เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ได้เปิดให้ตัวแทน 211 คน จาก 51 กลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ ที่ผ่านการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เข้ามารายงานตัวและเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดประชุมสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ครั้งที่ 1/2569 ที่เกิดขึ้นในวันที่ 29 กันยายนนี้
เนื่องในโอกาสดังกล่าว ทางเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองได้จ่อไมค์สัมภาษณ์สมาชิกสภาคุ้มครองฯ ป้ายแดง ที่มาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของชาวชาติพันธุ์ทั่วประเทศ ว่าพวกเขานั้นคิดเห็นและมีวิสัยทัศน์ต่อการมาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของแต่ละชาติพันธุ์กันอย่างไร
“ผมอยากใช้พื้นที่สภาคุ้มครองฯ ขับเคลื่อนรณรงค์เรื่องการใช้ภาษาแม่”
กิตติภูมิ บุตราช สมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ จากชาติพันธุ์โส้ จ.สกลนคร สัดส่วนเยาวชน กล่าวกับทาง IMN ว่ารู้สึกตื่นเต้นในฐานะสมาชิกสภาคุ้มครองฯ และแสดงความเป็นกังวลว่าปัญหาเรื่องของภาษาโส้กำลังสูญหายไป เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยพูดภาษาโส้กันแล้ว แต่เลือกใช้ภาษาไทยและภาษาลาวเป็นหลัก
“สมัยก่อนมีคำดูถูกเหยียดหยามว่าเป็นพวกโส้จนเกิดความอาย”
กิตติภูมิอยากให้คนภายนอกได้รู้จักชาติพันธุ์โส้ที่อาศัยอยู่กันในภาคอีสานโดยเฉพาะใน จ.สกลนคร และ จ.นครพนม มากขึ้น ชาวโส้เป็นชาติพันธุ์ที่โดดเด่นด้วยการมีภาษาของตนเอง และการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ โดยปัจจุบันกิตติภูมิถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสนใจต่อเรื่องราวอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ตนเอง อีกทั้งเขายังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร สาขารัฐประศาสนศาสตร์

“ผมอยากเข้าไปขับเคลื่อนรณรงค์เรื่องการใช้ภาษาแม่” กิตติภูมิกล่าว “แม้วันนี้ผู้ใหญ่จะยังไม่เปิดโอกาสฟังเสียงเยาวชนเท่าที่ควรก็ตามที”
กิตติภูมิกล่าวทิ้งท้ายว่า เขาไม่เคยรู้สึกอายที่จะแต่งกายและบอกคนอื่นว่าตนเองเป็นคนโส้ เขาเชื่อว่าวันนี้โลกเปิดกว้างเกินกว่าที่จะมาเหยียดหยามกันเรื่องความแตกต่างทางชาติพันธุ์ และเขาหวังว่าพื้นที่ของสภาคุ้มครองฯ จะช่วยขับเคลื่อนสิทธิที่อยู่อาศัย ภาษา และปัญหาอื่นๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศไทยได้
“การมีสภาคุ้มครองฯ เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น ในการรักษาสิทธิและการดำรงรักษาวิถีชีวิตที่แตกต่างทางชาติพันธุ์”
ผศ.ดร.จิตกวี กระจ่างเมฆ สมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ จากชาติพันธุ์ลาวครั่ง จ.นครปฐม สัดส่วนนักวิชาการ กล่าวว่า ความท้าทายของชาติพันธุ์ลาวครั่งวันนี้ คือการพยายามอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตความเป็นอยู่ดั้งเดิมของชาติพันธุ์ ในบริบทที่พวกเขาอยู่อาศัยใกล้ชิดกับเขตเมือง ผศ.ดร.จิตกวีหวังว่า สภาคุ้มครองฯ จะทำงานเพื่อเป็นเสาหลักให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ขับเคลื่อนสิทธิที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์ตนเอง
