บทสัมภาษณ์ของน้องจันทรเด็กเยาวชนกะเหรี่ยงบางกลอยหรือที่เรียกตัวเองว่า “กลุ่มบางกลอยคืนถิ่น” ที่ออกมาเรียกร้องขอให้พี่น้องบางกลอยสามารถกลับไปอยู่ใจแผ่นดินได้ วอนขอรัฐและสังคมโปรดเข้าใจวิถีชีวิตคนกับป่า สามารถดำรงอยู่ด้วยกันได้

ความเป็นมา
สืบเนื่องจากกรณีความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและชาวบ้านบางกลอย ในช่วงปี 2553-2554 โดยเจ้าหน้าที่อุทยานฯ นำโดยชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ร่วมมือกับทหารและเจ้าหน้าที่ปกครองท้องถิ่น บุกเข้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและยุ้งฉางของชาวบ้านที่ใจแผ่นดิน และบางกลอยบน เพื่อบังคับให้ชาวกะเหรี่ยงทั้งหมดออกจากป่า โดยใช้ชื่อปฏิบัติการครั้งนั้นว่า “ยุทธการตะนาวศรี”
ในปี 2554 ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ 6 คน ได้รวมตัวกันฟ้องกรมอุทยาน จนในที่สุดในเดือนมิถุนายน 2561 ศาลปกครองสูงสุดได้ตัดสินคดีว่า เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ โดยการเผาทำลายสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สิน เป็นเหตุทำให้ชาวบ้านต้องสูญเสียปัจจัยในการดำรงชีวิต และให้กรมอุทยานฯ ชดใช้ค่าเสียหายทั้งสิ้น 300,987 บาท และไม่อนุญาตให้ชาวกะเหรี่ยงกลับไปอยู่ที่เดิมเนื่องจากชาวบ้านไม่มีเอกสารสิทธิถือครองที่ดิน
ชาวบ้านบางกลอย โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังไม่มีที่ดินทำกิน หรือ มีที่ดินแต่มีสภาพไม่เหมาะสมกับการทำมาหากินเนื่องจากพื้นที่เป็นหินและกรวด ส่วนหนึ่งต้องออกไปข้างนอกทำงานรับจ้างเพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด ทำให้ชาวบ้านถูกเลิกจ้างงาน กลับมาอยู่บ้านก็ไม่สามารถเพาะปลูกและทำการเกษตรได้
ซึ่งปัญหานี้ที่ผ่านมาชาวบ้านพยายามเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาไม่มีความคืบหน้า ชาวบ้านส่วนหนึ่งจึงตัดสินใจพากันกลับขึ้นไปที่ใจแผ่นดิน ซึ่งเป็นที่ดินของบรรพบุรุษที่เคยอยู่อาศัยและทำกินมาแล้วหลายร้อยปีอีกครั้งในช่วงต้นปี 2564 เพื่อทำไร่หมุนเวียนเลี้ยงชีพตนเอง
เมื่อเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ทราบข่าว ได้พยายามส่งคนขึ้นเกลี้ยกล่อมให้ชาวบ้านลงมา ประเด็นนี้ทางกลุ่มภาคีเซฟบางกลอยเกรงว่าอาจจะมีการใช้ความรุนแรงในการผลักดันชาวบ้านลงมา จึงมีการเจรจาและทำข้อตกลงกับรัฐบาลเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาด้วยวิธีสันติ ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564
