ชุมชนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในไทย ถูกนิยามชื่อเรียกจากคนภายนอกมาอยู่ตลอด ตัวอย่างของอาจารย์ชิ หรือผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ นักวิชาการชาวปกาเกอะญอ เป็นสิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุด ที่แม้แต่ชื่อของตัวเขา ยังถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับค่านิยมของวัฒนธรรมจากส่วนกลาง นับเป็นหนึ่งในนโยบายความมั่นคงของประเทศไทยสมัยหนึ่ง ที่ต้องการหลอมรวมความเป็นหนึ่งเดียวทางวัฒนธรรม

ไม่เพียงแค่นั้น แม้แต่ชื่อหมู่บ้านของอาจารย์ชิ ที่มีชื่อดั้งเดิมในภาษาปกาเกอะญอว่า ‘โน เดะ ลอ’ ที่มีความหมายว่า พื้นที่ที่มีหนองน้ำที่มีเขียดชนิดหนึ่งอาศัยอยู่ ก็ถูกบังคับให้เปลี่ยนชื่อจากทางการ แม้จะมีความพยายามของผู้นำชุมชนที่จะใช้ชื่อให้ใกล้เคียงกับความหมายเดิมที่สุดอย่างชื่อ ‘บ้านหนองเขียด’ ก็ถูกปฏิเสธและบังคับให้ใช้ชื่อใหม่ว่า ‘บ้านใหม่พัฒนา’

เช่นเดียวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวกูยในภาคอีสานตอนใต้ ดร.ศุรวิษฐ์ ศิริพาณิชย์ศกุนต์ นายกสมาคมชาติพันธุ์กูยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า บ้านของเขาเคยมีชื่อในภาษากูยว่า ‘ระแงง’ แปลว่า ‘ต้นติ้ว’ ตามลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ในอดีตที่มีต้นติ้วขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก โดยในพื้นที่มีโบราณสถานสำคัญอย่างปราสาทระแงง ก็ถูกกรมศิลปากรเข้ามาบูรณะและเปลี่ยนชื่อเป็น ‘ปราสาทศีขรภูมิ’

IMN Special Live EP.#35 จึงชวนผู้เชี่ยวชาญจากชาติพันธุ์ต่างๆ มาบอกเล่าเรื่องราวของการถูกกลืนกลายทางคำเรียก ภายใต้หัวข้อเสวนา “คำเรียกตนเองสำคัญอย่างไร: ทำไมคำว่า ชนเผ่าพื้นเมือง-ชาติพันธุ์ ต้องฟังจากเจ้าของเรื่อง”

อิ้วเมี่ยน ≠ เย้า, กูย ≠ ส่วย, ปกาเกอะญอ ≠ กะเหรี่ยง

กิตติศักดิ์ รัตนกระจ่างศรี ผู้อาวุโสสภาชนเผ่าพื้นเมือง จากชาติพันธุ์อิ้วเมี่ยน กล่าวว่าคำเรียกชื่อชาติพันธุ์ของเขานั้นคือ ‘อิ้วเมี่ยน’ หรือเรียกสั้นๆ ว่า ‘เมี่ยน’ มีความหมายแปลว่า ‘คน’ โดยคำที่คนภายนอกมักเรียกชาวอิ้มเมี่ยนว่า ‘เย้า’ นั้น เพี้ยนเสียงมาจากคำว่า ‘เหยา’ เป็นคำที่คนจีนใช้เรียกคนหลายๆ กลุ่มชาติพันธุ์รวมกัน ซึ่งมักมีความหมายไปในเชิงดูหมิ่น มองเป็นกลุ่มคนที่ด้อยกว่าคนบนพื้นราบ

เช่นเดียวกับคำว่า ‘ส่วย’ ที่ดร.ศุรวิษฐ์อธิบายว่า มาจากช่วงสมัยรัชกาลที่สามถึงรัชกาลที่สี่ ในช่วงเวลาดังกล่าวชาวกูยต้องส่งเครื่องบรรณาการมาให้อาณาจักรสยาม จึงเป็นคำเรียกติดปากของคนสยามว่าพวกส่วย ที่มาจากการต้องส่งส่วยให้กับพระมหากษัตริย์

สิ่งหนึ่งที่ ดร.ศุรวิษฐ์ สังเกตได้คือ บางคนเคยชินกับการถูกเรียกด้วยคำว่าส่วย จนเชื่อว่านั่นเป็นชื่อชาติพันธุ์ของตนเอง ทำให้เห็นว่าอิทธิพลจากคนภายนอก ที่ถูกสั่งสมส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น ทำให้หลายชุมชนมีภาพจำตามชื่อที่คนนอกเรียก

ดร.ศุรวิษฐ์ยกตัวอย่างชื่อเรียกที่มีความหลากหลายของคนที่พูดภาษาเดียวกัน มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน เช่น บางกลุ่มเรียกตัวเองว่า ‘กวย’ , ‘โกย’ , ‘กูยซูย’ หรือคนที่อยู่บริเวณเชิงเขาหรือบนภูเขาจะเรียกตนเองว่า ‘บรู’ คนกูยที่ทำอาชีพเลี้ยงช้างจะเรียกตัวเองว่า ‘กูยอาเจียง’ เป็นต้น

