เมื่อ 14 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมาที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีการจัดกิจกรรม “เวทีสร้างความร่วมมือภาคประชาสังคมกับการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568” ขึ้น เพื่อร่วมกันทบทวนสาระสำคัญของกฎหมายชาติพันธุ์ฯ รวมถึงบทบาท หน้าที่ และภารกิจของแต่ละภาคส่วนในการขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพราะในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้ระบุถึงบทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชน ภาคประชาสังคม และเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องการสนับสนุนพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ การส่งเสริมการมีส่วนร่วม และการสร้างความเข้าใจต่อกฎหมายในระดับพื้นที่ ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างองค์กรพัฒนาเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อร่วมกันผลักดันการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป

เพราะที่ผ่านมา หลายองค์กรได้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเด็นเรื่อง “กลุ่มชาติพันธุ์” และ “ชนเผ่าพื้นเมือง” ให้เป็นที่ยอมรับในสังคมไทย รวมถึงสร้างกระบวนการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง การจัดกิจกรรมดังกล่าว จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์ ระดมความคิดเห็นต่อกลไกการมีส่วนร่วมที่มีอยู่ รวมถึงการผลักดันให้กลไกต่าง ๆ สามารถทำงานได้จริงในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ การจัดตั้งและคัดเลือกสมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ตลอดจนการเปิดพื้นที่ให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม โดยได้รับการตอบรับจากภาคประชาสังคมในภูมิภาค เช่น มูลนิธิรักษ์ไทย มูลนิธิศุภนิมิตรแห่งประเทศไทย มูลนิธิรักษ์เด็ก มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ มูลนิธิฟื้นฟูสิทธิชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (ภาคเหนือ) เครือข่ายเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง และภาคีเครือข่ายประชาสังคมที่เกี่ยวข้องรวม 19 องค์กร
นิตยา เอียการนา ผู้อำนวยการสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย เริ่มต้นด้วยการระบุว่า ตนอยากหใเกิดกระบวนการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องเพราะภาคีองค์กรต่าง ๆ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ โดยเฉพาะการสร้างพื้นที่รูปธรรมและส่งเสริมการจัดการตนเองของชุมชนแม้แต่ละองค์กรมีบทบาทและประเด็นการทำงานที่แตกต่างกัน แต่ล้วนยังสามารถหนุนเสริมกันในการดำเนินงานได้
เฉพาะอย่างยิ่งบริบทของปัจจุบันที่มีชุมชนร่วมกระบวนการจัดการตนเองมากกว่า 400 ชุมชน ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็มีจุดเด่นและรูปแบบการจัดการที่หลากหลายแต่มีความเชื่อมโยงกันตั้งแต่ระดับพื้นที่ เช่น เครือข่ายลุ่มน้ำ เครือข่ายเผ่า และเครือข่ายตามประเด็นงาน กลไกเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการสร้างพื้นที่รูปธรรม และส่งเสริมให้พี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองได้รับสิทธิในฐานะชนเผ่าพื้นเมืองตามอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของตนเอง เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี
ขณะที่ยังมีข้อสังเกตจากทั้งนักวิชาการ และตัวแทนเยาวชนว่ากฎหมายดังกล่าวยังเป็นเพียงหลักการที่ไม่สามารถนำมาใช้บังคับในสถานการณ์ของประชาชนในพื้นที่ได้จริง โดย ทรงพลศักดิ์ รัตนวิไลลักษณ์ รองผู้อำนวยการสมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (PASD) สะท้อนความตลกร้ายของปัญหาการสื่อสารนโยบายรัฐว่า ชุมชนจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย
“คนอีกเยอะมากที่ผมลงพื้นที่หลายๆ พื้นที่เนี่ย เขาไม่เข้าใจเจตนาของกฎหมายตอนนี้ ถ้าย้อนไปอ้างกันถึงมติ ครม. ฟื้นฟูวิถีชีวิตกะเหรี่ยง กะเหรี่ยงคุยกะเหรี่ยงยังไม่รู้เรื่องเลยครับ ผ่านไป 15-16 ปีแล้ว ถ้าการมีกฎหมายนี้แล้วชาวบ้านไม่รู้เรื่องก็จะไม่สามารถใช้สิทธิได้จริง ซึ่งสิ่งนี้ผมคิดว่ามันน่ากลัว”