ข้อตกลงดังกล่าวไม่มีผล เนื่องจากเจ้าหน้าที่อุทยานได้ใช้มาตรการภายใต้ “ปฏิบัติการพิทักษ์ป่าต้นน้ำเพชร” ซึ่งดำเนินการระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ถึง 5 มีนาคม โดยมีการสนธิกำลังทหาร-ตำรวจ มากกว่า 100 นาย และใช้เฮลิคอปเตอร์ 3 ลำ ในการบุกขึ้นไปจับตัวชาวบ้านที่อยู่ในเขตใจแผ่นดิน และบางกลอยบนลงมาทั้งหมด 85 คน และมีชาวบ้านจำนวน 22 คน ถูกตำรวจแจ้งข้อหายึดครองที่ดินภายในอุทยานแห่งชาติ คดีความยังอยู่ในชั้นการสอบสวนและรอส่งฟ้องต่อศาล
ประเด็นนี้ยังมีข้อถกเถียงที่ยังไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ โดยเฉพาะประเด็นสิทธิดั้งเดิมของชุมชนที่อยู่มาก่อนการประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ
กลุ่มที่สนับสนุนอุทยานฯหรือ SAVE แก่งกระจานมองว่า อุทยานก็ควรเป็นอุทยาน ควรให้ป่าได้ใช้ชีวิตไป การที่เอาคนขึ้นไปอยู่ ไม่มีทางรู้ว่าเขาจะทำอะไรกับผืนป่าบ้าง ต่อให้วันนี้บอกว่าจะอยู่ด้วยวิถีดั้งเดิม แต่ถ้าชุมชนขยายใหญ่ขึ้น จะยับยั้งไม่ถางป่าเพิ่มได้จริงๆหรือเปล่า
ส่วนในฝั่งของภาคี SAVE บางกลอย มองว่าคนกะเหรี่ยงอยู่ในพื้นที่นั้นมาก่อนที่จะมีการประกาศเป็นอุทยาน พวกเขามีวิธีที่อยู่กับธรรมชาติอย่างยั่งยืน รัฐเองที่เข้าไปขับไล่พวกเขาออกมา และสิ่งที่ร้ายกว่านั้นคือ รัฐไม่มีอะไรรองรับและช่วยเหลือพวกเขาให้มีชีวิตที่ดีขึ้นเลย เหมือนให้พวกเขาต้องไปเผชิญดาบหน้าเอาเอง
เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2564 ที่ผ่านมาชาวบ้านที่ต้องการกลับไปอยู่ที่บางกลอยบนทั้งหมด 36 ครอบครัว ได้รวมตัวกันตั้งกลุ่ม “บางกลอยคืนถิ่น” ขึ้นมาโดยมีกลุ่มภาคีเชฟบางกลอยเป็นพี่เลี้ยง หนึ่งในสมาชิกของบางกลอยคืนถิ่นดังกล่าวมีเยาวชนผู้หญิงที่เป็นผู้เยาว์ 1 คน คือน้องจัน ซึ่งทางสื่อเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองได้มีโอกาสพูดคุยและอยากนำเสนอมุมมองและสิ่งที่เธอเผชิญให้พวกเราได้รับรู้กัน
น้องจัน หรือนางสาวจันทร ต้นน้ำเพชร อายุ 17 ปี เด็กสาวกะเหรี่ยงปกาเกอะญอจากบางกลอย จังหวัดเพชรบุรี เธอได้ตัดสินใจยุติการเรียนหนังสือและลุกขึ้นมาต่อสู้เรื่องสิทธิของชุมชนตนเอง เรื่องราวเป็นอย่างไรเชิญติดตามได้ในบทสัมภาษณ์
สถานการณ์ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นทำไมเราถึงออกจากการเรียนกลางคัน และกลับมาอยู่บ้าน?
