เมื่อแม่น้ำเป็นพิษ คนที่ต้องปรับตัวก่อนเสมอไม่ใช่คนก่อปัญหา แต่คือชาวบ้านริมน้ำจากที่เคยใช้น้ำก็ต้องเลี่ยงน้ำ จากที่เคยกินปลาก็ต้องเลี่ยงปลา จากที่เคยปลูกผักก็ต้องระวังผัก จากที่เคยเดินย่ำดินก็ต้องระวังตะกอนดิน คนที่อยู่กับแม่น้ำมาทั้งชีวิต ต้องเป็นฝ่ายหลีกทางให้สารพิษ

ส่วนคนที่ควรรับผิดชอบ ก็คงกำลังประชุมกันอยู่ว่าจะเรียกสิ่งนี้ว่า “วิกฤต” ได้หรือยัง

ว่าแต่…ระหว่างที่รัฐบอกประชาชนให้เฝ้าระวัง รัฐได้จัดหาน้ำสะอาด? ตรวจสุขภาพระยะยาว? เยียวยารายได้ที่หายไปให้กับประชาชนหรือยัง? หรือหน้าที่ของประชาชนมีแค่ “ระวังตัวเองไปก่อน” ส่วนที่เหลือค่อยว่ากัน

IMN ชวนร่วมรับฟังและทำความเข้าใจปัญหาที่พี่น้องประชาชนในแม่น้ำกก บ้านท่าตอน ซึ่งเป็นจุดแรกที่แม่น้ำกกไหลจากรัฐฉาน ประเทศเมียนมา เข้าสู่เขตประเทศไทยที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผ่านวงสนทนาที่จะพาไปเปิดภาพใหญ่ของวิกฤตสารพิษในแม่น้ำ ตั้งแต่ผลกระทบต่อชีวิตผู้คน ช่องโหว่ของระบบจัดการปัญหา ไปจนถึงทางออกที่เป็นไปได้ในรายการ IMN Special Live EP.#32 ในหัวข้อ: Don’t Look Up ฉบับเมืองไทย: เจอแม่น้ำเป็นพิษ แต่หาคนรับผิดชอบไม่เจอ

ยอมตายผ่อนส่ง ดีกว่าอดตายวันนี้

แสงระวี สุวีรการย์ ชาวไทใหญ่ ตัวแทนชาวบ้านลุ่มน้ำกก รองประธานมูลนิธิร่มโพธิ์ จ.เชียงใหม่ กล่าวถึงสถานการณ์แม่น้ำเป็นพิษในปัจจุบันว่า หนึ่งปีให้หลังจากที่กรมควบคุมมลพิษได้ตรวจพบสารปนเปื้อนในน้ำและตะกอนดิน มีคำเตือนต่างๆ ออกมาว่า ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำ การกินปลาจากแม่น้ำ ชาวบ้านเกิดความกลัวและพยายามเปลี่ยนพฤติกรรม

อย่างไรก็ดีเมื่อเข้าสู่ปี 2569 ทั่วโลกเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น สวนทางกับรายได้ของชาวบ้าน โดยเฉพาะในพื้นที่แม่น้ำกกที่แสงระวีเล่าว่า นับตั้งแต่ตรวจพบสารพิษในแม่น้ำ รายได้ที่เคยมีก็หายไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการท่องเที่ยว ที่ก่อนหน้านี้พื้นที่ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสำคัญอย่างลอยกระทง สงกรานต์ และลอยพระอุปคุต สร้างรายได้ให้กับพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 50-80 ล้านบาทต่อหนึ่งเทศกาล ทุกอย่างหายวับไปกับตาเมื่อแม่น้ำกกปนเปื้อน

ไม่ใช่แค่คนทำงานภาคการท่องเที่ยวและบริการเท่านั้นที่ประสบปัญหา เกษตรกรในพื้นที่ ก็ได้รับผลกระทบเรื่องการส่งออกพืชผักเศรษฐกิจ เพราะความไม่มั่นใจของลูกค้า ส่วนคนที่ไร้ทางเลือกมากที่สุดนั้น แสงระวีกล่าวว่าคือกลุ่มคนที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร ทำให้ไม่สามารถออกไปหางานนอกพื้นที่ได้