“อยากให้พื้นที่สภาเป็นการสร้างความสามัคคีกลมเกลียวระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ ผ่านกลไกสภาคุ้มครองฯ ที่กำลังเกิดขึ้น”

ในฐานะนักวิชาการผศ.ดร.จิตกวี อยากให้มีการอนุรักษ์ภาษาถิ่น และถ่ายทอดให้กับเยาวชนรุ่นหลังมากขึ้น โดยหวังว่าจะได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานราชการให้มีโครงการต่างๆ เกิดขึ้นตามมา เพื่อเป็นการฟื้นฟูให้ชาวลาวครั่งยังคงรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมได้ในปัจจุบัน
“วันนี้กลุ่มชาติพันธุ์เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย เพื่อมาร่วมกันพัฒนาชาติ” ผศ.ดร.จิตกวีกล่าว “เมื่อวันนี้พวกเราเป็นส่วนหนึ่งภายใต้รัฐธรรมนูญไทย การเคารพต่อสถาบันของชาติ ย่อมเป็นเรื่องที่พวกเราตระหนักเป็นอย่างดี”
“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สภาคุ้มครองฯ จะกลายเป็นช่องทางทำความรู้จัก แลกเปลี่ยนปัญหาและสร้างโอกาสให้กับพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์จากทั่วประเทศ”
คำปัน ประทีปพจน์ สมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ จากชาติพันธุ์ลเวือะ จ.แม่ฮ่องสอน สัดส่วนปราชญ์และผู้นำชุมชน ให้สัมภาษณ์ก่อนการร่วมลงทะเบียนสมาชิกสภาคุ้มครองฯ ว่า เขาอยากเข้าไปผลักดันเรื่องวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวลเวือะ โดยเฉพาะเรื่องของการเข้าถึงสิทธิทางที่ดิน ที่เป็นประเด็นเร่งด่วนของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่สูงทางภาคเหนือ
“คนเมืองยังมีความเข้าใจว่าชาติพันธุ์ที่อยู่บนพื้นที่สูงเป็นคนบุกรุกป่า” คำปันกล่าว “แต่เราอยู่กับป่า หากินกับป่าและฟื้นฟูป่าตลอดชีวิต วิถีชีวิตของเราอยู่กับการรักษาป่า เป็นสิ่งที่แตกต่างจากสิ่งที่คนพื้นราบเข้าใจ”

คำปันมีความคาดหวังว่า การมีสภาคุ้มครองฯ จะช่วยทำให้รัฐบาลจากส่วนกลาง ได้ทราบถึงปัญหาของแต่ละชาติพันธุ์ทั่วประเทศ เป็นพื้นที่กลางที่จะสามารถใช้รวบรวมปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล และร่วมหาวิธีการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
“สภาคุ้มครองฯ จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจปัญหาตรงกัน” คำปันกล่าว
“เมื่อเปิดสภาคุ้มครองฯ สิ่งแรกที่ผมอยากผลักดันคือชาติพันธุ์คนไทยทุกคน ควรได้รับสิทธิพลเมืองอย่างเท่าเทียมกับคนอื่นๆ”
เกียรติยศ อนุวรชิกา สมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ จากชาติพันธุ์จีนยูนนาน จ.เชียงราย สัดส่วนเยาวชน กล่าวกับทาง IMN ว่า วันนี้คนส่วนใหญ่ยังคงเข้าใจชาติพันธุ์จีนยูนนานผิด และมองไม่เห็นความแตกต่างระหว่างคนจีนแผ่นดินใหญ่ และจีนอพยพกลุ่มอื่นๆ ที่อยู่อาศัยในประเทศไทย

