การจัดการป่า: รัฐ VS ชนเผ่าพื้นเมือง กรณีศึกษาจากมาเลเซีย

เมื่อพูดถึง “ป่า” ก็มักมีมุมมองที่แตกต่างกันเสมอ ระหว่างผู้มีอำนาจกับชาวบ้านที่อยู่กับป่า เนื่องจากรัฐมักจะมองเห็นป่าเป็นมูลค่า เป็นทรัพยากรที่ต้องแปรรูปเป็นเม็ดเงินด้วยเหตุผลเพื่อการพัฒนาเป็นหลัก      ในขณะที่ชนเผ่าพื้นเมืองมองป่าเชิงคุณค่า ที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันอย่างยั่งยืน กลับไม่ถูกยอมรับจากรัฐบาล ซ้ำยังถูกผลักไสให้กลายเป็นคนไร้สิทธิ์บนผืนดินบรรพชน หลายชุมชนนั่งมองตาปริบขณะที่เครื่องจักรขนาดใหญ่เข้ามาโค่นล้มต้นไม้ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างโหดร้าย และเมื่อเผาผลาญผืนป่าจนโล่งเตียนแล้ว รัฐบาลก็แทนที่ป่าไม้ที่เคยเขียวขจีด้วยพืชเศรษฐกิจเข้าไป และแน่นอนว่าชนเผ่าพื้นเมืองในพื้นที่ก็ไม่มีสิทธิใดอีกเช่นเคย แม้รัฐจะอ้างว่าทำไปเพื่อต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ก็ตาม

เครื่องจักรกำลังทำงาน เปิดถนนเข้าสู่หมู่บ้านและสวนปาล์ม

ประเทศมาเลเซีย เป็นหนึ่งในบรรดาประเทศที่ยกระดับเศรษฐกิจจากการสัมปทานป่าไม้ และปลูกต้นปาล์มน้ำมัน จากรายงานของเว็บไซต์ Climate Home News พบว่าป่าไม้กว่าร้อยละแปดสิบ ของหมู่เกาะบอร์เนียวถูกทำลายจากการสัมปทานป่า และปลูกต้นปาล์ม ในรายงานยังได้อ้างอิงจากภาพถ่ายดาวเทียมคุณภาพสูงพบว่าเฉพาะในรัฐซาราวัค (Sarawak) และรัฐซาบาห์ (Sabah) มีพื้นที่ป่าถูกทำลายไปกว่าร้อยละยี่สิบหกของพื้นที่ป่าในหมู่เกาะบอร์เนียว สถิตินี้ทำให้ประเทศมาเลเซียขึ้นแท่นเป็นประเทศที่ป่าเขตร้อนเสียหายจากการตัดไม้มากที่สุดในบรรดาประเทศที่มีป่าเขตร้อน

เมื่อผืนป่าถูกทำลายอย่างมากมายมหาศาล ย่อมมีผลกระทบตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ  สูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและแหล่งน้ำ การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากการเผาซากไม้เพื่อเคลียร์พื้นที่ปลูกปาล์ม กระทบไปยังวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชนดั้งเดิมในเขตป่าด้วย

สวนปาล์มริมถนนที่บ้านกะลำปุน รัฐซาบาห์

หมู่บ้านกะลำปุน ของชนเผ่ามุรุต ตั้งอยู่ในอำเภอเกนิเงา (Keningau) ในรัฐซาบาห์ เป็นหนึ่งในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายเปิดป่า – ปลูกปาล์มของรัฐบาลที่จับมือกับเอกชน ทำให้ระยะเวลาเพียงสามสิบปี ป่าไม้ที่เคยเขียวขจีก็ถูกแทนที่ด้วยสวนปาล์มกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ส่วนคุณภาพชีวิตชาวบ้านที่เคยอยู่อย่างปกติสุขก็ย่ำแย่ลง ประเพณี ความเชื่อ ภาษาและวัฒนธรรมก็เริ่มสูญหายไปตามวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง

ชนเผ่ามุรุตที่หมู่บ้านนี้ เคยดำรงวิถีชีวิตด้วยระบบไร่หมุนเวียน มีองค์ความรู้ในการอยู่กับป่า มีความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติที่ต้องให้ความเคารพยำเกรง ทั้งคนและป่าต่างพึ่งป่าอาศัยกันอย่างยั่งยืน จนกระทั่งประมาณปี ค.ศ. 1985 รัฐบาล (รัฐซาบาห์) ก็เปิดให้มีการสัมปทานป่าไม้ในพื้นที่ดังกล่าว โดยที่ชนเผ่าดั้งเดิมไม่เคยรับรู้ข้อมูลข่าวสารมาก่อนเลย รู้ตัวอีกทีก็มีเครื่องจักร รถบรรทุกเข้ามาตัดไม้และขนท่อนซุงออกไปดื้อ ๆ ส่วนชาวบ้านก็ถูกห้ามไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยว โดยรัฐอ้างว่าพวกเขาไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดินแห่งนี้

ตอไม้ที่ถูกตัดไปในยุคสัมปทาน ถูกแทนที่ด้วยต้นปาล์มหลายหมื่นไร่

การสัมปทานป่าไม้ใช้เวลายาวนาน จนกระทั่งปี ค.ศ. 2004 คณะกรรมการพัฒนาที่ดินแห่งรัฐซาบาห์ (Sabah Land Development Board) ก็จับมือกับบริษัทเอกชนเข้ามาปลูกปาล์มน้ำมัน ครอบคลุมพื้นที่ 3 พัน เฮกตาร์ หรือประมาณ 18,750 ไร่ โดยให้เหตุผลว่าต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ โดยให้สัญญาว่าจะแบ่งรายได้ให้ชาวบ้านร้อยละสามสิบ หากช่วยกันดูแลต้นปาล์มที่ปลูกไว้ แต่สัญญานั้นไม่เคยเป็นจริง จนในที่สุดบริษัทก็ประสบปัญหาทางการเงินและล้มละลายไป มหากาพย์ของการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดจากวิถีชีวิตที่ถูกพรากไปของชนเผ่ามุรุต บ้านกะลำปุนจึงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

ปาล์มดิบราคาตันละ 6 พันบาท แต่ถ้าชาวบ้านมีโฉนดที่ดิน สามารถขอใบประกาศการทำสวนปาล์มแบบยั่งยืน ซึ่งจะทำให้ได้ขายผลผลิตในราคาที่สูงกว่านี้

หลังจากบริษัทเจ้าของสัมปทานล้มละลายไป  ชาวบ้านจึงรวมตัวกันจัดสรรปันส่วนพื้นที่ทั้งสามพันเอเคอร์ให้ครอบครัวละเท่าๆ กัน เพื่อเข้าไปดูและเก็บเกี่ยวผลผลิตขาย เพราะตอนนี้จะหวนกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมก็สายเกินไปเสียแล้ว แต่ถึงแม้จะเข้าไปจัดการได้ แต่ก็ยังถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง ด้วยเหตุผลว่าลูกปาล์มที่นำมาขายนั้นไม่ได้มาจากแปลงที่มีโฉนด (ปาล์มถื่อน)

เมื่อถูกกดราคา ชาวบ้านก็คิดจะตั้งโรงงานรับซื้อปาล์มดิบเอง แต่เงื่อนไขการตั้งโรงงานไม่ได้ถูกกำหนดมาเพื่อคนจน มันถูกกำหนดมาเพื่อการผูกขาดตั้งแต่ต้น เงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งคือ ต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 1 ล้านริงกิต หรือประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งชาวบ้านเองก็ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ  จึงระดมเงินคนละเล็กคนละน้อย จนได้ครบตามเงินเงื่อนไข แต่สุดท้ายคำขอจัดตั้งบริษัทรับซื้อปาล์มดิบก็ถูกปฏิเสธไป ด้วยเงื่อนไขเดิมคือรัฐไม่เชื่อว่าชาวบ้านมีเอกสารสิทธิ์ในผืนดินแห่งนี้

บรรยากาศยามเช้าของชุมชนอะลูต๊อก

อย่างไรก็ตาม ก็มีบางชุมชนที่สามารถยืนหยัดและต่อสู้กับระบอบทุนนิยมอยู่มาได้จนถึงปัจจุบัน เช่น บ้านอะลูต๊อก อำเภอเตนอม (Tenom) อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของซาบาห์ ใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองประมาณ 5 ชั่วโมงกว่า ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมือง “มุรุต” เช่นเดียวกัน แต่เป็น “มุรุต ทาฮอล” (Murut – Tahool)