ไม่ใช่เพราะว่าพวกเขามั่นใจในข้อมูลที่ภาครัฐสื่อสาร แต่สำหรับคนท่าตอน พวกเขายอมเสี่ยงกับสารพิษปนเปื้อน ดีกว่ายอมอดตายในวันนี้ หลายครอบครัวที่ยังพอมีทุนทรัพย์ ยอมซื้อน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค ที่มีค่าใช้จ่ายประมาณ 500 บาทต่อคนต่อเดือน ยิ่งครัวเรือนที่มีเด็กเล็ก แม้แต่น้ำที่จะนำมาใช้ซักเสื้อผ้าเด็ก ก็ยังต้องซื้อแยกตังหาก เพราะผิวของเด็กที่ไวต้องการระคายเคือง

แสงระวีให้ข้อเสนอในฐานะตัวแทนประชาชนลุ่มน้ำกกว่า สิ่งที่ชาวบ้านต้องการเร่งด่วนในระยะสั้นคือเรื่องของน้ำกินน้ำใช้ ในระยะต่อมาคือการทำแผนที่มลพิษ ระบุพื้นที่เสี่ยงสีแดง และพื้นที่ปลอดภัยสีเขียว เพื่อให้ชาวบ้านแต่ละโซนได้มีความมั่นใจในการใช้ชีวิตของตนเอง และแบ่งระดับการฟื้นฟูเยียวยาได้อย่างเหมาะสม

แสงระวีมองว่าแม้แม่น้ำกกจะปนเปื้อน แต่ชีวิตต้องไปต่อ วันนี้พื้นที่ท่าตอนไม่ได้มีแค่แม่น้ำกก แต่ยังมีพื้นที่ธรรมชาติอื่นๆ ที่ฟื้นฟูได้ เธออยากสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวกลับมาเยี่ยมชมท่าตอน เพื่อให้ชาวบ้านยังพอมีรายได้กลับคืนมา

ส่วนข้อเสนอระยะยาวนั้น การแก้ไขปัญหามลพิษที่ต้นเหตุควรทำควบคู่กัน แต่ต้องไม่ลืมเรื่องความทุกข์ยากของประชาชนเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่ง ทั้งในเรื่องสุขภาพและอาหารการกิน

รู้ที่มา-แต่ขาดคนรับผิดชอบ ความทุกข์ยากจึงตกอยู่กับประชาชน

รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ ผู้อำนวยการหน่วยภารกิจฐานข้อมูลและระบบดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวว่า วันนี้ภาครัฐเริ่มทำงานแล้วหลายอย่าง เพียงแต่ว่าประชาชนต้องการมากกว่านี้ เพราะผลกระทบมันส่งผลกว้าง และมีผลกระทบหลายมุม

ข้อมูลที่รศ.ดร.ธนพลนำเสนอนั้น เป็นที่ยืนยันว่า แหล่งปนเปื้อนสารพิษมาจากต้นน้ำฝั่งประเทศเมียนมา โดยสัมพันธ์กับเหมืองแรร์เอิร์ธ (Rare Earth Element) และค่ากัมมันตภาพรังสี ที่ละลายในน้ำซึ่งมากับเหมือง ข้อมูลของกรมทรัพยากรธรณีตั้งแต่ปี 2551 ได้เก็บวัดทั้งสารหนูในน้ำ ตะกอนท้องน้ำในดินบริเวณ จ.เชียงราย และจ.เชียงใหม่ เกือบ 700 ตัวอย่าง พบว่าค่าการปนเปื้อนสารหนูตามธรรมชาติต่ำ มีเกินค่ามาตรฐานแค่ 3% แต่ในแม่น้ำกกที่มีการเก็บตัวอย่างล่าสุดพบว่า ค่าสารหนูในน้ำเกินมาตรฐาน 100%

