11 ปี มติ ครม. 3 สิงหาคม 53 และปีที่ 23 ของเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม

เรียบเรียงโดย ภัทรภร วิวัฒนาการ

กว่า 23 ปีที่ผ่านมา เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินการขับเคลื่อนงานมาอย่างยาวนาน จนเกิดผลงานอันเป็นรูปธรรม คือ มติ ครม. 3 สิงหาคม 2553 เรื่อง แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง แต่ในห้วงเวลาที่ผ่านมา 11 ปี ที่ยังไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินงานตามมติดังกล่าว จึงถึงเวลาที่พี่น้องเครือข่ายกะเหรี่ยงฯ ต้องมาร่วมทบทวนกันว่า เครือข่ายควรมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงอย่างไรเพื่อให้ก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ได้จัดเวทีพูดคุยเกี่ยวกับ “บทเรียน11ปี มติ ครม.3 สิงหาคม 2553 และ 23 ปี เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม” โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะ “ทบทวน(Review) โครงสร้างการดำเนินการและการขับเคลื่อนกิจกรรมของเครือข่าย เพื่อการ “ปรับปรุง” (Reset) โครงสร้างและกลไกการทำงานและข้อมูลเครือข่าย และเริ่ม “ขับเคลื่อนงาน” (Re-start) ทั้งระดับภาพรวมและระดับเขตของเครือข่ายฯ ตามแผนงานที่ได้วางเอาไว้ โดยใช้ศักยภาพของแต่ละพื้นที่ในการขับเคลื่อนกิจกรรม ผ่านกระบวนการเอกภาพบนความหลากหลาย (Unity on diversity)

 

จากจุดกำเนิด..สู่ก้าวที่ยี่สิบสามของเครือข่ายกะเหรี่ยงฯ

เราได้รับรู้ถึงจุดกำเนิดของเครือข่ายกะเหรี่ยงฯ จาก ดร. ประเสริฐ ตระการศุภกร ว่า เกิดจากการรวมตัวกันของ “สามทหารเสือ” คือ อ.วุฒิ บุญเลิศ, อ.ทิพย์ ฤาชัยตระกูลและ อ.ประเสริฐ ตระการศุภกร ด้วยเจตนารมณ์ในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่พี่น้องกะเหรี่ยง โดยได้ทุนดำเนินการเริ่มแรกจากโครงการช่วยเหลือชุมชนอย่างเร่งด่วน ของสถานทูตญี่ปุ่น และดำเนินการภายใต้องค์กร IMPECT โดยใช้ฐานแนวคิดสำคัญที่ปรับมาจาก “ธา” บทเพลงของกะเหรี่ยง ในการ “ร่วมเกาะเกี่ยว เชื่อมโยงกันไว้ ให้พี่น้องกะเหรี่ยงมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”  แต่แยกกันไปทำงานพัฒนาในแต่ละพื้นที่ของตนเอง

สามแกนนำก่อตั้งเครือข่ายกะเหรี่ยงในยุคต้น (จากซ้าย – ขวา: วุฒิ บุญเลิศ / ดร.ประเสริฐ ตระการศุภกร / ทิพย์ ฤาชัยตระกูล) / ขอบคุณภาพถ่ายจากเฟสบุ๊ค Tip Ruchaitrakul

หลังจากปีที่ 23 ก้าวต่อไปจะเป็นอย่างไร?

               อ.ทิพย์ ฤาชัยตระกูล มองว่า เครือข่ายต้องการขับเคลื่อนมิติองค์รวมของมนุษยชาติในองค์รวมทั้ง เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ต้องครอบคลุมทุกมิติของความเป็นมนุษย์ เราต้องมองตัวเองเป็นสมาชิกประชาคมโลกที่อยู่ร่วมกันในทุกมิติของเพื่อนร่วมโลกและธรรมชาติ ดินน้ำลมไฟ สรรพสัตว์สรรพชีวิตที่มองเห็นและไม่เห็น ต้องสร้างคนในทุกมิติ เพราะการสร้างองค์กร ต้องการคนที่ทำงานในหลายมิติ เร็วกว่าสายฟ้า เบากว่าสำลี มีให้ครบทุกด้าน เพราะทุกวันนี้ ประวัติศาสตร์ของเรากำลังถูกรื้อถอน  เราไม่ได้รับการยอมรับในการมีอยู่มาก่อน ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องใช้ฐานประวัติศาสตร์มาขับเคลื่อน  และต่อไปในอนาคต เครือข่ายจะอยู่ในมือคนรุ่นใหม่ เราจึงต้องคำนึงถึงพลวัตและนวัตกรรม การขับเคลื่อนไม่หยุดนิ่ง ไม่ย้อนกลับ แต่ใช้ความเก่าแก่ของวัฒนธรรมมาผลักดันให้ก้าวไปข้างหน้า  มีนวัตกรรมมาสร้างรูปธรรมการขับเคลื่อนใหม่ๆต่อไป

23 ปีที่ผ่านมา เราทำอะไรกันบ้าง?

