
ทำไมถึงมาสมัครเป็นอาสาสมัครของโครงการฯครับ? เป็นคำถามหนึ่งที่ผมใช้ถามผู้มาสมัคร เกือบทุกคน คำตอบยอดฮิตคือ ค่าใช้จ่ายในเมืองสูงได้เงินเดือนน้อยไม่พอกับค่าใช้จ่ายค่ะ เบื่อทำงาน ในสำนักงานไม่เห็นอนาคตครับ และเมื่อถามต่อว่าทำไมไม่กลับไปทำงานที่บ้าน หรือที่ชุมชนของ ตนเอง เขาก็จะตอบว่า ถ้ามีโอกาสหรือมีใครจ้างหนูก็อยากกลับไปทำงานที่บ้านค่ะ ในหมู่บ้าน ในชุมชนชนบทมีงานเยอะแต่ไม่มีเงินเดือนค่ะ
สุดท้ายเราก็เห็นพวกเขาต้องทนทำงานในเมือง อยู่อย่างลำบาก ได้ถามบางคนว่า ตอนนี้ได้ เงินเดือนเท่าไหร่ ตอบว่า 9000 บาทบ้าง 10,000 บ้าง ทั้งๆที่จบปริญญาตรี ต้องจ่ายค่าหอพัก 3,000-4,000 บาท ค่าผ่อนมอเตอร์ไซด์ 2,000 บาท ที่เหลือเป็นค่าน้ำมันรถอาหารและค่าใช้สอยอื่นๆ ไม่มีโอกาสส่งให้พ่อแม่ คิดจะกลับบ้านหลายครั้ง แต่ก็กลัวทางบ้าน ญาติ พี่น้อง ตำหนิว่าเรียนจบสูง เสียเปล่า หมดปัญญาแล้วใช่ไหมถึงกลับมาบ้าน ถ้ารู้ว่าจะมาเป็นเกษตรกรอย่างนี้เรียนสูงไปทำไม เขาเหล่านี้เลยต้องทนทำงานในเมือง ทั้งๆที่รู้ และ ตระหนักอยู่เสมอว่า ชุมชนบ้านเกิดมีปัญหาเยอะ ต้องการบุคลากรไปช่วยงาน แต่ก็ไปไม่ได้ ไปแล้วจะทำมาหากินอะไร อยู่อย่างไร
ขณะที่สถาบันการศึกษาเอง พันธกิจหนึ่งของมหาวิทยาลัยคือการผลิตบัณฑิตให้บรรลุตาม วิสัยทัศน์และเป้าหมายของหลักสูตร ผ่านการจัดการเรียนการสอน ซึ่งคุณภาพของบัณฑิต ในแต่ละ หลักสูตรในระดับปริญญาตรีจะสะท้อนไปที่คุณภาพบัณฑิตตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดม ศึกษาแห่งชาติโดยพิจารณาจากผลลัพธ์การเรียนรู้และการมีงานทํา คำว่า“การมีงานทำ”หมายถึง บัณฑิตปริญญาตรีที่สําเร็จศึกษาในหลักสูตรภาคปกติ ภาคพิเศษ และภาคนอกเวลา ในสาขานั้นๆ ที่ได้งานทําหรือมีกิจการของตนเองที่มีรายได้ประจําภายในระยะเวลา 1 ปี นับจากวันที่สําเร็จ การศึกษาเมื่อเทียบกับบัณฑิตที่สําเร็จการศึกษาในปีการศึกษานั้น (สํานักงานรับรองมาตรฐานและ ประเมินคุณภาพการศึกษา องค์การมหาชน. 2555) ด้วยเกณฑ์ประเมินดังกล่าว อาจเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้บัณฑิตส่วนใหญ่ไม่กลับไปรับใช้ หรือไปทำงานเพื่อพัฒนาบ้านเกิดส่งผลทำให้คนหนุ่มสาวหลั่งไหล กันไปทำงานในเมือง เปรียบไปมหาวิทยาลัยเสมือนเป็นเครื่องจักรที่ดูดเอาทรัพยากรจากชนบทเพื่อไปรับใช้ เมือง ทั้งๆที่ชนบทมีปัญหามากมาย ต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถ ไปแก้ปัญหา แต่มีคนเพียงจำนวน น้อยนิดที่กลับไปทำงาน ขณะที่บุคลากรของหลายหน่วยงาน ของภาครัฐในพื้นที่ เขาเหล่านั้นไม่ใช่คนที่นั้น การเอาใจใส่ทุ่มเทกับงานอาจมีน้อย ส่งผลทำให้ปัญหา ต่างๆยังไม่ได้รับการแก้ไขเท่าที่ควร
