“ชาวพุระกำเผย อาจกลับใจแผ่นดิน หากกรมชลฯ เดินหน้าสร้างเขื่อน”

“ชาวพุระกำเผย อาจกลับใจแผ่นดิน หากกรมชลฯ เดินหน้าสร้างเขื่อน”

“ถ้าจะมีการมาสร้างอ่างเก็บน้ำจริงๆ ผมจะย้ายหนีขึ้นไปอยู่ที่ใจแผ่นดิน ดีกว่าลงไปอยู่ข้างล่างที่ไม่รู้ว่าจะทำกินได้หรือเปล่า”

นายเปเล่ กัวพู้ อายุ 43 ปี ชาวบ้านพุระกำ บอกเล่าความรู้สึกเมื่อถูกถามถึงกรณีที่กรมชลประทานมีแผนจะสร้างอ่างเก็บน้ำ “หนองตาดั้ง” ที่อาจต้องอพยพชาวบ้านพุระกำกว่า 300 ชีวิต ออกจากชุมชนที่พวกเขาอยู่อาศัยที่เรียกกันว่า “บ้านพุระกำ”

นายเปเล่ กัวพู้ ชาวบ้านพุระกำ – ภาพ พนม ทะโน/imnvoices.com

รู้จักบ้านพุระกำ

วุฒิ บุญเลิศ นักวิชาการกะเหรี่ยง เล่าให้ฟังว่า บ้านพุระกำ เป็นหย่อมบ้านหนึ่งของบ้านห้วยน้ำหนัก ตำบลตะนาวศรี เรียกตามแพรกห้วยว่าพุระกำ ที่ไหลบรรจบกับแม่น้ำภาชี แต่ในอดีตชนเผ่าปกาเกอญอเรียกว่า “กุ๊ยเขล่อ” ซึ่งแปลว่า “วังต้นไทร” ส่วนคำว่าพุระกำ มาจากลักษณะเชิงพื้นที่ที่มีระกำป่าขึ้นอยู่จำนวนมากในบริเวณตาน้ำ กะเหรี่ยงเรียกว่า “ทีโพตะเคาะหล่อ” 

สภาพหมู่บ้านพุระกำ ต. ตะนาวศรี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี – ภาพ จินตนา ประลองผล/imnvoices.com

ชุมชนกุ๊ยเขล่อ หรือพุระกำตามคำบอกเล่าของผู้อาวุโส พบว่าอายุมากกว่าสองร้อยปี โดยนับย้อนตามรายชื่อตระกูลดั้งเดิม เช่น ตระกูลเลอวอ ตระกูลกวาโพะ ที่ย้ายมาจากบ้านใจแผ่นดิน ในช่วงนั้นตั้งบ้านกระจัดกระจาย ตามแพรกห้วย แล้วประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๐ อส. เม็ด เค็มบิง จากบ้านทุ่งแฝก ได้ขึ้นไปอยู่ที่บ้านพุระกำตามนโยบายของทางการเพื่อชักชวนและรวมชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงมารวมกลุ่มเป็นชุมชนเดียวกัน เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมดูแลของทางการ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ชุมชนที่ตั้งอยู่ในบริเวณต้นน้ำก็ลงมาอยู่ที่บ้านพุระกำ ขณะที่บางส่วนก็ย้ายไปบ้านบางกลอยบน หรือบางกลอยกลางตามเครือญาติ แต่ก็มีบางครัวเรือนที่ปักหลักอยู่ต่อไปที่บ้านใจแผ่นดินต้นน้ำภาชี ต่อมาประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๔ มีการเข้ามาส่งเสริมอาชีพให้กับชุมชน ผ่านโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ทางกองพัฒนาที่ ๑ ค่ายศรีสุรวงศ์ ทางการจึงเริ่มจัดสรรที่ดินทำกินให้ชาวบ้าน ๔๒ ครัวเรือน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ชาวพุระกำถูกสั่งอพยพ 

