โครงการล้างพิษสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ล่างตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด มีแนวโน้มต้องขยายเวลาอีก หลังพ้นกำหนดเฟสแรก ระยะเวลา 1000 วัน เตรียมต่อเฟสสองอีก 200 กว่าล้านบาท ด้านรองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษแย้ม อาจมีความจำเป็นต้องดำเนินการต่ออีกหลายเฟส เหตุพบจุดลักลอบทิ้งกากแร่อีกเพียบ ด้านชาวบ้านร้อง กมธ. ขอมีส่วนร่วมในการฟื้นฟู
เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ลงพื้นที่บ้านคลิตี้ ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อรับฟังคำชี้แจงและตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามคำร้องของชาวบ้านคลิตี้ล่าง ว่าขาดการมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ที่ใช้งบประมาณไปกว่า 500 ล้านบาท แต่ยังไม่บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลง ToR พร้อมทั้งติดตามสาเหตุที่ล่าช้า โดยมีหลายหน่วยงานร่วมชี้แจง
โครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ล่าง เป็นผลสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2556 ศาลปกกครองสูงสุด พิพากษาว่ากรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ระงับการปนปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ล่าช้า จึงสั่งให้กำหนดแผนการฟื้นฟูจนกว่าระดับสารตะกั่วที่พบในน้ำ ดิน พืชผักและสัตว์น้ำในลำห้วยตลิตี้กลับมาอยู่ในค่ามาตรฐานเป็นระยะเวลาอย่างน้อยหนึ่งปี ดังนั้น กรมควบคุมมลพิษจึงว่าจ้างที่ปรึกษาให้ทำการศึกษาความเป็นไปได้และจัดทำแผนฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้
ต่อมาเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 คพ. ได้ตกลงว่าจ้างบริษัท เบตเตอร์ เวิร์ลกรีน จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับเหมาทำการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้จากการปนเปื้อนสารตะกั่ว ด้วยงบประมาณแผ่นดินกว่า 454 ล้านบาท โดยมีระยะเวลา 1,000 วัน พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการไตรภาคีที่ประกอบด้วยที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ตัวแทนหน่วยงานรัฐ ตัวแทนภาคประชาสังคม และตัวแทนชุมชนทำหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะ ติดตามการดำเนินงานโครงการ และสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย โดยมีกำหนดประชุมกันเดือนละครั้ง ขณะนี้ โครงการฟื้นฟูได้สิ้นสุดระยะเวลาดำเนินงานพร้อมระยะเวลาที่ได้รับการขยายเพิ่มอีก 82 วันแล้ว เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 แต่ยังไม่บรรลุตัวชี้วัดตามข้อตกลงใน (ToR)

โครงการนี้ถูกตั้งคำถามจากทั้งจากนักวิชาการ ชาวบ้าน และภาคประชาสังคม ถึงความโปร่งใส การขาดการมีส่วนร่วม และวิธีการจัดการมลพิษว่าเป็นไปตามมาตรฐานสากลและตามหลักวิศกรรมศาสตร์หรือไม่
ผศ.ดร. ธนพล เพ็ญรัตน์ นักวิชาการด้านวิศกรรมและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร และคณะกรรมการไตรภาคี ตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินโครงการไม่เป็นไปตามมาตรฐานและหลักวิศกรรมศาสตร์ด้านการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในช่วงแรกที่มีการดูดตะกอนจากลำห้วยห้วย ก่อนบรรจุในถุงเพื่อรีดน้ำออกแล้วปล่อยกลับคืนสู่ลำห้วยโดยตรง ไม่ผ่านบ่อดักตะก่อนหรือกระบวนการกลั่นกรองใด ๆ
จากตัวอย่างที่สุ่มตรวจพบว่าน้ำที่รีดออกจากถุงมีค่าสารตะกั่วปนเปื้อนตั้งแต่ะ 17 มิลิกรัมต่อกิโลกรัม ถึง 90 มิลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเกินกว่าค่ามาตรฐานที่ 0.2 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หรือคิดเป็น 85 ถึง 461 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่อันตรายต่อคนและสัตว์อย่างมาก ดร. ธนพล มองว่านอกจากวิธีการดังกล่าวไม่เป็นไปตามข้อกำหนดใน ToR แล้ว อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายสิ่งแวดล้อมด้วย จึงขอให้ชะลอการดำเนินโครงการ และศึกษาข้อมูลและออกแบบวิธีการที่เหมาะและได้มาตรฐานก่อนเริ่มดำเนินโครงการระยะที่สอง ที่ผ่านมาที่เสนอเรื่องนี้ต่อกรมควบคุมมลพิษแล้ว รวมทั้งได้ร้องเรียนไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแก้ไขปัญหา การออกประทานบัตรเหมืองแร่ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองแร่ ซึ่งพบว่าต่อมามีการปรับปรุงบ่อดักตะกอนให้ดีขึ้น แต่ตนยังเห็นว่าไม่ผ่านมาตรฐาน

ส่วนผู้บริหารของบริษัทผู้รับเหมาในโครงการนี้ ยืนยันว่าได้ดำเนินงานตามขั้นตอนที่กรมควบคุมมลพิษกำหนดหนดไว้ มีการประชุม ปรึกษาหารือกันโดยตลอด แต่หน้างานจริงก็พบอุปสรรคที่ทำให้ไม่สามารถเข้าไปทำงานได้ เช่น ชาวบ้านไม่ยอมให้ใช้พื้นที่ จึงต้องรอให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องประสานงานกัน แต่ขณะนี้ก็สามารถขนดินและตะกอนที่ปนเปื้อนสารตะกั่วขึ้นไปเก็บไว้ที่บ่อเก็บตะกอนนาด 22 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านคลิตี้บน รวมแล้วกว่า 40,000 ตัน

ทางด้าน น.ส. ชลาลัย นาสวนสุวรรณ เยาวชนกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่างกล่าวว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่กังวลเรื่องผลกระทบจากการฟื้นฟู ทั้งเรื่องการฟุ้งกระจายของสารตะกั่วในลำห้วย ที่ชาวบ้านยังต้องพึ่งพาในบางครั้ง “ถึงจะรู้ว่าสายน้ำยังไม่ปลอดภัย แต่บางครั้งชาวบ้านก็ไม่มีทางเลือก เช่นน้ำประปาไม่ไหล หรือคนที่ไปไร่ไปสวน ก็ต้องใช้ ต้องดื่มน้ำจากลำห้วยคลิตี้” ชลาลัย หรือ น้ำ กล่าวเสริมอีกว่าชาวบ้านหลายครอบครัวกังวลว่าอาจต้องสูญเสียที่ดินทำกินไป เพราะการขุดลอกริมตลิ่ง และมีคนมาขอใช้ที่แต่ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร
สำหรับประเด็นนี้ ดร. ชยาวีร์ หวังเจริญรุ่ง ผู้อำนวยการส่วนน้ำเสียชุมชน กรมควบคุมมลพิษชี้แจงว่า ด้วยพื้นที่บ้านคลิตี้ล่างทั้งหมด อยู่ในเขตพื้นที่อนุรักษ์ ทั้งป่าสงวนแห่งชาติ เขตอุทยาน ดังนั้น คพ. จึงได้ทำเรื่องขออนุญาตใช้พื้นที่ตามกฎหมาย โดยขอใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี จากนั้นจะต้องคืนพื้นที่ให้กับกรมป่าไม้ ในกรณีที่มีราษฎรเข้าใช้ประโยชน์ และมีพืชผลอาสินอยู่ ตนเข้าใจว่าทางผู้รับเหมาจะเจรจาชดเชยค่าเสียหายให้ตามราคากลางของตลาด เนื่องจากกรมฯ ไม่ได้ตั้งงบประมาณส่วนนี้ไว้ แต่ยอมรับว่าอาจมีข้อจำกัดในเรื่องของการสื่อสารเนื่องด้วยภาษาที่แตกต่างกัน พร้อมรับปากว่าจะปรับปรุงเรื่องการสร้างความเข้าใจกับชุมชนให้ดีขึ้น