ช่วงนั้นเป็นช่วงโควิดรอบ 3 ตอนนั้นพ่อกับแม่หนูก็โทรมาหาหนูแล้วบอกว่า อยากขึ้นไปบางกลอยบน อยากไปทำไร่หมุนเวียน เราก็รู้อยู่แล้วว่าที่หมู่บ้านเราหางานยาก ยิ่งเกิดสถานการณ์โควิดมันยิ่งหางานยากไปอีก การใช้ชีวิตก็ยากมากเพราะเราอยู่ในป่าแก่งกระจาน
ต่อมาไม่แน่ใจว่าถึงเดือนหรือเปล่า แต่หนูจำได้ว่าเป็นวันศุกร์เพราะว่าหนูต้องทำงาน (หนูทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย) ช่วงประมาณ 4-5 โมงเย็น ป้าหนูก็โทรมาบอกเราว่า “ให้รีบกลับบ้านมาเลยนะตอนนี้” เราก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้น “เขากำลังจะเอาน้องเราไปแล้วนะ!” หนูก็ถามว่า “เขาจะเอาไปไหน พ่อกับแม่ก็ยังอยู่” ป้าบอกว่า “พ่อกับแม่โดนเจ้าหน้าที่จับกุมไปแล้ว เจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้ญาติเข้าไปพบเลย น้องจะถูกเอาไปให้สถานสงเคราะห์” ประมาณว่าเขาจะเอาเด็กไปให้พ่อแม่บุญธรรม ทั้ง ๆ ที่พ่อกับแม่ก็มีชีวิตอยู่แต่เขาจะพรากจากอกพ่อแม่เอาไปให้คนอื่นเลี้ยง เจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้เหตุผลอะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องนี้
จากนั้นหนูก็รีบเปิด Facebook ดูเจอภาพที่ชาวบ้านยกมือไหว้เจ้าหน้าที่ ยกมือกราบเจ้าหน้าที่ พอหนูเห็นภาพนี้หนูก็ร้องไห้ “ทำไมมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมต้องทำกับชาวบ้านขนาดนี้”(น้ำตาคลอ) ญาติพยายามขอเข้าพบแต่เจ้าหน้าที่กีดกันไม่ให้เข้าพบแถมยังทำร้ายร่างกายชาวบ้านด้วย
ป้าก็เล่าว่า “พ่อกับแม่หนูโดนแยก หญิงก็ไปฝั่งผู้หญิง ชายก็ไปฝั่งผู้ชาย เด็กก็อยู่ส่วนเด็กเขาก็แยกออกมาหมดเลย ทีนี้ทนายกับญาติจะขอเข้าพบก็ไม่ได้”
ป้าหนูจะไปขอรับน้อง เจ้าหน้าที่ก็ถ่ายรูปให้บอกว่า “น้องนั่งนี่ไงนั่งเล่นตุ๊กตาอยู่ ก็สบายดี ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกเราดูแลอย่างดี” เขาก็บอกแบบนี้
เช้าวันเสาร์หนูก็รีบกลับบ้าน พ่อได้เล่าให้ฟังว่า “ตอนนั้นแม่ออกมาเข้าห้องน้ำ แล้วพ่อก็ออกมาด้วยพอดีเจอกัน แล้วพ่อก็ถามว่า “ลูกไปไหน แม่ก็บอกว่าโดนเจ้าหน้าที่เอาไปแล้ว” แล้วพ่อหนูก็โมโหมาก ตะโกนหาลูก ก็บอกว่า “เอาลูกกูคืนมา พวกมึงเอาลูกกูไปไว้ไหน” (เป็นคำหยาบนะคะ) ก็ประมาณนี้ คือพูดไทยไม่ชัด พูดไทยได้นิดหน่อยแต่ก็พยายามจะสื่อสารว่า เอาลูกเขาไปไหนพยายามที่จะตะโกนออกมาให้เจ้าหน้าที่เข้าใจ แต่ก็ไร้ซึ่งคำตอบ
พ่อก็เล่าต่อว่า “ตอนนั้นผลปรากฏออกมาว่าพ่อไม่โดนจับ แต่แม่โดนจับ ชาวบ้านขึ้นไปประมาณ 80 กว่าคน โดนจับ 30 คน มีการปรับคนที่ไม่โดนจับ คนละ 500 บาท เจ้าหน้าที่บอกว่า “เป็นค่าน้ำมันเครื่องบินที่ขึ้นไปรับ”
