สรุปสาระสำคัญการประชุมสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1/2569

เสร็จสิ้นไปแล้วสำหรับการประชุมสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1/2569 ระหว่างวันที่ 25-30 กันยายน 2569 ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

โดยมีสมาชิกสภาคุ้มครองฯ จำนวน 209 คน จาก 51 กลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ เข้าร่วมการประชุมในครั้งแรกนี้ ถือเป็นการเริ่มกลไกการทำงานของสภาอย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ.2568

รายงานตัวสมาชิกสภาคุ้มครองฯ

โดยในวันที่ 28 กันยายน 2569  ตัวแทนชาติพันธุ์จำนวน 209 คน จาก 51 กลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ ที่ผ่านการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย ได้เดินทางเข้ามารายงานตัว ตรวจเอกสารประวัติ ถ่ายภาพทำบัตรสมาชิก และรับเอกสารประกอบการประชุม  เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดประชุมสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1/2569 อย่างเป็นทางการในวันที่ 29 กันยายนนี้

สมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย ได้เดินทางเข้ามารายงานตัว

การจัดตั้งสภาคุ้มครองฯ ดังกล่าว เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการที่กลุ่มชาติพันธุ์เป็นเพียง “ผู้ให้ความเห็น” สู่การเป็น “ผู้ร่วมออกแบบนโยบาย” และเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาประเทศอย่างเป็นระบบ

อภินันท์ ธรรมเสนา จากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในฐานะฝ่ายเลขานุการในกระบวนการจัดตั้งสภาและสนับสนุนการขับเคลื่อนกิจการสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สภาคุ้มครองฯ คือพื้นที่กลางให้แต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นและร่วมออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ พร้อมทั้งส่งเสียงไปยังตัวแทนจากรัฐบาล เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาได้จริง

“อยากให้มองว่าเป็นเวทีกลางที่กลุ่มชาติพันธุ์ได้มามีส่วนร่วมกันในการแสดงความคิดเห็น” อภินันท์กล่าว “เพราะที่ผ่านมาไม่มีหน่วยงานไหนเป็นเจ้าภาพจัดการปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ ดังนั้นสภาเป็นเหมือนพื้นที่ตรงกลาง เพื่อร้องเรียนปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ไปสู่รัฐบาล”

อภินันท์ ธรรมเสนา จากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

อภินันท์เน้นย้ำว่า กลไกดังกล่าวไม่ได้เป็นการให้อำนาจพิเศษแก่กลุ่มชาติพันธุ์ แต่มติของสภาคุ้มครองฯ เป็นเพียงข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล ซึ่งท้ายที่สุดแล้วขึ้นอยู่กับอำนาจในการตัดสินใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา หน้าที่ของสภาคุ้มครองฯ จึงเป็นพื้นที่กลั่นกรองปัญหาของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อนำเข้าสู่กลไกนโยบาย (คณะกรรมการฯระดับชาติ) ที่มีหน้าที่หลักในการกำหนดทิศทาง นโยบาย พิจารณารับเรื่องร้องทุกข์ และขับเคลื่อนการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ต่อไป

เลือกตั้งประธานสภาคุ้มครองฯ 

ในวันที่ 29 กันยายน 2569 มีการเปิดประชุมสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1/2569 ในช่วงเริ่มต้นการประชุมได้ สถาพร สุขใหญ่ สมาชิกอาวุโสจากกลุ่มชาติพันธุ์ไทยอง จ.ลำพูน ทำหน้าที่ประธานสภาชั่วคราว โดยมีวาระแรกเพื่อรับทราบผลการเลือกสมาชิกสภาคุ้มครองฯ และอำนาจหน้าที่ของสภาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ก่อนเข้าสู่วาระการเลือกประธานสภา

สถาพร สุขใหญ่ สมาชิกอาวุโสจากกลุ่มชาติพันธุ์ไทยอง จ.ลำพูน ทำหน้าที่ประธานสภาชั่วคราว

นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีมติให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมสภาคุ้มครองฯ ในครั้งแรก เพื่อเปิดให้สาธารณชนติดตามการทำงานของสภา

สำหรับการเลือกประธานสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย มีผู้ได้รับการเสนอชื่อ 2 คน ได้แก่ ศักดิ์ดา แสนมี่ หมายเลข 1 จากสมาชิกสภาสัดส่วนกลุ่มชาติพันธุ์ลีซู และศุรวิษฐ์ ศิริพาณิชย์ศกุนต์ หมายเลข 2 จากสมาชิกสภากลุ่มชาติพันธุ์กูย