ด้วยตระหนักในปัญหาดังกล่าววิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้ร่วมกับมูลนิธิ อาสาสมัครเพื่อสังคม มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ สถาบันชุมชนเกษตรอินทรีย์ และบางองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมกันจัดทำ โครงการอาสาสมัครเพื่อสังคมสู่ชุมชน บ้านเกิด มหาวิทยาลัยแม่โจ้ขึ้นมา ได้ดำเนินการ รุ่นแรก ในปีพ.ศ. 2557/58 มีอาสาสมัครจำนวน 16 คน และรุ่นที่สอง ปี พ.ศ.2558/2559 มีอาสาสมัครจำนวน 15 คน โดยได้รับการสนับสนุน งบประมาณ จากสำนักงานกองทุนสนับสนุน การเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) และ สถาบันคณะกรรมการนโยบาย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) อาสามัครทั้ง 31 คน เป็นหนุ่มสาวเหล่านี้ เรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และ สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน ในช่วง หนึ่งปีของการเข้าร่วมโครงการฯ ทางโครงการได้จัดกระบวนการเรียนรู้ การเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคม การวิเคราะห์สังคมชุมชน การเป็นผู้ประกอบการทางสังคมด้านเกษตรอินทรีย์ และสนับสนุนเบี้ยยังชีพ ประมาณเดือนละ 7,000-9,000 บาท
โครงการฯดังกล่าวเป็นโครงการเริ่มต้นและเป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง มีการสรุปบทเรียน และ มีการปรับกระบวนการตามเหมาะสม อาทิ จากรุ่นที่ 1 ที่เลือกอาสาสมัครโดยการเจาะจง เพราะรู้ว่ามีผู้ที่สนใจจะกลับไปพัฒนาบ้านเกิด ส่วนรุ่นที่ 2 ใช้การเลือกสรรโดยกระบวนการรับสมัคร ได้เรียนรู้ว่าการเลือกสรรบุคคลที่มีประสบการณ์ และเห็นความมุ่งมั่นจริงจัง จะก้าวพ้นไปจากความเห็นของชุมชน ที่มีคำถามต่างๆต่อเขา เมื่อกลับมาอยู่บ้าน เขาสามารถคิดค้นหาหนทางในการทำงานเสมอ จนได้รับการยอมรับจากชุมชน และเข้าไปมีบทบาทในการแก้ปัญหา และพัฒนาชุมชนมากขึ้น เมื่อเทียบกับบัณฑิตที่เพิ่งจบ และสนใจจะกลับบ้านเท่านั้น นอกจากนี้ ความอดทน ไม่หวั่นไหว และการมีทีมทำงาน ในชุมชน ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการทำงานของอาสาสมัครให้มีความคืบหน้า เห็นผล เมื่ออาสาสมัครครบวาระการทำงาน 1 ปี พบว่า อาสาสมัครที่ยังคงอยู่ ในชุมชน มีประมาณ 15 คน แต่ผู้ที่บทบาทพัฒนา เรื่องเกษตรอินทรีย์ อยู่ในชุมชนมีประมาณ 10 คน ในปีที่ 3 ของการทำงาน ( พ.