หลังจากนั้นหนูกับพ่อก็พากันไปรับน้องกลับมา น้องหนูอายุได้ 1 ขวบกว่า ตอนนั้นยังไม่หย่านมเลย น้องก็ถามหาแม่จากพ่อว่า “แม่อยู่ไหน” พ่อก็บอกว่า “แม่ทำงาน” น้องก็ถามว่า “ดึกขนาดนี้ยังไม่กลับมาอีกหรอ” เหมือนนอนในอ้อมกอดแม่ทุกคืน อยู่ ๆ ต้องมานอนในอ้อมกอดพ่อ ช่วงกลางคืนน้องตื่นมาร้องไห้หลายรอบมากพ่อก็พยายามปลอบ แม่หนูติดคุกเข้าเรือนจำเขากลิ้ง 2 คืน 3 วัน เข้าวันศุกร์ออกวันอาทิตย์
ตอนนั้นหนูเป็นเด็กธรรมดาเข้าใจว่ามีหน้าที่เรียนเท่านั้น ถ้าเราประสบความสำเร็จมีการมีงานเลี้ยงพ่อแม่ได้ เราคิดแค่นั้น เราไม่ได้คิดถึงเรื่องปัญหาหมู่บ้าน เราไม่ได้หันมามองหมู่บ้าน คิดว่าเราอยู่แบบนี้ก็ได้แล้ว กลุ่มกะเหรี่ยงเราไม่ชอบที่จะอยู่แบบยุ่งเหยิง ชอบอยู่แบบเงียบๆอะไรประมาณนี้
พอเราได้ยินแบบนี้ประกอบกับแม่ก็ขอร้องให้หนูช่วยเรื่องนี้ด้วย แม่บอกว่าไม่ได้ภาษา และที่ส่งลูกเรียนนี่เพื่อจะได้ให้ลูกกลับมาช่วยหมู่บ้าน ให้กลับมาดูแลหมู่บ้าน กลับมาพัฒนาหมู่บ้านตอนนี้เกิดเรื่องแล้วก็อยากให้ลูกลุกขึ้นมาช่วยสู้ ตอนแรกหนูก็ปฏิเสธ
แม่ก็บอกว่า “ที่เรียกร้อง ไม่ได้เรียกร้องเพื่อตัวเองคนเดียวแต่ทำเพื่อคนในหมู่บ้าน” หนูจึงตัดสินใจออกจากการเรียนเมื่อปีที่แล้ว และกลับมาอยู่บ้านเพื่อมาต่อสู้ค่ะ
ทำไมถึงอยากกลับไปอยู่ใจแผ่นดิน
หนูรู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ได้พูดออกมา ตอนแรกหนูก็ใช้ชีวิตเหมือนเด็กกรุงคนหนึ่งที่ชอบชีวิตที่สะดวกสบาย เช่น เวลาเดินทางก็ใช้รถ ใช้โทรศัพท์เพื่อการสื่อสารที่รวดเร็วและง่ายขึ้น แต่พอเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพจริงๆเราก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ชีวิตแบบนี้ คือทำงานตั้งแต่หกโมงเช้าถึงหกโมงเย็นแบบนี้ทุกวัน และสภาพอากาศก็ไม่สดชื่นทำให้เรารู้สึกอึดอัดที่ต้องใช้ชีวิตแบบนี้
การใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุงเทพฯ ถ้าไม่มีเงินก็อยู่ไม่ได้ แต่ถ้าอยู่บ้านไม่มีเงินหนูก็อยู่ได้เพราะเรามีข้าวที่ทำจากไร่ มีอากาศที่บริสุทธิ์ เราไม่ต้องอึดอัดที่ทุกคืนต้องได้ยินเสียงรถ ไม่ได้ร้อนอบอ้าว มันทำให้เรารู้ว่าในเมืองไม่ใช่วิถีชีวิตของเรา แต่ที่บ้านต่างหากที่เป็นวิถีชีวิตของเรา เราชอบแบบนี้ มันคือจิตวิญญาณของเรา นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราลุกขึ้นสู้และอยากกลับไปอยู่ที่ใจแผ่นดิน
จากการออกมาเคลื่อนไหวหรือต่อสู้ของเราในฐานะเด็กเยาวชนผู้หญิงชาติพันธุ์เป็นอย่างไรบ้าง
สมัยก่อนหนูไม่กล้ายอมรับว่าตัวเองเป็นกะเหรี่ยง เราพยายามปรับตัวเข้ากับสังคมเมืองและอับอายว่าทำไมเราถึงเกิดมาเป็นกะเหรี่ยง แต่ตอนนี้หนูคิดได้แล้วว่าสิ่งนี้คือตัวตนของเรา หนูภูมิใจที่เป็นชาติพันธุ์ มีภาษา มีวัฒนธรรมและมีวิถีชีวิตเป็นของตนเอง