ศักดิ์ดา แสนมี่ กล่าวถึงแนวทางการทำงานว่า ตนทำงานภาคประชาสังคมและทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกลุ่มลีซูและชนเผ่าพื้นเมืองมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการรับฟังเสียงจากกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่ม โดยมองว่าประธานสภาต้องสามารถทำงานร่วมกับทีมและรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ศักดิ์ดา แสนมี่ ผู้ได้รับการเสนอชื่อสำหรับการเลือกประธานสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย

ขณะที่ศุรวิษฐ์ ศิริพาณิชย์ศกุนต์ กล่าวว่า การทำงานด้านฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์เป็นประเด็นสำคัญ รวมถึงการอนุรักษ์ภาษาแม่ที่กำลังสูญหาย โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมเสนอให้มีการพัฒนาศักยภาพของชุมชน เพื่อให้แต่ละกลุ่มชาติพันธุ์สามารถพึ่งพาตนเองได้ และสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืน

ศุรวิษฐ์ ศิริพาณิชย์ศกุนต์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อสำหรับการเลือกประธานสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย

ผลการลงคะแนนจากผู้ลงคะแนนทั้งหมด 209 คน ปรากฏว่าศักดิ์ดา แสนมี่ ได้รับ 161 เสียง ขณะที่ศุรวิษฐ์ ศิริพาณิชย์ศกุนต์ ได้ 44 เสียง มีผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 1 เสียง และบัตรเสีย 3 ใบ ส่งผลให้ศักดิ์ดา แสนมี่ ได้รับเลือกเป็นประธานสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทยคนแรก

ภายหลังได้รับเลือก ศักดิ์ดาได้กล่าวปฏิญาณว่าจะรักษาและปฏิบัติตามหลักการและเจตนารมณ์แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อคุ้มครองสิทธิ ส่งเสริมศักยภาพ และสร้างความเสมอภาคอย่างเป็นธรรมให้กับทุกกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย

หลังจากการเลือกประธาน ที่ประชุมได้ดำเนินการเลือกรองประธานสภาคุ้มครองฯ ทั้ง 5 คน โดยมีผู้ที่ได้รับเลือกดังต่อไปนี้

  • รองประธาน คนที่ 1 เศกสรรค์ สุมนตรี
  • รองประธาน คนที่ 2 ปิ่นมณี หาญทะเล
  • รองประธาน คนที่ 3 กันตพงศ์ จองนัน
  • รองประธาน คนที่ 4 นรฤทธิ์ รักก้าวหน้า
  • รองประธาน คนที่ 5 บุญเลิศ บุรีขันธ์
ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นรองประธานสภา เรียงตามลำดับ 1-5 จากซ้ายไปทางขวา

นอกจากนี้ยังมีนิตยา เอียรการนา (สมาชิกสภาในสัดส่วนกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง) เป็นผู้ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการสภาคุ้มครองฯ และอนุกรรมการการกลั่นกรอง ติดตาม และประเมินผลนโยบาย แผนงานและมาตรการเกี่ยวกับการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิต ในคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกลั่นกรอง ตรวจสอบ และประเมินผลนโยบาย รวมถึงการประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ก่อนเสนอต่อคณะกรรมการชุดใหญ่ 

แขกกิตติมศักดิ์ร่วมพิธีเปิดสภาคุ้มครองฯ อย่างเป็นทางการ

ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิด ร่วมด้วยแขกกิตติมศักดิ์ที่มาร่วมเปิดประชุม ได้แก่ รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล, สว.ประภาส ปิ่นตบแต่ง, ศยามล ไกยูรวงศ์ (กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ), สส.ณัฐวุฒิ บัวประทุม, อดีต สส.มานพ คีรีภูวดล, เอนกชัย เรืองรัตนากร (ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์), ยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา (รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม) และตัวแทนภาคประชาสังคมที่ร่วมผลักดัน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ เช่น ไมตรี จงไกรจักร และสุริยัน ทองหนูเอียด เป็นต้น 

“ขอให้สมาชิกทุกคนช่วยกันทำให้พื้นที่สภาคุ้มครองฯ นี้ เป็นพื้นที่แห่งการรับฟังปัญหา และสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีความหมาย”

ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ปิยะรัฐชย์ ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาของการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว ต้องต่อสู้กับมายาคติและแรงกดดันจากภายนอกที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ จนในท้ายที่สุด พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวได้ประกาศใช้ และเป็นที่มาของการเปิดประชุมสภาคุ้มครองฯ ในวันนี้