ศ.2559-60) โครงการฯ จึงงดรับอาสาสมัคร รุ่นที่ ๓ และมุ่งเสริมอาสาสมัครรุ่น 1และ 2 ที่ยังแข็งขันอยู่ในพื้นที่ ปรับรูปแบบ ในการสนับสนุนจากค่ายังชีพรายเดือน มาเป็นการเอื้ออำนวย ให้เขาสร้างทีมในชุมชน ฝึกให้วิเคราะห์ พัฒนาและเขียนโครงการ แล้วสนับสนุนในรูปของทุนดำเนินโครงการ โดยคาดหวังว่ากระบวนการเหล่านี้จะช่วยให้ ขยายคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในพื้นที่ให้มารวมกลุ่มกัน และในอนาคตนอกจากจะมีทักษะด้านเกษตรอินทรีย์แล้ว ยังสามารถเชื่อมโยงกับทุนจากภาครัฐหรือ หน่วยงานต่างๆที่เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของชุมชนและท้องถิ่นต่อไป

หลักคิดสำคัญของการสร้างการเรียนรู้กับอาสาสมัครภายใต้โครงการนี้จึงมุ่งเป้าไปที่การเรียนรู้ที่ทำให้เกิดสำนึกเชื่อมั่น เห็นคุณค่า จิตวิญญาณความรู้และเห็นโอกาสในท้องถิ่นเป็นการเรียนรู้ ที่ท้าทายทวน กระแสหลักของสังคม โดยเรียนรู้จากชุมชนบุคคลในแวดวงงานพัฒนา ปราชญ์-ผู้รู้ในท้องถิ่น คนที่มี ประสบการณ์จริงในด้านเกษตรอินทรีย์และผู้ประกอบการทางสังคมตัวจริง เพื่อให้เกิดความมั่นคง ภายใน จิตใจและเห็นเป้าหมายของชีวิต ผนวกไปกับการเสริมเนื้อหา ความรู้ และ ทักษะที่จำเป็น เช่น การวิเคราะห์ ความเปลี่ยนแปลงของสังคมโดยเชื่อมโยงตั้งแต่ระดับตัวเอง-ชุมชน-สังคมและทุนนิยมโลกาภิวัตน์ การศึกษาชุมชน การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) การเป็นผู้ประกอบการทางสังคม การวางแผนธุรกิจ โดยการจัดการเรียนรู้ แต่ละครั้งจะผสมผสานรูปแบบที่หลากหลายเข้าด้วยกัน ทั้งการฝึกอบรมแบบมีส่วนร่วม วงสนทนา (เติมเต็มด้านจิตใจ การใช้ชีวิต วิธีคิดในการทำงาน) การเข้าร่วมเวทีวิชาการของมหาวิทยาลัย การศึกษาดูงานแบบอย่างที่ประสบความ สำเร็จทั้งเรื่องเกษตรอินทรีย์ การจัดการกลุ่ม ผู้ประกอบการทางสังคม (กาแฟอาข่าอาม่า กาแฟเลพาทอ กาแฟดิโอโร่ ฯลฯ) เป็นต้น โดยแบ่งออกเป็นการเรียนรู้ ก่อนลงปฏิบัติการ ระหว่างปฏิบัติการ การติดตาม และการสรุปบทเรียน นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างทีมสนับสนุนกับอาสาสมัคร และเพื่อนอาสาสมัครด้วยกันเอง เพื่อจะเป็นเครือข่ายในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นร่วมกันในระยะยาว
รูปแบบที่สำคัญค่อนข้างได้ผลอย่างมากคือ การให้การเรียนรู้กับบุคคลใกล้ชิดแวดล้อมที่มีผลต่อ การกำหนดอนาคตร่วมกันของอาสาสมัครบางคนเป็น พ่อ แม่ น้า หรือแม้กระทั่งแฟน โดยการเปิดโอกาส ให้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆของโครงการ เช่นกิจกรรมเปิดตัวโครงการ การศึกษาดูงาน การติดตามในพื้นที่ ฯลฯ ทำให้คนในครอบครัวกลายเป็นพลังสนับสนุนที่สำคัญ ในการฝ่าฟันสร้าง รูปธรรมตามแผนที่วางไว้ ซึ่งมีแผน 3 ระดับคือ แผนต่อตัวเอง แผนต่อครอบครัว และแผนต่อชุมชน