นายเฮเคาะ กัวพู้ อายุ 64 ปี ชาวบ้านพุระกำ เล่าว่าเดิมทีตนอาศัยอยู่ที่บ้านใจแผ่นดิน ซึ่งเป็นต้นน้ำสาขาของลำภาชี ต่อมาได้ย้ายเข้ามาอยู่รวมกันในหมู่บ้านพุระกำเป็นรุ่นแรกๆ ผ่านการชักชวนของทหารพรานให้เข้ามาอยู่ช่วงประมาณปี 2524 และได้มีการจัดสรรที่ดินให้ชาวบ้านแต่ละครัวเรือน ตนและชาวบ้านคนอื่นๆจึงได้ลงหลักปักฐานอยู่ และยืนยันว่าให้ยกเลิกการสร้างอ่างเก็บน้ำดังกล่าว ตนและครอบครัวไม่อยากถูกอพยพไปไหนอีกแล้ว

“ที่ผ่านมาผมทำตามคำสั่งของหน่วยงานรัฐตลอด ถ้าให้ผมย้ายอีกผมไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว”

นายเฮเคาะ กัวพู้ – ภาพ พนม ทะโน/imnvoices.com

ด้านนายสมบัติ วริทธิกรกุล อายุ 59 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้านพะรุกำ ย้ำว่าตนมีความเป็นห่วงมากกับโครงการที่จะเกิดขึ้น เกรงว่าจะส่งผลกระทบอย่างมหาศาลไม่เพียงแค่กระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมวิถีชีวิตและประเพณีอันดีงานของชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่สืบต่อกันมา และเปรียบเปรยชะตากรรมของชาวกะเหรี่ยงที่นี่เสมือนปลากลางแม่น้ำที่โดยดักไว้ด้วยลอบและไซ หากตัดสินใจกลับบ้านเกิดที่ใจแผ่นดินก็คงถูกจับ และถ้าย้ายไปอยู่ในที่จัดสรรใหม่ ก็คงเป็นพื้นที่คับแคบไม่ต่างจากกรงขัง

“ชีวิตพวกเราก็เหมือนกับปลา ขึ้นก็โดนไซ ลงก็โดนลอบ ขึ้นไปก็โดนกฎหมายลงมาก็โดนกักขังไม่ว่าจะไปทางไหนก็โดนถูกควบคุมหมดเลย”

นายสมบัติ วริทธิกรกุล – ภาพ พนม ทะโน/imnvoices.com

ปัจจุบันชุมชนพุระกำ อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชีและพื้นที่มรดกโลกป้ายแดง ในขณะที่ชีวิตใหม่ของชาวพุระกำเริ่มลงตัว พืชผลอาสินและการทำมาหากินเริ่มมั่นคง ก็มีข่าวร้ายแจ้งมาว่าพวกเขาอาจต้องถูกโยกย้ายทั้งชุมชนอีกครั้ง เพราะกรมชลประทานได้เสนอโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำหนองตาดั้ง ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงปริมาณน้ำจะท่วมพื้นที่เหนือเขื่อนถึง ๒,๐๐๐ ไร่ รวมทั้งชุมชนพุระกำที่ต้องจมอยู่ใต้บาดาลด้วย การเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ชาวพุระกำต้องการ

นายกิตติพงษ์ ทรัพย์ไพรวัล อายุ 40 ปี เกษตรบ้านพุระกำ ที่ส่งผักไปยังตลาดศรีเมือง ซึ่งเป็นตลาดผักและผลไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดราชบุรี เล่าว่าตนปลูกผักเช่นพริก ผักกาด มะเขือ กะหล่ำ ฯลฯ เพื่อส่งไปยังตลาด ซึ่งพื้นที่ของตนดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งดินและน้ำที่เข้าถึงทำให้เหมาะแก่การทำเกษตรได้ตลอดปีรายได้จากการทำเกษตรปีละหลายแสน ซึ่งทำให้สามารถตั้งตนอยู่ได้ แต่อย่างไรก็ตามพื้นที่ของตนดังกล่าวอยู่ติดกับพื้นที่ในส่วนเขื่อน หากมีโครงการเกิดขึ้นรายได้ทั้งหมดที่เกิดจากการทำการเกษตรก็จะหายไป และต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้งซึ่งไม่รู้ว่าพื้นที่ใหม่จะเป็นอย่างไร จะมีรายได้เท่านี้อีกหรือไม่