ปิยะรัฐชย์ชี้ว่า วันนี้กลุ่มชาติพันธุ์จำนวนไม่น้อยยังคงเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยากร จึงคาดหวังให้สภาแห่งนี้เป็นพื้นที่แห่งความร่วมมือ และพื้นที่ลดอคติจากคนภายนอก เพื่อให้เห็นศักยภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย

สรรหากรรมการผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ในคณะกรรมการคุ้มครองฯ 

ช่วงบ่ายของวันที่ 29 กันยายน 2569 ได้มีการดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระฯ เพื่อสรรหากรรมการผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ในคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นกลไกนโยบายที่สำคัญ (1 ใน 4 กลไก) ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568

กรรมการผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับการสรรหาทั้ง 9 คน จะได้รับการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีต่อไป กรรมการนี้มีบทบาทและหน้าที่ในการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ กับภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและการคุ้มครองสิทธิอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งคณะกรรมการคุ้มครองฯ (บอร์ดชุดใหญ่) ที่มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการ

สำหรับเกณฑ์ที่ใช้ในการสรรหารายชื่อ กรรมการผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ฯ นั้น บุคคลดังกล่าวต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม เช่น มีสัญชาติไทย ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ ไม่เคยได้รับโทษจำคุก อายุมากกว่า 25 ปี และไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีการกระจายสัดส่วนจากแต่ละภาค และสัดส่วนจากเยาวชน สตรี และผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญคือ ต้องการผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ในการเจรจาต่อรองและการจัดทำนโยบายร่วมกับกรรมการที่เป็นผู้แทนฝ่ายการเมือง ภาครัฐ ผู้ทรงคุณวุฒิ และองค์กรพัฒนาเอกชน

โดยหลังจากผ่านการเสนอรายชื่อและโหวตรับรองจากสมาชิกสภาคุ้มครองฯ จำนวน 184 คน มีมติเห็นชอบ 183 เสียง ไม่ประสงค์ลงคะแนน 1 เสียง ให้กับกรรมการผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ฯ ทั้ง 9 คน ซึ่งมีชื่อดังต่อไปนี้

  • แสงระวี สุวีรการย์ (สัดส่วนภาคเหนือพื้นราบ)
  • สุพจน์ หลี่จา (สัดส่วนภาคเหนือพื้นที่สูง)
  • ศุรวิษฐ์ ศิริพาณิชย์ศกุนต์ (สัดส่วนภาคอีสาน)
  • เกรียงไกร ชีช่วง (สัดส่วนภาคกลาง ออก ตก)
  • วิทวัส เทพสง (สัดส่วนภาคใต้)
  • จันทร์จิรา ตะวังทัน (สัดส่วนเยาวชน)
  • ชุติมา มอแลกู่ (สัดส่วนสตรี)
  • กิตติศักดิ์ รัตนกระจ่างศรี (สัดส่วนผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับชนเผ่าพื้นเมืองระหว่างประเทศ)
  • ยงยุทธ สืบทายาท (สัดส่วนผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและมีประสบการณ์ผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์)

โดยกรรมการผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ฯ ชุดนี้จะต้องจัดทำข้อมูลประวัติบุคคลและส่งเอกสารประกอบให้กับทางศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เพื่อนำเสนอให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งต่อไป 

นอกจากนี้ยังมีวาระการเลือกคณะกรรมการบริหารสภาอีกจำนวน 8 คน ประกอบไปด้วย เขมจิรา ชุมปัญญา (สัดส่วนสตรี) อาดัง อาจอ (สัดส่วนเยาวชน) ร้อยเอกอดุลย์ อานุภาพบรรเจิด (สัดส่วนภูมิภาคเหนือพื้นราบ) ธัญวลัย รุจีภรพิพัฒนกุล (สัดส่วนภูมิภาคเหนือพื้นที่สูง) สมนึก แสนทะวงษ์ (สัดส่วนภูมิภาคกลาง ออก ตก) กีรติ แสงตะวัน (สัดส่วนภาคอีสาน) ฐิติรัตน์ นาวารักษ์ (สัดส่วนภาคใต้) และตูแวดานียา มือรีงิง (สัดส่วนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน) 

ตามด้วยการเลือกผู้แทนสภา ที่จะเป็นอนุกรรมการในคณะอนุกรรมการจัดทำข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ 7 คน ผู้ได้รับเลือกประกอบไปด้วย วิไลลักษณ์ เยอเบาะ (สัดส่วนภาคเหนือพื้นที่สูง) โยธิน บุญเฉลย (สัดส่วนภาคเหนือพื้นราบ) ภาวี กิ่งประทุม (สัดส่วนภาคอีสาน) สุคิด ประดับภูทอง (สัดส่วนภาคกลาง ออก ตก) แสงโสม หาญทะเล (สัดส่วนภาคใต้) ฆอซาลี อาแว (สัดส่วนผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลและสารสนเทศ) และสุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ (สัดส่วนนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิปัญญา)