ในมุมมองของสมาชิกเครือข่าย มีประเด็นหลากหลายที่ต้องปรับปรุง ทั้งในเรื่องขององค์กร บุคลากร วิสัยทัศน์ โครงสร้างการดำเนินงาน ที่ต้องมุ่งเน้นการดำรงสืบทอดและพัฒนาความเป็นกะเหรี่ยงอย่างยั่งยืนและสมานฉันท์ ในสังคมที่หลากหลาย เพื่อใช้วิถีภูมิปัญญาในการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน  และเน้นการลบภาพอคติที่มีต่อกลุ่มชาติพันธุ์ของสังคม  และสร้างมิติในเรื่องของความเท่าเทียมทางเพศเพิ่มมากขึ้น ในการพยายามส่งเสริมบทบาทสตรีให้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน  ปรับปรุงยุทธศาสตร์ในการใช้ชุดความรู้ประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่น  การพัฒนาด้านเศรษฐกิจชนเผ่า การสร้างนักสื่อสารหรือ ประชาสัมพันธ์ของเครือข่าย ในรูปแบบออนไลน์ หรือการรณรงค์ หนังสั้น ดนตรี เป็นต้น รวมถึง ความคาดหวังที่จะ การก้าวไปสู่การมีบทบาทระดับโลก ด้วยการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศ เช่น IUCN เพื่อให้มีพื้นที่ในระดับสากล  รวมไปถึงเพิ่มคณะทำงานระดมทุน การขอทุน และกระบวนการตรวจสอบร้องเรียน เป็นต้น

การก้าวเดินของเครือข่ายกะเหรี่ยงฯ อย่างยั่งยืน

ในมุมมองของเยาวชนอย่าง วาพอ  มณฑาอารี    เยาวชนจากมอวาคี มองว่าก่อนที่จะก้าวไปในระดับเครือข่าย เราต้องสร้างกลุ่มในพื้นที่ของตัวเองให้เข้มแข็งก่อน เช่น กลุ่มเยาวชน สตรี แล้วมาคุยกันว่าจะมีแผนพัฒนาชุมชนอย่างไร แล้วเอาความคิดเห็นนี้ ไปเสนอเครือข่าย ควรมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในแต่ละครั้งกับผู้นำและชาวบ้านในชุมชนให้เข้าใจมติ ครม.ก่อนการขับเคลื่อนงาน เพราะแต่ละพื้นที่จะมีการเปลี่ยนผู้นำบ่อยและมีเยาวชนรุ่นใหม่ ซึ่งไม่เข้าใจกลไกการทำงานของพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ จึงควรมีการแลกเปลี่ยนพูดคุยกันทุกปี

คุณพิราวรรณ วงศ์นิธิสถาพร สายเลือดกะเหรี่ยงรุ่นใหม่ ที่ทำงานกับองค์กรระหว่างประเทศด้านสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง เห็นว่าความเข้มแข็งของเครือข่ายต้องเกิดจากโครงสร้างที่มีธรรมนูญและกฎระเบียบต่างๆที่ทันสมัย  และชุมชนจะต้องเข้มแข็ง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องยืดหยุ่น ปรับตัวได้ในสถานการณ์ปัจจุบันเมื่อนโยบายรัฐเปลี่ยนแปลงไป จะทำอย่างไรให้ชุมชนยืนหยัดได้ ต้องรวมตัวกันและเชื่อมโยงกับเครือข่ายอื่นนอกเหนือจากในพื้นที่ เช่น เครือข่ายสื่อ วิชาการ ภาคเอกชนที่เราไม่เคยเข้าไปถึง เครือข่ายกะเหรี่ยงฯ ซึ่งประเด็นที่ควรมุ่งเน้นตอนนี้ คือ ประเด็นที่ดิน เพื่อขับเคลื่อนร่วมกันกับมูลนิธิประสานความร่วมมือชนเผ่าพื้นเมืองเอเชีย หรือ AIPP และสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยด้วย

ถ้าอยากให้ภาพฝันเป็นจริง ต้องมียุทธศาสตร์อะไรบ้างในสิบปีข้างหน้า?