เกียรติยศกล่าวว่าชาติพันธุ์จีนยูนนาน คือคนที่อพยพมาอยู่อาศัยตามดอยในพื้นที่ทางภาคเหนือของไทย พวกเขามักนิยมประกอบอาชีพค้าขายและปลูกไร่ชา โดยชาวจีนยูนนานมีภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ข และธรรมเนียมของชาวจีนยูนนานส่วนใหญ่ มักคล้ายคลึงกับประเพณีของชาวจีนแผ่นดินใหญ่ เช่น มีประเพณีสารทจีน ตรุษจีน วันไหว้พระจันทร์ แต่มีวิธีการ ธรรมเนียมปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไป
“ผมอยากให้สังคมเข้าใจว่าชาติพันธุ์จีนยูนนานก็คือคนไทย ทุกคนคือคนไทยที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์”
เมื่อถามถึงประเด็นที่เกียรติยศให้ความสนใจ อยากผลักดันมากที่สุดผ่านกลไกสภาคุ้มครองฯ เขากล่าวว่าปัญหาเรื่องสถานะบุคคลยังเป็นสิ่งที่ชาติพันธุ์จีนยูนนาน โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุบางส่วนยังคงประสบปัญหาอยู่ เขาคาดหวังว่าพื้นที่ตรงกลางอย่างสภาคุ้มครองฯ เป็นสิ่งจำเป็น และเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ สามารถอนุรักษ์ไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของตนเอง
“ตอนประกาศรายชื่อสมาชิกสภาคุ้มครองฯ ชาติพันธุ์มลายู มีคอมเมนต์มาก่อกวนว่า เราเป็นพวกโจรใต้ ซึ่งมันไม่ยุติธรรมสำหรับชาวมลายูอย่างเรา”
เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับชาติพันธุ์มลายู ทำให้เห็นว่าแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ในไทยกำลังเผชิญปัญหาที่แตกต่างกัน และต้องการพื้นที่ตรงกลางอย่างสมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์
ตูแวดานียา มือรีงิง เป็นสมาชิกสภาคุ้มครองฯ จากชาติพันธุ์มลายู จ.ปัตตานี เขาเน้นย้ำว่าความท้าทายของชาติพันธุ์มลายูวันนี้ ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ไม่อาจปฏิเสธปัญหาเรื่องความมั่นคงและสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นได้ และเมื่อชาติพันธุ์มลายูเข้ามาเป็นสมาชิกส่วนหนึ่งของสภาคุ้มครองฯ ย่อมถูกจับตาทั้งจากฝ่ายรัฐที่มองว่าเป็นภัยความมั่นคง ในขณะที่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ก็มองพวกเขาที่ทำงานร่วมกับส่วนกลางด้วยสายตาที่หวาดระแวง
“การที่คุณมองเหมารวม มันไม่ยุติธรรมสำหรับคนมลายูอย่างเรา ไม่ใช่ชาวมลายูทุกคนมีแนวคิดสร้างความรุนแรง”

ตูแวดานียายืนยันว่า การที่เขาเลือกมาเป็นสมาชิกสภาคุ้มครองฯ ในวาระนี้ เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่า กลุ่มชาติพันธุ์มลายูต้องการรักษาอัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภาษาของชาวมลายูเฉกเช่นเดียวกันกับชาติพันธุ์อื่นๆ ในประเทศไทย
“การประชุมเปิดสภาครั้งแรก เป็นโอกาสที่ดีสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ในไทย ที่จะได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน และทำงานร่วมกันในอนาคต”
สำหรับตูแวดานียา เขาอยากเปลี่ยนภาพจำต่อสังคมไทยที่เวลานึกถึงชาวมลายู ก็จะมีภาพเหตุการณ์ความไม่สงบและเรื่องของความมั่นคงแห่งรัฐตามมา ทั้งที่จริงแล้วชาวมลายูยังมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาติพันธุ์ตนเอง มีวัฒนธรรม ภาษา อาหาร และเครื่องแต่งกายที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเปิดโอกาสให้คนภายนอกได้เข้ามาทำความรู้จัก