ด้วยความที่กูยเป็นชาติพันธุ์ใหญ่ มีคนจำนวนมากอาศัยอยู่ในประเทศไทย และมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันตามพื้นที่อยู่อาศัยและวิถีชีวิต ทางสมาคมชาติพันธุ์กูยแห่งประเทศไทย จึงมีมติใช้ชื่อกลางว่า ‘กูย’

ทางฝั่งกลุ่มชาวปกาเกอะญอ อาจารย์ชิอธิบายว่าคำว่า ‘ปกา’ แปลว่า คน ส่วนคำว่า ‘เกอะญอ’ มีความหมายว่า การมีศักดิ์ศรีหรือการไม่ยอมจำนนต่อสิ่งใดง่ายๆ แต่คนจากภายนอกก็ใช้ชื่อเรียกพวกเขาว่า ‘กะเหรี่ยง’ ซึ่งมีความหมายถึง ดอกไม้ชนิดหนึ่ง หรือในบางความหมายแปลว่าคนที่พลัดพรากจากถิ่นฐาน

ดังนั้นแล้วอาจารย์ชิสรุปว่า เรื่องของคำเรียกชื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนั้น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานสำหรับคนในกลุ่มนั้นในการกำหนดชื่อของตนเอง และการยัดเยียดชื่ออื่นจากคนภายนอก ก็เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน

ชาติพันธุ์หรือชนเผ่าพื้นเมือง คำไหนเหมาะสมกับใคร

กิตติศักดิ์ ผู้อาวุโสสภาชนเผ่าพื้นเมือง อธิบายว่าคำว่า ‘ชนพื้นเมือง’ (Indigenous Peopls) ที่นานาชาติเลือกใช้ ถูกนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยสภาชนเผ่าพื้นเมืองให้ใช้คำว่า ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’ โดยคุณสมบัติของการเป็นชนเผ่าพื้นเมืองในบริบทของสภาชนเผ่าพื้นเมือง กิตติศักดิ์ระบุว่าต้องประกอบไปด้วย

  1. การมีวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของตนเอง
  2. มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และมีความผูกพันกับผืนแผ่นดินตรงนั้น
  3. การไม่ใช่คนกลุ่มใหญ่ ที่มีอำนาจครอบงำทางสังคม อีกทั้งมีความประสงค์ที่จะสืบทอดอัตลักษณ์ วัฒนธรรมของตนเองต่อไป

หนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและเด่นชัดตามคุณสมบัติดังกล่าวนี้เช่น ชาวมานิที่อยู่ทางภาคใต้ เป็นต้น

อย่างไรก็ดีการจะเลือกใช้คำว่า กลุ่มชาติพันธุ์ หรือ กลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองนั้น นอกจากเรื่องคุณสมบัติข้างต้นแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของกลุ่มชาติพันธุ์นั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น ชาวกูย ที่เป็นกลุ่มคนดั้งเดิมที่อยู่อาศัยบริเวณแผ่นดินอินโดจีนมานานก่อนการเกิดขึ้นของรัฐชาติสมัยใหม่ในแถบนี้ ดร.ศุรวิษฐ์ นายกสมาคมชาติพันธุ์กูยแห่งประเทศไทย กล่าวว่ามีมติจากทางสมาคมเห็นพ้องกันว่า การใช้คำว่ากลุ่มชาติพันธุ์เป็นคำเรียกที่เหมาะสมกว่า

โดยหลังจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 จะมีกลไกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ มาจากการคัดเลือกตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ละ 5 คน รวมไม่เกิน 300 คน ซึ่งกลไกดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน และร่วมกำหนดคำนิยามต่างๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมกันของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย

โดยในตอนท้ายของ IMN Special Live EP.#35 อาจารย์ชิฝากข้อเสนอแนะไว้ว่า นิยามของคำว่า ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’ ยังเป็นคำที่สังคมไทยต้องมาร่วมกันศึกษา และทำความเข้าใจกันให้มากขึ้นกว่านี้

เพราะวันนี้นิยามของการกำหนดตัวเองผ่านคำ ยังถูกสังคมและรัฐมองแต่บริบทของภัยความมั่นคง ทั้งที่จริงๆ แล้ว เจตนารมณ์ของการใช้คำว่า ‘ชนพื้นเมือง’ ทั่วโลกนั้น ไม่ได้หมายถึงการใช้เพื่อแบ่งแยก แต่เป็นการใช้เพื่อปกป้องสิทธิในการอยู่อาศัยในดินแดนของบรรพบุรุษ และการเข้าถึงการจัดการทรัพยากรที่เท่าเทียมกับคนอื่น

สามารถอ่านบทความการเมืองเรื่องคำ ‘ชนเผ่า ชนชาติ ชาติพันธุ์ ชนพื้นเมือง’ เพื่อทำความเข้าใจที่มาความหมายของแต่ละคำอย่างเจาะลึกได้ที่: https://imnvoices.com/?p=6853

เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