อ.ขวัญชีวัน บัวแดง ให้ข้อคิดเห็นว่าเครือข่ายยังมีความจำเป็นอยู่มาก เพราะสังคมในทุกวันนี้เปลี่ยนไปมาก คนกะเหรี่ยงเองก็เปลี่ยนไป มีปัญหาในหลายประเด็น ดังนั้น ต้องมีกลุ่มที่หลากหลายเพื่อมาแก้ปัญหาที่หลากหลาย จึงต้องมีเครือข่ายเพื่อสนับสนุนให้กลุ่มต่างๆเข้มแข็ง เครือข่ายต้องยืดหยุ่น ไม่เน้นระเบียบแบบโครงสร้างแบบประเทศ เครือข่ายต้องเคลื่อนไหวเชื่อมโยงผู้คน มีหน้าที่หนุนช่วย เปิดเวที พร้อมเผชิญหน้ากับผู้มีอำนาจเพื่อการต่อรองร่วมกับภาคี โดยมีเป้าหมายให้ชุมชนกะเหรี่ยงแก้ปัญหาได้ด้วยตนเองและพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้

ซึ่งในส่วนของ อ.ชูพินิจ  เกษมณี และ สส.มานพ คีรีภูวดล มองว่าจุดอ่อนของเครือข่าย คือฐานข้อมูลสมาชิกที่ไม่ครอบคลุม และเห็นพ้องกับการเข้าไปเป็นสมาชิกองค์กรระดับสากล เช่น IUCN เพราะจะทำให้มีพื้นที่ในระดับสากล

แต่สิ่งสำคัญคือ ความเป็นเครือข่าย ต้องประกอบด้วยสองบุคลิก คือ ต้องเชื่อมโยงกัน แต่อิสระต่อกัน ไม่บังคับหรือขึ้นตรงต่อกันและกำหนดภารกิจที่ชัดเจนในการเป็นโซ่ข้อกลางเพื่อเชื่อมร้อยประเด็น ข้อมูลข่าวสาร ระบบสื่อสาร สิทธิกฎหมาย และการแก้ไขสถานการณ์ปัญหาร่วมกันให้แก่สมาชิก

จะสร้างสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร

คำว่ากะเหรี่ยง สัมพันธ์กับความเป็นธรรมชาติ เป็นจุดแข็ง แต่การที่จะสร้างสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้น เป็นโจทย์ใหญ่ ต้องมีทั้ง movement และ management ซึ่ง ดร.สมคิด แก้วทิพย์ บอกว่า เราจำเป็นที่จะต้องทำงานร่วมกับชาติพันธุ์อื่น ต้องมองภาพกว้างให้เป็นมุมของความเป็นประชาชน และพัฒนาเป็นเครือข่ายเชิงประเด็น มียุทธศาสตร์ซ้อนยุทธศาสตร์ มีการสร้างเยาวชนกะเหรี่ยงรุ่นใหม่ เน้นการสร้างตัวตน สร้างคน สร้างฐานชุมชน และความเข้มแข็ง ในระดับชุมชน และระดับประเทศ ที่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน

ภาพถ่ายมุมสูงไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งที่ชาวกะเหรี่ยงยืนยันว่าสามารถอยู่กับป่าได้อย่างกลมกลืน และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติด้วย /ภาพโดย อาฟู่ บะเชอะ – imnvoices.com

11 ปีมติครม. เราจะเดินต่อไปอย่างไร?

ในมุมของ อ.อภินันท์ ธรรมเสนา ศูนย์มนุษยวิทยาฯ  คิดว่า ความสำเร็จของเครือข่ายคือ กระบวนการทำงานของเครือข่ายที่มีการรวมกันเป็นพื้นที่รูปธรรม มีแก่นกลางยึดโยงซึ่งกันและกัน แต่เครือข่ายฯ ควรสร้างประเด็นใหม่ที่ชัดเจนในการทำงานร่วมกัน ค่อยๆแก้ปัญหาไปทีละประเด็น และเน้นการสร้างคนรุ่นใหม่เพื่อมาต่อยอดในการทำงาน

ที่สำคัญคือ การทำงานของเครือข่าย ต้องมีกลไกกลาง ไม่จำเป็นต้องทำเหมือนกันไปหมด แต่ต้องแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง ต้องสร้างแนวร่วมในการทำงานให้ได้ทั้ง เครือข่ายวงในในกลุ่มกะเหรี่ยงด้วยกันเอง และเครือข่ายวงนอก คือองค์กรอื่นๆ เป็นเครือข่ายสนับสนุนเน้นการสร้างกระบวนการสืบสาน ที่เป็นมิติเชิงบวก ไม่เน้นเชิงลบ และทำให้ภายนอกรับรู้ว่า เรามี ปัญหาแต่เราแก้ปัญหาได้ด้วยศักยภาพของเราเอง และการรวมตัวเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งนั้น จะทำให้เกิด “สี่กำลัง” คือ  “เสริมกำลังคน  เสริมกำลังปัญญา – เสริมกำลังทรัพย์ และ เสริมกำลังใจ” ซึ่งจะช่วยให้เราก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง

“แถลงการณ์เครือข่ายกะเหรี่ยงฯ ในวาระครบรอบ 11 ปี มติ ครม.”

            การเสวนาในวันนี้ เราปิดท้ายด้วย การแถลงการณ์เครือข่ายกะเหรี่ยงฯ ในวาระครบรอบ 11 ปี มติ ครม. ซึ่งสรุปได้ว่า กว่า 11 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีการปฏิบัติตามแนวทางในมติครม. 3 สิงหาคม อย่างเป็นรูปธรรม ยังมีการเลือกปฏิบัติของเชื้อชาติ โดยใช้วิธีการอนุรักษ์แบบเดิมคือ การไล่คนออกจากผืนป่าและแผ่นดินบรรพบุรุษ โดยใช้มโนทัศน์ที่เน้นเรื่องความมั่นคงของรัฐ แต่กลับไม่เน้นความมั่นคงของมนุษย์ ทางเครือข่ายจึงต้องการส่งเสียงผ่านข้อเรียกร้องในการส่งเสริมปกป้องคุ้มครองพี่น้องกะเหรี่ยง ให้พี่น้องกะเหรี่ยงในไทยและทั่วโลกยืนหยัดสิทธิตามหลักมนุษยชนสากลและตามรัฐธรรมนูญไทยให้สืบทอดวัฒนธรรมตามวิถีผ่านเครือข่ายกะเหรี่ยง โดยขอให้รัฐบาลมีกลไกรูปธรรมสนับสนุนคุ้มครองเขตวัฒนธรรมพิเศษและการทำไร่หมุนเวียนที่ต้องได้รับการเคารพฟื้นฟูอย่างจริงจัง และปฏิบัติตามข้อเสนอของคณะกรรมการมรดกโลกในการคุ้มครองสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองในพื้นที่ป่าแก่งกระจาน รวมทั้งสนับสนุนการผลักดันพรบ.คุ้มครองวิถีชนเผ่าให้ผ่านสภาฯ

ป้ายประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษแห่งแรก ตามมติ ครม. 3 สิงหาคม 2553 ที่บ้านหินลาดใน อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย /ภาพโดย พนม ทะโน

แต่สิ่งที่พี่น้องชาวกะเหรี่ยงต้องการมากที่สุด และอยู่ในใจความสำคัญของแถลงการณ์นี้ คือ จะทำอย่างไรให้พวกเราได้รับความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม และทำให้สิทธิทางวัฒนธรรม เท่ากับ สิทธิมนุษยชน ซึ่งยังเป็นคำถามที่พวกเราต้องทวงถามคำตอบ แม้จะผ่านมายาวนานถึง 11 ปี และหวังว่าจะไม่เป็นเพียงคำตอบที่มีอยู่แต่ในสายลม…


สนับสนุนบทความโดย

ความคิดเห็นในเอกสารฉบับนี้เป็นของผู้เขียน และไม่จำเป็นต้องเป็นความคิดเห็นขององค์การสหประชาชาติ รวมถึงโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ และรัฐสมาชิก โดยเป็นการตีพิมพ์เอกสารอย่างอิสระซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป

The views expressed in this publication are those of the author(s) and do not necessarily represent those of the United Nations, including UNDP, or the UN Member States. This report is an independent publication with financial support from the European Union.