“ผมคิดว่าพื้นที่สภาคุ้มครองฯ คือความสวยงามเหมือนดอกไม้ที่หลากสี ไม่มีประเทศไหนสวยงามได้ ด้วยการมีดอกไม้เพียงแค่สีเดียว”
ตูแวดานียาเชื่อว่าพื้นที่สภาคุ้มครองฯ นี้จะเปิดโอกาสให้แต่ละชาติพันธุ์ได้มาเรียนรู้ว่าความแตกต่างหลากหลายทางชาติพันธุ์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขภายในประเทศเดียวกัน
“การมีสภาคุ้มครองฯ เป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าเป็นพื้นที่ให้คนมอแกนได้มีโอกาสได้พูดถึงปัญหาของตนเอง”
จินตรา ประมงกิจ สมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ จากชาติพันธุ์มอแกน จ.ระนอง สัดส่วนสตรีและเยาวชน กล่าวกับทาง IMN รู้สึกดีใจและภูมิใจที่ได้มาเป็นตัวแทนของกลุ่มชาติพันธุ์มอแกน เพื่อหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้น้องๆ ชาวมอแกนรุ่นต่อไปได้มีโอกาสพัฒนา
จินตราแบ่งปันประสบการณ์ในฐานะชาวมอแกนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลว่า ในเกาะช้าง จ.ระนอง ที่ชาวมอแกนกว่า 300 ชีวิตอาศัยอยู่นั้น หลายครัวเรือนยังไม่มีไฟฟ้า น้ำประปาเข้าถึง ถนนหนทางสำหรับเด็กนักเรียนที่จะเดินทางไปเรียนก็ยังลำบากอยู่ และบนเกาะก็มีโรงเรียนถึงเพียงแค่ระดับชั้นประถมศึกษา หากเด็กมอแกนคนไหนอยากเรียนต่อระดับชั้นมัธยมต้องเข้าไปเรียนในตัวเมืองระนอง ทำให้จินตราก็เป็นเด็กคนหนึ่งที่ไม่มีโอกาสเรียนต่อในระดับชั้นอุดมศึกษาเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์
“ถ้ามีโอกาสหนูอยากเรียนต่อ”

ดังนั้นสำหรับจินตรา การผลักดันสิทธิขั้นพื้นฐาน และเรื่องสถานะบุคคลให้กับชาวมอแกนคือแรงผลักดันให้เธอก้าวขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาคุ้มครองฯ เธอเน้นย้ำว่าการเข้าไม่ถึงสิทธิพลเมืองจากการไม่มีสถานะบุคคล ทำให้ชาวโอกาสไม่มีสวัสดิการทางการรักษาพยาบาลและการศึกษา ดังนั้นแล้วสำหรับจินตรา การมีสภาคุ้มครองฯ จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่า เป็นพื้นที่ให้คนมอแกนได้มีโอกาสได้พูดถึงปัญหาของตนเอง
“เราใช้เวลาเดินทางจากเกาะมาชายฝั่งสองชั่วโมง” จินตรากล่าวถึงการเดินทางอันยาวไกลเพื่อมาเปิดประชุมสภาคุ้มครองฯ ในครั้งแรกที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 29 กันยายน 2569 “หนูอยากเป็นตัวแทนของชาวมอแกนเข้าไปพูดในสภาคุ้มครองฯ แม้วันนี้จะตื่นเต้นมากๆ ก็ตาม”
ครั้งนี้ตัวแทนจากชาติพันธุ์ 51กลุ่ม จากในพื้นที่ใกล้ไกลทั่วทั้งประเทศ ต่างเดินทางมารวมตัวกันเพื่อเปิดประชุมสภาคุ้มครองฯ อย่างเป็นทางการ พวกเขาต่างแบกความคาดหวังของแต่ละชาติพันธุ์ไว้บนบ่า และต่างมุ่งมั่นว่า ภายใต้กลไกของพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 จะช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของพวกเขานั้นทัดเทียมกับพลเมืองไทยโดยทั่วไป
เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