ปัญหาตอนนี้คือ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเข้าไปเจรจากับตัวการทำสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำได้ หน่วยงานที่ทำได้คือภาครัฐอย่างกระทรวงการต่างประเทศ หน่วยงานทางด้านสิ่งแวดล้อม ที่อยู่ในคณะเจรจาระดับประเทศ ที่วันนี้ยังหาคู่เจรจาไม่เจอ

ผู้เล่นอีกคนหนึ่งที่ยังไม่ปรากฏ คือภาคเอกชนที่รับซื้อแรร์เอิร์ธเหล่านั้นไป ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและอื่นๆ ที่ชูเรื่องความยั่งยืนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หากมีการสืบค้นจนพบห่วงโซ่อุปทานทางธุรกิจได้ ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการกดดันอย่างมาก

ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนครั้งนี้ รศ.ดร.ธนพลมองว่า แตกต่างกับปัญหามลพิษภายในประเทศเหมือนที่ผ่านมา วิกฤตสารพิษข้ามพรมแดน ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันทั้งประเทศทุกภาคส่วน ในการช่วยกันแก้ไขปัญหา รศ.ดร.ธนพลนำเสนอทางเลือกในการแก้ไขปัญหาไว้คร่าวๆ ดังต่อไปนี้

ทางเลือกแรกคือ แนวทางจัดการน้ำเหมืองและหางแร่ข้ามพรมแดน เพียงแค่แต่ละเหมืองติดตั้งบ่อดักตะกอน และติดตั้งบ่อบำบัดน้ำ ก่อนที่จะปล่อยน้ำลงมาในแม่น้ำ ก็สามารถบรรเทาสารพิษปนเปื้อนที่จะออกมาสู่แหล่งน้ำได้ แต่ทางเลือกดังกล่าวขาดเจ้าภาพในการไปกดดันเหมืองเถื่อนเหล่านั้น

ทางเลือกต่อมาคือทำเขื่อนดักตะกอนขนาดใหญ่ ก่อนที่น้ำจะเข้าประเทศมายังประเทศไทย ทางที่สามคือ การใช้พื้นที่น้ำท่วมถึงในท่าตอนเป็นบ่อดักตะกอนธรรมชาติ แต่ทางเลือกนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่อื่นๆ อีกมาก และทางเลือกสุดท้ายคือการสร้างพื้นที่กลางในการดักตะกอนปกป้องพื้นที่การเกษตรก่อนน้ำเข้าพื้นที่

รศ.ดร.ธนพลเห็นตรงกับแสงระวีว่า วันนี้เรื่องที่เร่งด่วนที่สุด ก่อนไปแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุคือ การจัดหาแหล่งน้ำปลอดภัยให้กับประชาชน ในระยะสั้นนั้นคนในพื้นที่ต้องปลอดภัยไว้ก่อน จากนั้นจึงเริ่มทำงานเชิงป้องกันอย่างที่เขากล่าวไปข้างต้นตามทางเลือกต่างๆ

อย่างไรก็ดีในระยะยาว การหยุดแหล่งกำเนิดสารพิษปนเปื้อนเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้

รศ.ดร.ธนพลกล่าวในตอนท้ายว่า วันนี้ได้มีการจัดทำแอปพลิเคชันผ่านโปรแกรม Line ให้ความรู้การตรวจสอบความปลอดภัยของปลาในแม่น้ำแบบเรียลไทม์ผ่านชื่อ “ปลาปลอดภัย (Safe Fish by Open Sign)” เพราะการทำให้เรื่องของ ‘วิทยาศาสตร์พลเมือง’ ที่ประชาชนมีความรู้ และสามารถตรวจสอบสารพิษได้เบื้องต้น พวกเขาจะเป็นด่านแรกที่ช่วยคัดกรองให้ภาครัฐทำงานง่ายขึ้น

เธอกล่าวว่าวันนี้ประชาชนต้องคอยหวังพึ่งข้อมูลข่าวสารจากภาควิชาการ ในขณะที่วิธีการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ กลับไม่ให้ความหวังกับชาวบ้านเลย

เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