเป็นเรื่องไกลตัวไม่ได้ แม้บางคนอาจจะเหนื่อยและท้อกับการต่อสู้ แต่ก็ยังมีอีกหลายชุมชนที่ยืนหยัดจะรักษาพื้นที่ของบรรพบุรุษเอาไว้
“หลายคนมองว่าการออกมาเรียกร้องมีความเสี่ยง แต่ผมมองว่านี่ไม่ใช่ความเสี่ยง แต่มันคือสิทธิของเรา”
ดี ปุ๊ นุ๊ มองเรื่องนี้ว่า ในระยะยาวถ้าคนอื่นๆ ไม่ออกมาต่อสู้หรือยืนหยัดในสิทธิที่ดินของตนเอง สักวันที่ดินเหล่านั้นจะหลุดลอยไปจากมือ และตกอยู่ในมือคนอื่น การมาครั้งนี้จึงไม่ใช่การมาสร้างความขัดแย้ง แต่คือการมาเจรจา พูดคุย และหาทางออกด้วยเหตุผลและความเป็นธรรมให้กับชาวบ้านผู้เป็นเจ้าของที่ดินดั้งเดิม
“ในพื้นที่บ้านดอยช้างป่าแป๋ หมู่บ้านของเราเคยเผชิญปัญหาข้อพิพาทเหล่านี้ แต่ปัจจุบันเรามีความก้าวหน้าและมีความชัดเจนในหลายประเด็น โดยเฉพาะพื้นที่ที่ทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน หน่วยงานรัฐ ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กระทรวงมหาดไทย และภาคเอกชน”
ดี ปุ๊ นุ๊ มีความหวังว่าหลังจากในปี 2568 ที่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ และกำลังจะมีกฎหมายลูกตามออกมา มันคือความภาคภูมิใจและการยืนหยัดได้ว่า ‘นี่คือวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์’ หากมีการปกป้องส่งเสริมที่เหมาะสม ทั้งสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์และวิถีชีวิตจะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับภาครัฐจะคลี่คลายได้ด้วย ‘ระบบการจัดการร่วมกัน’
โดยในฐานะที่บ้านดอยช้างป่าแป๋ ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบของประเทศ ในการจัดการทรัพยากรร่วมกันระหว่างประชาชนกับรัฐ ดี ปุ๊ นุ๊ ได้ให้ข้อเสนอว่า การจะทำให้ที่ดินของชุมชนมีความเข้มแข็ง อย่างแรกคือต้องมีความชัดเจนในเรื่องขอบเขต ต้องมีข้อมูลแผนที่ที่ชุมชนดูแลจัดการเอง ทั้งพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน และพื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ถ้าชุมชนมีข้อมูลที่ชัดเจนรวมถึงประวัติศาสตร์ชุมชนรองรับ สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นเครื่องยืนยัน ที่ทำให้ชุมชนสามารถนำไปเจรจาต่อรองกับหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างเท่าเทียม เพื่อให้แต่ละชุมชนสามารถบริหารจัดการตนเอง ตามบริบทและความเหมาะสมของพื้นที่ได้อย่างแท้จริง
เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