และคิดว่าเราในฐานะเด็กคนรุ่นใหม่คนหนึ่ง เราพยายามลุกขึ้นออกมาสู้เพราะว่าที่ตรงนั้นเราอยู่มาตั้งแต่เด็กมันคือพื้นที่จิตวิญญาณไปแล้ว หนูเคยถามแม่ว่าถ้าเขาไม่ให้เราอยู่เราจะทำอย่างไร แม่บอกว่าเราก็อยู่ไม่ได้ถ้าเขาไล่เราออกเราก็ตายอยู่ดี
แต่ว่าการชุมนุมล่าสุดเราได้รับหมายเรียก จากการไปชุมนุมร่วมกับกลุ่มพีมูฟ กระบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมค่ะ เราเป็นกลุ่ม “บางกลอยคืนถิ่น” ซึ่งตอนล่าสุดเราไปเพื่อเรียกร้องให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการลงตรวจสอบพื้นที่ ว่าเราอยู่ก่อนมีการประกาศเป็นอุทยานแก่งกระจานหรือไม่ อยากให้คณะกรรมการลงตรวจสอบพื้นที่และตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะที่ผ่านมามีการแต่งตั้งคณะกรรมการไป 5 ชุดแล้ว พวกหนูไม่เห็นมีการออกมาเคลื่อนไหวการทำงานเลย ดังนั้นเราจึงต้องมีการเรียกร้องอีกครั้ง
จากการออกมาปราศรัย ออกมาพูดถึงสถานการณ์ความจริงของบ้านบางกลอยของเราบนเวทีในวันนั้น เราก็ถูกหมายเรียกจากสน.นางเลิ้งทันทีเขาบอกว่าเราฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉิน ซึ่งเราเป็นเยาวชนคนเดียวที่โดนหมายเรียกครั้งนี้ และเป็นกลุ่มบางกลอยคืนถิ่นคนเดียวที่โดนหมายเรียก
ซีเรียสไหมหลังจากทราบว่าตัวเองได้รับหมายเรียก
ถามว่าซีเรียสไหม ไม่ซีเรียสเลยค่ะ ขำที่มีชื่อตัวเองด้วยซ้ำ หนูไม่รู้สึกอะไรแล้วค่ะเพราะแม่หนูก็โดน และหนูคิดว่าสักวันหนูก็ต้องโดนเพราะหนูทำงานอยู่ในแนวนี้อยู่แล้ว พอเราอยู่ในแนวนี้เราก็รู้อยู่แล้วว่าเราจะต้องโดนอะไร ตั้งแต่บิลลี่โดนอุ้มหาย หนูเคยถามพ่อ แม่ ญาติๆ ว่าเขากังวลเรื่องดังกล่าวไหม เขาบอกว่าเขาเลยจุด ๆ นั้นมาแล้ว มันไม่อยู่ในจุดนั้นแล้ว ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงหนูแต่ด้วยเราโดนแค่นี้เองยังไม่เท่ากับที่เราโดนที่ผ่านมา เราโดนคดีอย่างมากเราก็แค่เข้าคุก แต่เราก็มีข้าวมีน้ำให้กิน ยังใช้ชีวิตอยู่ในคุกได้ แต่หนูซีเรียส ถ้าเกิดว่าเขายังไม่ยอมให้เรากลับใจแผ่นดิน และตอนนี้หนูทำได้เพียงแค่สู้ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ อยู่ในขณะที่หนูยังคงทำได้
มีหน่วยงานหรือองค์กรใดได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเราหรือไม่
ถ้าเป็นองค์กรหรือหน่วยงานรัฐนั้นไม่มีการยื่นมือเข้ามาช่วยเลย มีเพียงทนายจากศูนย์ทนายสิทธิฯและพี่สอที่เป็นทนายความให้กับชาวบ้านบางกลอยเรา ซึ่งเป็นองค์กรทางภาคประชาชนเท่านั้นที่ยื่นมือเข้ามาช่วยพวกเรา
มีความคิดเห็นอย่างไรต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย และมีความศรัทธาต่อกระบวนการดังกล่าวหรือไม่