สอดคล้องกับมุมมองของตัวแทนเยาวชน ศรสวรรค์ วัจน์นาถรุ่งโรจน์ ที่สะท้อนว่า คนรุ่นใหม่รับรู้ว่ามีกฎหมาย แต่ยังไม่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น”ในกลุ่มของเยาวชนที่ได้รับรู้มา รู้สึกว่ายังไม่ได้เห็นความกระตือรือร้นหรือความเข้าใจมากขนาดนั้น… มันยังเห็นมิติของการที่โอเค ถ้ามันไม่มี มันก็อยู่แบบเดิมได้”
ทางด้าน สุมิตรชัย หัตถสาร อำนวยการศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น ผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันและร่วมร่างกฎหมายชี้ให้เห็นถึงเส้นทางการต่อสู้ว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นผลผลิตจากทั้งแรงกดดันระดับสากลและการขับเคี่ยวทางการเมืองในสภา แต่การมีส่วนร่วมจากประชาชนยังต้องช่วยกันตั้งคำถาม
“กฎหมายฉบับนี้เนี่ยมันเกิดขึ้นจากข้างบนลงมาข้างล่าง มันไม่ได้เกิดขึ้นจากข้างล่างขึ้นไปข้างบน หากลองมองผ่านสถานการณ์เรื่องการจัดการทรัพยากรโดยชุมชน สิทธิในที่ดิน วิถีชีวิตดั้งเดิม หรือการมีส่วนร่วมของชนเผ่าพื้นเมือง ยังไม่เห็นว่าพี่น้องชนเผ่าฯ จะได้รับการให้ความสำคัญเท่าที่ควร ขณะเดียวกัน ประเด็นใหม่ ๆ ทางนโยบายที่เกิดขึ้น เช่น คาร์บอนเครดิต หรือความหลากหลายทางชีวภาพ ก็กำลังกลายเป็นสถานการณ์ที่มากระทบโดยตรงและอาจทำให้เกิดความขัดแย้งกันของนโยบาย เพราะหลายหน่วยงานโดยเฉพาะฝั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังให้น้ำหนักกับมิติการอนุรักษ์เป็นหลัก โดยอาจขาดความเข้าใจมิติเรื่องสิทธิชาติพันธุ์ วิถีชีวิต และการจัดการทรัพยากรโดยชุมชน จึงจำเป็นต้องสร้างกระบวนการสื่อสารและทำความเข้าใจกับฝ่ายนโยบายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เห็นว่ากลุ่มชาติพันธุ์ไม่ใช่อุปสรรคของการอนุรักษ์ แต่เป็นส่วนสำคัญของการร่วมดูแลและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ”

อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้หารือร่วมกันผ่านการระดมความเห็นจนสามารถสรุปสถานการณ์เร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายออกมาได้ 3 ประการคือ
- ชุมชนยังไม่เท่าทันต่อกฎหมายและนโยบายด้านป่าไม้และที่ดิน ทำให้ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมาย เช่น มาตรา 64 และ 121 ซึ่งหลายพื้นที่มองว่าเป็นการคุกคามชุมชน กรณีการปักป้ายโครงการนำร่องการใช้ประโยชน์ที่ดินปี 2562 ในพื้นที่แม่แตงและลำพูน พบว่าชุมชนที่มีความเข้มแข็งและมีความเข้าใจกฎหมาย เจ้าหน้าที่ไม่สามารถดำเนินการได้ ขณะที่ชุมชนที่ขาดข้อมูลและไม่กล้าปฏิเสธกลับได้รับผลกระทบมากกว่า จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่พี่น้องชุมชนจะต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชบัญญัติชาติพันธุ์ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการคุ้มครองสิทธิของตนเองและชุมชนได้อย่างเหมาะสมการสื่อสารข้อความหลัก พ.ร.บ. มีเพื่ออะไร ประโยชน์ และคุณประโยชน์อย่างไร จึงต้องเร่งสร้างความเข้าใจกับชุมชน
- ประเด็นกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ ยังเป็นเรื่องที่หลายชุมชนเผชิญอยู่ แต่ที่ผ่านมา ยังไม่ได้มีการเชื่อมโยงหรือบูรณาการประเด็นนี้เข้ากับการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ฯอย่างชัดเจน ทั้งที่ในความเป็นจริงเรื่องสถานะบุคคล สิทธิขั้นพื้นฐาน และการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ ล้วนเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีของกลุ่มชาติพันธุ์โดยตรง จึงเป็นประเด็นที่ควรนำมาพิจารณาและเชื่อมโยงเข้ากับการขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้มากขึ้นในอนาคต
- ประเด็นการยกเลิกคำสั่งและระเบียบเกี่ยวกับโฉนดชุมชน เป็นอีกข้อกังวลสำคัญ เพราะที่ผ่านมาเกิดการแย่งชิงนิยามและการบิดเบือนความหมายของ “พื้นที่คุ้มครอง” ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ โดยในความเข้าใจของหลายชุมชน พื้นที่คุ้มครองควรหมายถึงการรับรองพื้นที่จัดการของชุมชนในภาพรวม ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับแนวคิดโฉนดชุมชน
จากนั้นที่ประชุมได้ขอความร่วมมือให้แต่ละองค์กรร่วมกันจัดทำกรอบภารกิจ ว่าสามารถมีส่วนร่วมอย่างไรได้บ้างกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งร่วมกันยืนยันข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับชุมชน โดยเฉพาะชุมชนที่สามารถจัดการตนเองได้ เพื่อนำมาสู่การกำหนดกรอบแนวทางความร่วมมือต่อกันได้ในระยะถัดไป
ท้ายที่สุด ชูพินิจ เกษมณี ผู้อาวุโสสภาชนเผ่าพื้นเมืองฯ ได้สรุปและปิดการจัดกิจกรรมโดยเน้นย้ำความร่วมมือของประชาสังคมที่จะเป็นประโยชน์ในอนาคตว่า
“การทำงานอย่างโดดเดี่ยวไม่เพียงพออีกต่อไป จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างเครือข่ายและองค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะเมื่อหลายกฎหมายและนโยบายยังขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนและหลักจริยธรรม ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของขบวนการชนเผ่าพื้นเมือง จากเดิมที่เป็นสมัชชาชนเผ่าแห่งประเทศไทย จนพัฒนามาเป็น สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการรวมพลังและความร่วมมือระหว่างองค์กรที่ทำงานกับชนเผ่าพื้นเมืองอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ความร่วมมือนี้ทำให้เกิดตัวตนและพลังในการทำงานร่วมกันอย่างชัดเจน หลังจากนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการเรียนรู้เกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้อย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะนำไปใช้ในทางปฏิบัติ”

กองบรรณาธิการ: IMN