ขณะที่นายสมชาย ทรงประกอบ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าในการดำเนินโครงการ ซึ่งตามข้อตกลงเดิมพร้อมทั้งระยะเวลาที่ขยายเพิ่มอีก 82 วัน (สิ้นสุด 1 พ.ย. 2563) นั้น โดยยอมรับว่ามีความล่าช้าจริง เนื่องด้วยความยากลำบากของพื้นที่ ถนนหนทาง และขั้นตอนการขุดบ่อดักตะกอนเจอมวลหินมากกว่าดิน มีข้อติดขัดเรื่องข้อกฎหมายที่ต้องขอนุญาตหลายหน่วยงานก่อนเข้าใช้พื้นที่เพื่อทำการฟื้นฟู ตลอดจนสภาพพื้นที่หน้างานไม่ตรงกับผลการศึกษาเบื้องต้นของคณะที่ปรึกษา เช่น พบจุดลักลอบทิ้งกากแร่เพิ่มเติมทั้งขนาดใหญ่ และหลุมขนาดเล็กบริเวณบ้านคลิตี้บนใกล้โรงแต่งแร่เดิม ซึ่งอยู่เหนือพื้นที่การฟื้นฟู ดังนั้นหากไม่กำจัดกากแร่เหล่านี้ก่อน เมื่อฝนตกก็จะชะล้างลงสู่ลำห้วยอยู่ดี
“การฟื้นฟู จะต้องทำจากบนลงล่าง ถ้าเราเคลียร์พื้นที่ด้านบนไม่หมด ต่อให้ดูดตะกอนในลำห้วยจนหมดทุกเม็ด หน้าฝนมาน้ำก็พาสารตะกั่วปนเปื้อนเหล่านี้ลงไปอีก”
เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการขยายโครงการต่อจากเฟสที่สอง นายสมชาย ชี้แจงว่าอาจมีความเป็นไปได้ เนื่องจากตรวจพบจุดลักลอบทิ้งกากแร่อีกจำนวนมาก ที่ไม่ได้อยู่ในรายงานการศึกษาฯ ที่ผ่านมาได้ขอความร่วมมือจากกรมอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานและเหมืองแร่ นำเทคโนโลยีการตรวจหากากแร่ที่มีสารตะกั่วปนเปื้อน ที่ติดตั้งบนอากาศยานไร้คนขับมาช่วยตรวจหาแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอผล
ด้านนายปดิภัทธ์ สันติภาดา ประธานกรรมการธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงผลของการติดตามรับฟังข้อเท็จจริงในวันนี้ว่า เบื้องต้นสามารถสรุปได้ 3 ประเด็นสำคัญ เรื่อง เกี่ยวกับความกังวลของชาวบ้านต่อการขอเข้าใช้พื้นที่เพื่อฟื้นฟูลำห้วย ตนเห็นว่าถ้าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ความมั่นใจกับชาวบ้าน โดยมีลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน น่าจะช่วยแก้ไขปัญหาได้ เช่น มีการระบุขอบเขตพื้นที่ กรอบเวลาและระยะเวลา ในการเข้าไปดำเนินงานอย่างชัดเจน พร้อมทั้งแนวทางในการฟื้นฟูที่ดินกลับคืนให้ชาวบ้านหลังใช้พื้นที่เสร็จ
ประการที่สอง ความเห็นทางวิชาการที่ไม่ตรงกัน ต้องมีการตกลงร่วมกันให้ชัดเจนว่าจะใช้เลขฐานอะไร ค่าสารตะกั่วระดับไหนที่ไม่เป็นอันตรายต่อชาวบ้าน และถ้าเป็นอันตรายจะมีการดูแลอย่างไร เช่น การจัดหาน้ำสะอาดให้ หรือการเยียวยาผลกระทบอื่น ๆ โดยต้องเป็นที่ยอมรับร่วมกันของทุกฝ่าย
ประเด็นที่สาม คณะกรรมการไตรภาคี ตนมองว่าเป็นกลไกที่มีพลังมาก หากเปิดให้ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพราะคณะกรรมการไตรภาคีสามารถให้ข้อเสนอแนะ ติดตามตรวจสอบได้ ดังนั้นจะต้องปรับปรุงกลไกนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากนี้ คณะกรรมมาธิการฯ จะติดตามาความคืบหน้าจากรายงานต่าง ๆ ที่ร้องขอจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนประเด็นที่อยู่นอกเหนืออำนาจ เช่น เรื่องที่ดินทำกิน จะต้องประสานกับทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อหามาตรการที่เหมาะสมช่วยเหลือชาวบ้านต่อไป