ช่วงแรกที่หนูไม่รู้เรื่องหนูก็ศรัทธา และคิดว่ากระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยดีปกป้องประชาชน แต่ตั้งแต่ที่เรามาอยู่ในกระบวนการต่อสู้เราได้เห็นถึงความหลากหลายของตำรวจแทนที่เขาจะปกป้องแต่กลับทำร้ายพี่น้องประชาชน จากการเชื่อฟังคำสั่งของนาย
หนูคิดว่าตอนนี้ไม่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นกระบวนการยุติธรรมได้นะคะเพราะว่าขนาดกระบวนการรอบที่ผ่านมา คนที่เดือดร้อนจริงๆเขามาเรียกร้องแต่กลับถูกดำเนินคดี และคิดว่ากระบวนการยุติในไทยไม่มีอีกแล้วค่ะ มีเพียงแค่ชื่อเท่านั้น
และยิ่งในรัฐบาลยุคนี้ไม่ต้องพูดถึงเลย แต่หนูยังคงศรัทธาในตัวพี่ๆทนายกลุ่มหนึ่งที่ยังคอยช่วยเหลือพวกเรา
ตอนนี้น้องจันคิดว่าตนเองเป็นนักปกป้องสิทธิหรือนักต่อสู้ของหมู่บ้านหรือไม่
ถามว่าหนูเป็นนักปกป้องสิทธิไหม หนูว่าไม่เชิงกับนักปกป้องสิทธิ แต่หนูปกป้องในสิทธิที่เป็นของตัวเอง สิทธิของเราที่โดนละเมิด มันเป็นสิทธิของเรา ถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาสู้ ถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาสู้ ก็ไม่มีใครช่วยเหลือเรา หนูกล้าเรียกตัวเองค่ะ เพราะหนูอยากปกป้องสิทธิและต่อสู้เพื่อสิทธิของชุมชนหนู และปกป้องสิทธิของพี่น้องในหมู่บ้าน ถ้าหนูปกป้องสิทธิตรงนี้ได้หนูกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นนักปกป้องสิทธิ แต่ถ้าหนูยังไม่สามารถปกป้องสิทธิตรงนี้ได้หนูยังไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นนักปกป้องสิทธิเต็มตัวค่ะ
ความฝันของน้องจันคืออะไร
ตอนแรกหนูไม่ได้มีความฝันอะไรเลย หนูรู้แค่ว่าเรียนให้จบมีการมีงานทำและสามารถเลี้ยงดูพ่อแม่ตัวเองได้ สามารถสร้างบ้านให้พ่อแม่ได้ และซื้อที่ดินให้พ่อแม่ได้ แต่ตอนนี้หนูฝันว่าอยากกลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่ใจแผ่นดินอยากกลับไปอยู่ในพื้นที่ที่เป็นของเรา อยากสานต่อวิถีชีวิต วัฒนธรรมของเราซึ่งตอนนี้กำลังจะค่อยๆสูญหายไปและหนูไม่อยากให้มันถูกกลืนหายไปกับกาลเวลา แม้ว่าหนูจะออกจากการเรียนมาแล้วก็ตาม แต่ว่ามีแผนว่าจะเรียนต่อกศน. แล้วก็อาจจะหาทุนมาเรียนต่ออีกหน่อยหนึ่งค่ะ
หนูอยากฝากให้รัฐบาลกับคนในสังคม ได้เข้าใจว่าสิ่งที่พวกเราทำ สิ่งที่เราเรียกร้องเราไม่ได้ต้องการที่จะยึดที่ดินตรงนั้นไว้เพียงคนเดียวแต่เราขอแค่เรามีสิทธิอยู่ที่ตรงนั้นโดยอิสระ อยากให้เข้าใจพวกเราลึกๆ หนูอยากให้ลองคิดว่า ลองเอาคนเมืองมาอยู่ในป่า เขาจะอยู่ได้ไหม เช่นเดียวกันการที่แยกพวกเราออกจากป่า เราก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน ไม่ใช่แค่อยากให้เข้าใจแค่กลุ่มบางกลอย หรือกลุ่มกะเหรี่ยงอย่างเดียว แต่อยากให้เข้าใจถึงทุกชาติพันธุ์ด้วย
อ้างอิง
ข้อมูลลำดับเหตุการณ์บางกลอยจาก https://workpointtoday.com/explaine/