วันนี้ เวลา 13.30 น. ที่อาคารรัฐสภา นายณัฐพล สืบศักดิ์วงษ์ ส.ส.ม้ง พรรคก้าวไกล ประธานคณะอนุกรรมาธิการเพื่อพิจารณาศึกษาด้านผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มชาติพันธุ์ สภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถอนฟ้องชาวบ้านกะเหรี่ยงบางกลอยที่ทำกินในพื้นที่ดั้งเดิม และขอให้อัยการพิจารณาไม่ฟ้องชาวบ้านกะเหรี่ยง เนื่องจากขาดเจตนาและรัฐมีนโยบายทั้งกฎหมายแก้ไขปัญหานี้อยู่แล้ว
นายณัฐพลกล่าวว่า จากกรณีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จับกุมนายหน่อแอะ มีมิ บุตรชายปู่คออี้ และชาวบ้านกะเหรี่ยงบางกลอย-ใจแผ่นดิน รวม ๒๑ คน ในข้อหาบุกรุกอุทยานแห่งชาติ ซึ่งชาวบ้านเหล่านี้ถูกเจ้าหน้าที่เผาบ้านและยุ้งฉางในปี ๒๕๕๔ จนนำไปสู่การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย นำโดยปู่คออี้ สุดท้ายศาลปกครองสูงสุดตัดสินว่า เจ้าหน้าที่ปฏิบัติไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ชาวบ้าน ชาวบ้านจึงกลับไปทำกินในพื้นที่เดิม แต่กลับถูกจับกุม
นายณัฐพลกล่าวเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่ต้องทำตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ให้ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ ที่ให้ยุติการจับกุม และให้ความคุ้มครองชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยที่เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ซึ่งตรงกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก สตรี เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎรที่ให้ชะลอการดำเนินคดีกับประชาชน ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๔ ก็รับทราบที่ทุกหน่วยงานเห็นด้วยกับข้อสังเกต แต่กลับพบว่าเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีทั้งสอง และไม่ปฏิบัติตามแนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
นายณัฐพลกล่าวในที่สุดว่า ตนใคร่เรียกร้องให้ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถอนฟ้องชาวบ้านกะเหรี่ยงบางกลอยที่ทำกินในพื้นที่ดั้งเดิม และขอให้อัยการพิจารณาไม่ฟ้องชาวบ้านกะเหรี่ยง เนื่องจากขาดเจตนาและรัฐมีนโยบายทั้งกฎหมายแก้ไขปัญหานี้อยู่แล้ว ซึ่งมีตัวอย่างดังกรณีชาวม้งที่ม่อนแจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ที่อัยการจังหวัดเชียงใหม่ก็สั่งไม่ฟ้องชาวบ้าน และสำรวจการถือครองที่ดินของชาวบ้าน ตามมาตรา ๖๔ แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๖๒ ทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาดูแลกลุ่มชาติพันธุ์ที่กำลังประสบปัญหาสถานการณ์โควิด ๑๙ ไม่ใช่ซ้ำเติมรังแกชาวบ้าน
ทั้งนี้ในการประชุมใหญ่สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๓ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นชอบรายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่อง สภาพปัญหาและแนวทางส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย ซึ่งเสนอโดยคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก สตรี เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ และมีมติให้ส่งรายงานการศึกษาพร้อมข้อสังเกตซึ่งเป็นข้อเสนอแนะให้กับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ข้อสังเกตระบุว่า กระทรวงทรัพยากรและธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ ควรปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง และให้ชะลอการดำเนินคดีกับประชาชน อันเป็นผลจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ.๒๕๖๒ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.๒๕๖๒ และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๖๒ ที่มีผลกระทบต่อชีวิต ความเป็นอยู่หรือวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์โดยตรง กลายเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย ทั้งที่อยู่มาก่อนเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ซึ่งอยู่กันมาหลายชั่วอายุคน
ต่อมาที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๔ มีมติรับทราบผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง เรื่อง สภาพปัญหาและแนวทางส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย ของคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก สตรี เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะข้อสังเกตที่ให้ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ และชะลอการดำเนินคดีกับประชาชน อันเป็นผลจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ.๒๕๖๒ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.๒๕๖๒ และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๖๒ โดยชี้แจงว่า เรื่องคดีความที่มีผลสืบเนื่องมาจากการบังคับใช้กฎหมายของกรมอุทยานแห่งชาติฯ อาจเป็นคดีความที่เกิดขึ้นก่อนจะมีการตราพระราชบัญญัติฉบับนี้
ในขณะที่คณะรัฐมนตรีวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๔ รับทราบทุกหน่วยงานปฏิบัติและเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ในการชะลอการดำเนินคดีกับประชาชน แต่วันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๖๔ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กลับจับกุมนายหน่อแอะ มีมิ บุตรชายปู่คออี้ และชาวบ้านกะเหรี่ยงบางกลอย-ใจแผ่นดิน รวม ๒๑ คน ในความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒ ทั้งที่อยู่มาก่อนเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ซึ่งอยู่กันมาหลายชั่วอายุคน
สภ. แก่งกระจานแจ้งทนายว่ายังไม่ส่งฟ้องชาวบ้าน

ขณะที่ความเคลื่อนไหวล่าสุด สำนักข่าวประชาไท รายงานว่า พนักงานสอบสวน สภ. แก่งกระจาน ได้ประสานมายังทนายความว่ายังไม่ส่งฟ้องศาลจังหวัดเพชรบุรี คดีชาวบ้านบางกลอย 28 ราย ข้อหาบุกรุกป่า ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ในวันที่ 28 พ.ค.นี้ อัยการสั่งให้สอบพยานนักวิชาการเพิ่ม 7 คนตามข้อเรียกร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งคาดว่าเป็นผลจากที่ภาคีเซฟบางกลอยได้ไปกดดันให้ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน รวมทั้งการพัฒนาและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่บ้านบางกลอย ให้ชะลอการส่งสำนวนฟ้องชาวบ้านบางกลอย เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
สำหรับนักวิชาการที่ชาวบ้านเรียกร้องให้อัยการสอบปากคำเพิ่มเติมทั้ง 7 รายนั้น ประกอบด้วย
- นางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
- ดร. สมศักดิ์ สุขวงศ์ ผู้ก่อตั้งและอดีตผู้อำนวยการบริการบริหาร ศูนย์วนศาสตร์ชุมชน (RECOFTC)
- ดร. กฤษฎา บุญชัย สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา
- นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม
- นางสุนี ไชยรส อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
- รศ.ดร. นฤมล อรุโณทัย ผู้อำนวยการสภาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ศ.ดร. ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ตามรายงานระบุว่า แม้จะชะลอการส่งฟ้องดำเนินคดีกับชาวบ้านแล้วกตาม แต่ภาคีเซฟบางกลอยยังไม่นิ่งนอนใจ และจะคอยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด