ไล่รื้อ ข่มขู่ แย่งชิง: ความหวังและความฝันของชาวเลอูรักลาโว้ย ในเงื้อมมือทุนและรัฐ

อรสา ศรีดาวเรือง

ภาพวิถีชีวิตชาวเล /ธนาวุฒิ ฤทธิ์ช่วย

“เราไม่ได้ทำลายทรัพยากร เราอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติกว่าคนกลุ่มอื่นๆ เสียด้วยซ้ำ เป็นผู้ที่ดูแลธรรมชาติเสียด้วยซ้ำ”

น้ำเสียงของ แสงโสม หาญทะเล คุณครูโรงเรียนบ้านเกาะหลีเป๊ะ วัย 38 ปี 

ไม่ใช่การตัดพ้อ ไม่ใช่การก่นด่าหรือโกรธเคืองโวยวาย เธออธิบายด้วยความใจเย็น และไม่รู้ว่านี่คือการอธิบายครั้งที่เท่าไหร่แล้วตลอดชีวิตที่ผ่านมา การถูกกล่าวหาว่าชาวเลเป็นผู้ทำลายล้างโดยชนชั้นที่มีอำนาจเหนือกว่ามายาวนาน เพื่อสร้างความชอบธรรมในการละเมิดสิทธิของพวกเขา ครูแสงโสมและชาวอูรักลาโว้ยบนเกาะหลีเป๊ะ เผชิญสิ่งนี้มานับครั้งไม่ถ้วน

“เวลาที่ไม่มีนักท่องเที่ยว ก็มีแต่ชาวเลที่ออกไปเฝ้าน่านน้ำ เวลาจะมีเรือประมงพาณิชย์หรือเรือชาวต่างชาติที่แอบเข้ามาขโมยประการังบ้าง ขโมยปลาสวยงามบ้าง หรือปล่อยให้ประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่มาหาปลาในพื้นที่ใกล้ชายฝั่ง ชาวเลนี่แหละที่คอยไปเฝ้า คอยเป็นหูเป็นตา”

ซ้าย – วิทวัส เทพสง / ขวา – แสงโสม หาญทะเล

ก่อนปี 2553 ชาวเลถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ

หนึ่ง ประมงพื้นบ้านที่เป็นคนพื้นถิ่นดั้งเดิม 

สอง ชาติพันธุ์มอแกน

สาม ชาติพันธุ์มอแกลน

สี่ ชาติพันธุ์อูรักลาโว้ย 

ทว่าหลังปี 2553  ชาวเลจึงถูกนิยามใหม่ออกเป็นสามกลุ่ม คือ 

หนึ่ง – มอแกน ชาวเลที่เกาะเหลา เกาะพยามและเกาะสินไหในจังหวัดระนอง หมู่เกาะสุรินทร์ ในจังหวัดพังงา และหาดราไวย์ ในจังหวัดภูเก็ต

สอง – มอแกลน ชาวเลที่เกาะพระทอง และหมู่บ้านชายฝั่งทะเลกว่ายี่สิบหมู่บ้านในจังหวัดพังงา และภูเก็ต

สาม – อูรักลาโว้ย ชาวเลที่อาศัยอยู่บนเกาะต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ต กระบี่ ตรังและสตูล

คนในสังคมไทยอาจเริ่มคุ้นชื่อและได้รู้จักกับพวกเขา ในช่วงเหตุการณ์สึนามิปี 2547 แม้ชาวเลจะดำรงอยู่ในแผ่นดินไทยมาอย่างยาวนานกว่า 300 ปีแล้วก็ตาม พวกเขาอยู่อย่างไร้ตัวตน ไร้การรับรู้ ไร้การยอมรับ ดังเช่นคำพูดของ วิทวัส เทพสง ผู้​ประสาน​งานเครือข่าย​ชนเผ่าพื้นเมือง​ภาคใต้ ที่ได้กล่าวว่า 

“คนไทยรู้จักอินเดียนแดงนะ มีรูปอินเดียนแดงติดที่บ้านอย่างสวยงาม แต่คนจำนวนน้อยมากที่รู้ว่า ประเทศไทยมีชาวเลเป็นคนชนเผ่าพื้นเมืองเหมือนกัน และถูกกระทำจากรัฐในรูปแบบเดียวกับคนอินเดียนแดงเลย”

“ประวัติศาสตร์ชาติที่ถูกสอนโดยรัฐ จากแบบเรียนของรัฐ แสดงให้เห็นว่า ทันทีที่มีคนออกมาพูดถึงพี่น้องชาติพันธุ์ในรูปแบบของกลุ่มคนดั้งเดิมก่อนจะมีรัฐชาติ ข้อเท็จจริงนี้จึงไม่ถูกยอมรับ นี่คือปัญหา ข้อมูลที่รัฐไทยยอมรับ นั่นคือประเทศนี้ ชนชั้นศักดินาคือผู้สร้าง” 

(วิทวัส เทพสง ผู้​ประสาน​งานเครือข่าย​ชนเผ่าพื้นเมือง​ภาคใต้ / ภาพ leadership for the future

เราตั้งโจทย์การสนทนากับ ‘ครูแสงโสม’ และ ‘วิทวัส’ ผ่านสิ่งที่เรียกว่า ‘บาฆัด’ หลังเหตตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี ได้ยื่นปิดประกาศถึง 2 ครั้ง ในเดือน กรกฎาคม และเดือนกันยายน  2564 เพื่อแจ้งให้ชาวบ้านรื้อถอนบาฆัดออกจากพื้นที่ หากไม่รื้อถอนจะดำเนินการตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติปี 2562 

การติดประกาศคำสั่งให้รื้อถอน ‘บาฆัด’ (ทับหรือเพิงพักระหว่างรอการออกเรือ) ของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลที่เกาะจำ ตำบลศรีบอยา อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ซึ่งตั้งอยู่ที่หน้าหาดเพื่อใช้เป็นที่พักระหว่างหากินตามฤดูกาล เป็นเหมือนกระท่อมตามคันนาของชาวนา การสั่งรื้อถอนบาฆัดจึงถือเป็นการตัดตอนวิถีชีวิตอย่างหนึ่งที่ไม่อาจยอมรับได้

“บาฆัด คือสิ่งปลูกสร้างที่ชาวอูรักลาโว้ยใช้ในการปรับตัวให้เขากับการเปลี่ยนแปลงของทะเลตามฤดูกาล เพราะเมื่อคลื่นลมเปลี่ยนทิศทาง เราก็ต้องปรับการดำรงอยู่ เพราะว่าพอเข้าฤดูมรสุม คลื่นลมเปลี่ยนทิศทาง เราก็จะไม่สามารถอยู่ที่บาฆัดได้ เราก็จะกลับมาอยู่กันที่หมู่บ้านดั้งเดิม แต่พอช่วงหน้าแล้ง ลมตะวันออกจะพัดมา เราก็จะย้ายไปอยู่ที่บาฆัด อีกทั้งช่วงหน้าแล้ง คนในหมู่บ้านจะมีปัญหาเรื่องน้ำที่ไม่พอใช้ เราก็จะไปอยู่บาฆัดเพราะมีแหล่งน้ำที่ไหลจากน้ำตกธรรมชาติ”

(ภาพบาฆัดของชาวอูรักลาโว้ย / ภาพ Geertjan​ Preyde​)

วัยเด็กของครูแสงโสมมีทะเลเป็นสนามเด็กเล่น เป็นแหล่งอาหาร มีเรือแจวเป็นพาหนะ และมีบาฆัดเป็นบ้านหลังที่สอง นั่นเพราะการไปพักแรมที่บาฆัดแต่ละปี กินระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 4 เดือน 

“เราสร้างบาฆัดเป็นที่พักแรมไว้ เพราะช่วงที่ลมตะวันออกพัดมา เรือหางยาวของเราไม่สามารถจอดที่หน้าหาดของหมู่บ้านได้ เราก็จะต้องย้ายไปพักอาศัยอยู่ในอ่าว ตามเกาะอาดัง เกาะราวีเพื่อหลบลม”

คำสั่งจากอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี ให้รื้อถอน ‘บาฆัด’ จึงกระทบกับการดำรงอยู่ของชาวเลโดยตรง ซึ่งนี่…ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชาวเลต้องเผชิญกับความรุนแรงโดยรัฐ มันเกิดขึ้นมานานแล้วหลังเหตุการณ์สึนามิ เมื่อคลื่นหายนะถูกพัดมาอีกระลอก ในคราบของ ‘การท่องเที่ยว’

หลังสึนามิ ชาวเลทั้งสามชนเผ่าประสบกับชะตาเดียวกัน นั่นคือผืนดินที่พวกเขาอาศัยกันมาหลายศตวรรษนับแต่บรรพบุรุษ ถูกตราโฉนดอ้างเอกสารสิทธิ์โดยกลุ่มทุนที่หวังเนรมิตรภูมิทัศน์ชายหาดให้กลายเป็นโรงแรมหรู

การหว่านล้อม ไล่รื้อ ข่มขู่ด้วยกฏหมาย และใช้อิทธิพลเพื่อบีบบังคับให้ได้มาซึ่งที่ดินดั้งเดิมของชาวเล จึงเกิดขึ้นและทวีความรุนแรงนับแต่นั้นเป็นต้นมา

“ตอนเราอายุไม่เกิน 12 ชุมชนก็อยู่กันสบาย มีทะเล มีชายหาด ชีวิตอิสระ แทบไม่มีคนนอกเลย มีแต่ชาวเลอยู่กัน อยู่กันแบบเครือญาติ แบ่งปันและช่วยเหลือกัน แต่พอราวๆ อายุ 15 ก็เริ่มมีปัญหาเรื่องการแย่งชิงที่ดินแล้ว เพราะเริ่มมีโครงการพัฒนาพื้นที่เข้ามา มีการขยับขยายการท่องเที่ยว เริ่มมีการขับไล่ชาวบ้านเกิดขึ้นเรื่อยๆ เราเริ่มจะเห็นปัญหาแล้ว ชาวบ้านต้องย้ายบ้านกันทีละหลังสองหลัง จนมันเริ่มไม่เป็นหมู่บ้านแล้ว” ครูแสงโสมกล่าว 

หลังจากเธอเรียนจบและกลับมายังหมู่บ้านบนเกาะหลีเป๊ะ เธอพบว่า ภาพหมู่บ้านอันแสนสุขในวัยเด็กได้แตกสลาย แทนที่ด้วยความหวาดกลัวและไร้ทางสู้ของชุมชนที่ไร้อำนาจต่อรอง การเป็นชาติพันธุ์ในประเทศที่ไม่เคารพความหลากหลายนั่นก็ถือว่ายากแล้ว ซ้ำร้าย ชาวเลยังต้องต่อกรกับกลุ่มทุนและรัฐ เพื่อรักษาทรัพยากรและบ้านเกิด ทรัพยากรที่ถูกตีมูลค่าและเป็นที่หมายตาของชนชั้นนำในสังคม

“วิธีการของเขาคือเกลี้ยกล่อมชาวบ้าน เข้ามาทำดีกับชาวบ้านให้พวกเราตายใจว่าเขาดี ว่าเขาคอยช่วยเหลือ หลังจากนั้นเขาก็เริ่มมาพูดว่า ต้องการใช้พื้นที่ตรงนี้ ขอให้ชาวบ้านย้ายบ้านออกไป เขาก็เกลี้ยกล่อมว่า นี่คือครั้งสุดท้ายที่จะขอ จะไม่ขับไล่แล้ว 

“ถ้ามีหลังไหนที่ดื้อหน่อย เขาก็จะพาตำรวจมาหาที่บ้าน มาเพื่อข่มขู่ แต่ไม่ได้รุนแรง แค่พาตำรวจมาให้ชาวบ้านเห็นว่าเขาอาจจะดำเนินคดีได้นะ แค่ชาวบ้านเห็นตำรวจ เขาก็กลัวแล้ว”

โดยประมาณ จากคดีความที่ครูแสงโสมได้ติดตาม นั่นคือชาวเลถูกดำเนินคดีจากข้อพิพาทเรื่องที่ดินราว 30 ครอบครัว ที่ต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกับขึ้นโรงขึ้นศาลอยู่เนืองๆ 

หรือหากอ้างอิงผ่านคำกล่าวของวิทวัส ปัจจุบัน ตัวเลขรวมๆ ทั้งที่อยู่ระหว่างการรอเป็นคดีในชั้นสอบสวน  ชั้นอัยการ ในศาลชั้นต้น ในศาลอุทรณ์และศาลฎีกา รวมๆ แล้วก็ 400-500 คดีเห็นจะได้ 

ตัวเลขนี้เหล่านี้สะท้อนความรุนแรงของปัญหา และสะท้อนให้เห็นว่า ความพยายามแก้ไขปัญหาของภาครัฐล้มเหลวตลอดมา 

มติคณะรัฐมนตรีฟื้นฟูและคุ้มครองวิถีชีวิต ปี 2553 ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานสำรวจพื้นที่และความเดือดร้อน เจ้าหน้าที่รัฐทั้งจากส่วนกลางและระดับท้องถิ่นให้ความสนใจกับข้อพิพาทในพื้นที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องที่ดิน สถานะบุคคล การศึกษา ทว่าไม่นาน ความหวังที่ว่าปัญหาที่คาราคาซังกำลังจะคลี่คลายจากมติ ครม.  ก็ถูกทลายลง

“พอมันดำเนินการมาสักพัก เราเริ่มรู้ว่า มติ ครม. 2553 มันเล็กเกินไป เวลาที่เราจะเอาไปพูด มันไม่สามารถที่จะคัดง้างกับ พ.ร.บ. หรือกฎหมายที่มีอยู่ในประเทศไทยได้ที่มันเกี่ยวข้องและกดทับชาวเลอยู่”

หลังการเกิดขึ้นของ มติ ครม. 2553 ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชาวเลกลับไม่ได้ลดลง คดีความที่มีกลุ่มทุนเป็นโจทก์ และมีชาวเลเป็นจำเลยยังคงดำเนินต่อไป 

“ชาวเลไม่มีเงิน เป็นคนยากจน พอโดนคดีก็ต้องเดินทาง ต้องไปสู้คดี ชีวิตก็ลำบาก มากกว่านั้น พวกเขาเป็นคนขี้กลัวอยู่แล้ว พอเกิดขึ้น ไม่สู้ยังซะดีกว่า หากไม่มีการรวมตัวปลุกใจกันขึ้นมา เขาคงถอยหนีกันหมด ทุกวันนี้ที่สู้กันอยู่ได้เพราะมีเพื่อน มีการรวมตัว” วิทวัสกล่าว

เช่นเดียวกับครูแสงโสม เธอได้ติดตามการทำงานการแก้ไขปัญหาชาวเลมาโดยตลอด และสิ่งที่พบ คือการทำงานที่ไม่จริงจัง ไม่จริงใจ และไม่สำเร็จ

“หลังจากมีมติ ครม. ปี 2553 สำนักนายกได้แต่งตังคระกรรมการแก้ไขปัญหาชาวเล แต่การทำงานก็ไม่สำเร็จ เพราะความไม่ต่อเนื่องของรัฐบาล เราไม่เห็นความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง มีแต่การประชุมแล้วก็จบไป แม้กระทั่งตอนนี้ วาระของหลีเป๊ะก็เข้าไปอยู่ในกระบวนการของ P-move เหมือนกัน มีการแต่งตั้งคณะกรรมการลงมาในระดับจังหวัด หัวหน้าในระดับจังหวัดก็ไม่ได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง

“ภูเก็ตเหมือนไข่มุกอันดามัน หลีเป๊ะเป็นเหมือนมัลดีฟอันดามัน เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวในระดับโลกเลยนะ ทำไมคุณไม่พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนดั้งเดิมในพื้นที่ด้วย การพัฒนาไม่ว่าอะไรก็ตาม คุณเทมาให้กับการท่องเที่ยวเป็นพันๆ ล้าน แต่มาเอารัดเอาเปรียบพวกเรา ไม่มีงบประมาณในการพัฒนาชีวิตคนในพื้นที่เลย แม้กระทั้งเรื่องที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภค ระบบสาธารณสุข”

แม้เป็นเช่นนั้น ชาวเลก็ยังฮึดสู้ โดยมีความหวังเป็นเชื้อเพลิงสำคัญ ความหวังที่จะเห็นการการเกิดขึ้นของ พ.ร.บ ส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ภาคประชาชนร่วมกันผลักดัน และคาดว่าจะเป็นรูปร่างในปี 2565 นี้

“พรบ. คุ้มครองชีวิตวิถีกลุ่มชาติพันธุ์ นี่คือความหวังเดียวที่เหมือนเป็นอาวุธให้พวกเราต่อสู้เพื่อสิทธิ์ของเรา ตอนนี้กำลังรอ เพราะมติ ครม. เหมือนตายไปแล้ว มันใช้ไม่ได้จริงๆ เมินเฉยเรามากๆ ไม่มีอะไรเลย โดนเฉพาะการทำงานในระดับจังหวัด เขาไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรเลยสักอย่าง” 

“สิ่งที่เจ็บปวดที่สุด คือเราเป็นคนหนึ่งที่ถูกไล่รื้อเหมือนกัน ความทรงจำตรงนั้นมันฝังใจ เราเคยมีความสุขกับการใช้ชีวิต แต่ตอนนี้ ลูกหลานของเราโตมา ชีวิตไม่ได้สัมพันธ์กับทะเลเลย มันไม่ใช่คำว่าอูรักลาโว้ยแล้ว มันกลายเป็นสลัม ที่บ้านแออัดติดๆ กัน มีรถวิ่งไปมา เสียงดังมาก อยู่กันแบบไม่รู้จักกัน อีกทั้งมันมีพวกยาเสพติดเข้ามาระบาดในชุมชนมากขึ้น ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ชาวเลมีความสุขกว่านี้ ไว้ใจซึ่งกันและกัน ระบบสังคมของพวกเราพังทลาย”

ท้ายที่สุด ความหวังของพวกเขาไม่ได้มีอะไรหรูหรามากกว่าไปกว่าการมีที่ยืนที่อยู่ในสังคมดังเช่นพลเมืองคนอื่นๆ ถูกยอมรับในความเป็นมนุษย์อย่างภาคภูมิ มีกฎหมายที่คุ้มครองและรับรอบสิทธิอันพึงได้รับ มีที่เกิด ที่ทำกิน ที่แก่ และสุสานสำหรับฝังศพตามความเชื่อ 

ความปรารถของพวกเขามีเท่านั้น 


สนับสนุนบทความโดย