นายกิตติพงษ์ ทรัพย์ไพรวัล – ภาพ จินตนา ประลองผล/imnvoices.com

ทางด้านเจ้าหน้าที่เขตรักษ์พันธุ์ฯ ยืนยันว่าชาวบ้านที่นี่เคารพกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด มีวิถีชีวิตที่ลงตัวแล้ว จากการส่งเสริมอาชีพโดยหน่วยงานต่าง ๆ

นายอำนาจ ปาลลา หัวหน้าสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี  ตั้งแต่ตนปฏิบัติหน้าที่มา เห็นว่าชาวบ้านที่พุระกำได้อยู่กันอย่างลงตัวทั้งวิถีชีวิต ไม่มีการบุกรุกแผ่วถางพื้นที่เพิ่มเติม หรือล่าสัตว์ ชาวบ้านทำกินอยู่ในพื้นที่รัฐได้จัดสรรให้เ นื่องจากพื้นที่มีความมั่นคงที่มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งดินและน้ำ ทำให้ชาวบ้านสามารถสร้างรายได้จากการทำเกษตร และสามารถพึ่งพาตนเองได้ อีกทั้งยังมีการเคารพกติกาตามที่หน่วยงานรัฐวางไว้อย่างเคร่งครัด

ขณะเดียวกัน นายชุมพล เกตุแก้ว หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี มองว่า การสร้างอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ อาจไม่ง่ายนัก เนื่องจากอยู่ในพื้นที่เขตมรดกโลกทางธรรมชาติ ที่เพิ่งได้รับการประกาศเมื่อปีที่ผ่านมา ดังนั้น การจะก่อสร้างสิ่งใดในพื้นที่ ต้องมีรายละเอียดและขั้นตอนอีกจำนวนมาก ตามระเบียบของยูเนสโก้ (UNESCO)

เมื่อถามถึงความชัดเจนในการจัดสรรที่อยู่ใหม่ให้กับชาวบ้านพุระกำ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์ฯ ชี้แจงว่าเป็นเรื่องที่กรมชลประทานในฐานะเจ้าของโครงการต้องดำเนินการ แต่ต้องไม่ใช้พื้นที่ป่าอนุรักษ์อีก เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นเท่ากับว่ากรมอุทยานต้องสูญเสียพื้นที่ป่าทั้งจากการสร้างอ่างเก็บน้ำ และพื้นที่จัดสรรที่อยู่ใหม่

“ผมคิดว่าทางกรม (อุทยานฯ) คงไม่ยอมหรอกครับ เพราะไม่อย่างนั้น เราจะเสียพื้นที่เป็นสองเท่าเลย ทั้งพื้นที่อ่างเก็บน้ำและที่อยู่ใหม่ด้วย”

นายชุมพล เกตุแก้ว หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี – ภาพ พนม ทะโน/imnvoices.com

สำหรับความคืบหน้าล่าสุดจากการบอกเล่าของนายอำนาจ ทราบว่ากรมชลประทานยังไม่ทำเรื่องขออนุญาตใช้พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำ แต่ยังอยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบเท่านั้น

สำหรับกรณีนี้ ล่าสุดเมื่อเช้าวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2565 กรมชลประทานได้ออกมาชี้แจงผ่านหน้าเฟสบุ๊คเพจ “กรมชลประทาน” ว่าได้ทบทวนรูปแบบพื้นที่แปลงอพยพตามข้อทักท้วงของราษฎรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว เตรียมชี้แจงชาวบ้านและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ต่อไป