ในอดีตบ้านอะลูต๊อก ก็เคยตกเป็นพื้นที่เป้าหมายในการสัมปทานป่าเช่นเดียวกัน แต่ชาวบ้านที่นี่ไหวตัวทันแต่ชุมชนมีความเข้มแข็ง จึงลุกขึ้นมาต่อต้านการรุกรานของกลุ่มทุน ใช้ทั้งความเชื่อดั้งเดิมและจัดทำข้อมูลแผนที่ชุมชน ประวัติศาสตร์ชุมชน เพื่อยืนยันกับภาครัฐว่าพวกเขาคือชุมชนดั้งเดิมและสมควรจะมีสิทธิเหนือที่ดินและผืนป่าที่บรรพบุรุษได้ช่วยกันรักษาไว้ การต่อสู้ในครั้งนั้นแกนนำหลายคนถูกจับกุมดำเนินคดี หลายคนต้องเข้าไปอยู่ในคุก ด้วยข้อหาขัดขวางการดำเนินกิจการของเอกชน แต่ก็มีคนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาจับไม้ต่อ และต่อสู้เพื่อปกป้องบ้านเกิดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

หญิงชนเผ่ามุรุต ที่บ้านอะลูต๊อก กำลังมัดต้นข้าวในนาตนเอง

ผลจากความพยายามอย่างไม่ย่อท้อ  ทำให้บ้านอะลูต๊อกในทุกวันนี้ ยังคงมีผืนป่าเขียวขจี มีการทำไร่ไถนา ไม่ต่างจากในอดีต น้ำท่า อาหารป่าก็ยังคงอุดมสมบูรณ์ รวมถึงความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมและองค์ความรู้ที่ยังมีให้เห็น โดยเฉพาะเรื่องการจักสาน อันเป็นที่ลือเลื่องของชนเผ่ามุรุตทาฮาล ที่ยังคงสืบทอดลวดลายจักสานไว้ได้มากถึง 73 รูปแบบ วัตถุดิบทุกชิ้นล้วนมาจากป่าที่ชุมชนช่วยกันดูแลรักษาไว้

องค์ความรู้เรื่องงานจักสาน ได้กลายเป็น Soft power ในการทวงคืนสิทธิในที่ดินและสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ชาวมุรุตทาฮาล อธิบายกับรัฐบาลอย่างง่าย ๆ ว่า “งานจักสานเหล่านี้จะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีป่า และถ้าเราไม่ได้และป่าเราก็จะอยู่ไม่ได้เช่นกัน ให้เราได้ทำหน้าที่ดูแลป่าต่อไปเถอะ”

ตัวอย่างลวดลายของเครื่องจักสานของชนเผ่า “มุรุตทาฮาล”

การต่อสู้อย่างยาวนานกับหลักฐานความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าและจารีตวัฒนธรรมที่ยังคงอยู่ ประจักษ์แก่สายตาทุกฝ่าย รวมทั้งภาครัฐด้วย ณ วันนี้ ชาวบ้านอะลูกต๊อกกำลังจะได้รับอนุญาตให้จัดตั้งโฉนดชุมชน เพื่อดูแลจัดการกันเองอย่างครบวงจร ไม่ใช่เพียงแค่ที่ดินรายแปลงเท่านั้น

จากสองกรณีตัวอย่าง ทำให้เห็นมุมมองที่แตกอย่างชัดเจนของรัฐกับชาวบ้านที่อยู่กับป่า ฝ่ายหนึ่งมองป่าไม้เป็นเพียงตัวเงินที่ต้องกอบโกยเพื่อสร้างความมั่งคั่ง แต่สำหรับชนเผ่าพื้นเมืองป่าคือความมั่งคั่งที่สมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว เพียงแค่ต้องใช้สอยอย่างยั่งยืน


อ้างอิง

Climate Home News: 80% of Malaysian Borneo’s rainforests destroyed by logging /
https://www.climatechangenews.com/2013/07/18/80-of-malaysian-borneos-rainforests-destroyed-by-logging/