นอกจากนี้ยังมีการเลือกผู้แทนสภาไปเป็นกรรมการในคณะกรรมการพิจารณาและให้ความเห็นด้านกฎหมาย และเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ 1 คน ผู้ได้รับเลือกคือ พันตรีสราวุธ ศรีวัง และคณะกรรมการดำเนินการขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ การเลือกและการถอดถอนสมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย 2 คน ผู้ได้รับเลือกคือ ธีรัททมาน์ เจียมจวนขาว และพันตำรวจเอกเรืองฤทธิ์ มาลีการ

พิจารณางบประมาณสภาคุ้มครองฯ ปี 2570 และญัตติพิเศษ

การประชุมสภาคุ้มครองฯ ครั้งที่ 1/2569 ในช่วงบ่ายของวันที่ 29 กันยายน 2569 มีวาระพิจารณาแผนงานและงบประมาณดำเนินกิจการและงานสภา ประจำปีงบประมาณ 2570 ของสภาคุ้มครองฯ ในวงเงิน 6 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นงบประมาณในแผนงานที่ 1 งานส่งเสริมความเข้าใจและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับชาติพันธุ์ การรณรงค์สร้างความเข้าใจสิทธิหน้าที่ และจัดกิจกรรมวันชนเผ่าพื้นเมืองโลก จำนวนทั้งสิ้น 1,520,000 บาท แผนงานที่ 2 งานส่งเสริม สนับสนุน และสืบสานวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ 1,900,000 บาท แผนงานที่ 3 งานส่งเสริมพัฒนาศักยภาพแกนนำกลุ่มชาติพันธุ์ 480,000 บาท แผนงานที่ 4 งานส่งเสริมการจัดทำนโยบายและมาตรการคุ้มครองสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ 100,000 บาท แผนงานที่ 5 งานประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคีองค์กรระหว่างประเทศ 500,000 บาท และแผนงานที่ 6 การพัฒนาโครงสร้างองค์กร และการบริหารงานสภาคุ้มครองฯ (การจัดตั้งคณะอนุกรรมการ จัดทำข้อบังคับ บริหารจัดการสำนักงานกิจการสภา) 1,220,000 บาท และมีมติให้เพิ่มสัดส่วนงบประมาณงานสมัชชาเยาวชน และการพัฒนาศักยภาพสตรีกลุ่มชาติพันธุ์อยู่ในงบประมาณปี 2570 ด้วย รวมทั้งกำหนดให้มีการประชุมสภาคุ้มครองฯ (สมัยสามัญ) ปีละ 2 ครั้ง ครั้งละ 3 วัน ในช่วงเดือนพฤษภาคมและพฤศจิกายนของทุกปี โดยให้หลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่ตรงกับกิจกรรมประเพณีและเทศกาลของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ 

สำหรับตอนท้ายของการประชุมในครั้งนี้ได้มีการเสนอญัตติเร่งด่วนและเพิ่มเติม เพื่อแก้ไขปัญหาของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ จากทั่วประเทศอาทิ

  1. สถานการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชุมชนชาติพันธุ์ (เร่งด่วน)
  2. การแก้ปัญหากรณีที่กรมป่าไม้มีคำสั่งให้รื้อถอนหรือทำลายพืชผลทางการเกษตรของพี่น้องเกษตรกรกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ (เร่งด่วน)
  3. การรักษาอธิปไตยความมั่นคงทางอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้รับผลกระทบจาก UPOV 1991 (เร่งด่วน)
  4. ผลกระทบมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม กรณีการจับกุมนักดนตรี ที่ผลิตเครื่องดนตรีที่ใช้หนังสัตว์คุ้มครอง จ.สุรินทร์ 
  5. การทบทวนชื่อเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่สมบูรณ์ เช่น เรียกร้องให้ตัดคำว่า ‘จีนฮ่อ’ ที่อยู่ในวงเล็บของชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ ‘จีนยูนนาน’ และกลุ่มชาติพันธุ์ ‘ลัวะ (มัล,ปรัย)’ เสนอปรับเป็น ‘ลัวะ (มัลร์,ปรัย)’ เป็นต้น
  6. การแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลและสัญชาติ
  7. การคุ้มครองภาษาแม่

โดยให้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอที่เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาข้างต้นต่อไป

เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