คนรุ่นใหม่ : อาสาสมัครเพื่อสังคมสู่ชุมชนบ้านเกิด ตอนที่ 2

หากประมวลสังเคราะห์บทเรียนการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคนรุ่นใหม่ในการพัฒนาชุมชน บ้านเกิดอย่างยั่งยืนด้วยฐานงานเกษตรอินทรีย์ จะพบว่ามีระดับของ ผลสำเร็จและกระบวนการ พัฒนาแบ่ง ได้เป็น 5 ระดับ ดังแผนภาพต่อไปนี้

          1) เริ่มต้นคิด “กลับมา”

          กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดกลับมาสู่ชุมชนนั้น จำเป็นต้องได้รับการสรุปตนเองในระดับหนึ่งว่า มีความต้องการอะไร มีเป้าหมายอะไร และทำไมจึงอยากกลับมาอยู่ชุมชนบ้านเกิด ซึ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่ ภายใต้โครงการที่เกิดขึ้นมีทั้งคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในชุมชนอยู่แล้ว คนที่จบมหาวิทยาลัยใหม่ๆยังไม่เคยทำงานไปจนถึงคนที่มีประสบการณ์ไปทำงานต่างถิ่นมาแล้วเป็นเวลาหลายปี  ซึ่งจากการสรุปบทเรียนในหลายๆ เวทีมีข้อสรุปที่สอดคล้องกันว่า อาสาสมัครที่มีความมุ่งมั่นแน่วแน่ที่จะกลับไปอยู่บ้านหรือมีประสบการณ์ การทำงานที่อื่นมาก่อน จะพัฒนาตนเอง คิดสร้างสรรค์ และมีส่วนร่วมกับชุมชนได้ดีกว่าคนที่เพิ่งจบใหม่ และมีเพียงความฝันจะกลับไปอยู่บ้าน นั่นคือกลุ่มที่มีประสบการณ์ การเรียนรู้และทำงานมาระดับหนึ่งนั้น สามารถจะพัฒนาความคิดไปได้ค่อนข้างดีกว่ากลุ่มที่ไม่มีประสบการณ์

จึงนำมาสู่ข้อเสนอสำหรับการดำเนินการในโอกาสต่อไป ที่ควรปรับปรุงวิธีการเสนอโครงการ ตั้งแต่ ขั้นตอนการรับสมัครอาสาสมัคร  โดยให้มีกระบวนการคัดเลือกที่เข้มข้น เน้นคนมีประสบการณ์ ทำงานมา อย่างน้อย 3 ปี เน้นคนที่เอาจริง ทำจริง  หรือให้มีการนำเสนอแผนโครงการ/สิ่งที่คนรุ่นใหม่ อยากทำใน ขั้นตอนการรับสมัคร เป็นต้น

          นอกจากนี้ ในชุนชนที่มีอาสาสมัครมากกว่า 1 คน หรืออาสาสมัครที่มีเพื่อนในชุมชนมา ร่วมงานด้วย อาสาสมัครจะมีกำลังใจและสามารถพัฒนางานไปได้ดีกว่าอาสาสมัครที่กลับไปอยู่ คนเดียว ดังนั้นการเปิดรับอาสาสมัครในลักษณะเป็นกลุ่มคนตามพื้นที่ ก็น่าจะช่วยสนับสนุนให้ การดำเนินกิจกรรม สามารถบรรลุผลได้มากขึ้น

          2) จนกลายเป็น “อยู่ได้”

          ประเด็น “อยู่ได้” เป็นเรื่องสำคัญที่จะสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสที่จะบรรลุเป้าหมาย ในระดับที่สูงขึ้นไป เพราะการกลับมาสู่ชุมชนแต่ไม่อาจอยู่ได้ ก็จะส่งผลให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้เลือกที่จะถอย ออกจากชุมชนไปสู่วิถีชีวิตแบบเดิม ซึ่งสาเหตุที่ไม่อาจ “อยู่ได้” ก็มีด้วยกันหลายประการ แต่ที่มี การวิเคราะห์สรุปตรงกันคือ  เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องรายได้เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยน หรือไม่เปลี่ยนเข้าสู่วิถีเกษตรอินทรีย์ของผู้เข้าร่วมโครงการว่ารายได้จากการทำเกษตรอินทรีย์สามารถ ทำให้ยังชีพหรือพึ่งตนเอง โดยเฉพาะกับตัวเองและครอบครัวได้มากน้อยแค่ไหน

คำถามที่ตามมาคือ แล้วอย่างไรที่จะเรียกว่า “อยู่ได้” ทางเศรษฐกิจ ก็มีความจำเป็นที่จะต้อง วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันเสียก่อน…

การมีรายได้เลี้ยงชีพ

จากการสรุปข้อมูลเศรษฐกิจระดับครัวเรือนของอาสาสมัครคนรุ่นใหม่จำนวน 16 คน ใน โครงการอาสาสมัครเพื่อสังคมสู่ชุมชนบ้านเกิด  และ โครงการ ดิน น้ำ ป่า และอาชีพ  มหาวิทยาลัย แม่โจ้ ในเวที “การสัมมนา  สรุปบทเรียน…..เพื่อก้าวต่ออย่างมั่นใจ” วันที่ 21 – 23 เดือน กันยายน พ.ศ. 2560 พบข้อมูลที่น่าสนใจคือ กลุ่มที่ให้ข้อมูลมีรายได้จากอาชีพหลัก โดยเฉลี่ย 5,974 บาท  รายได้จากอาชีพเสริม เช่น เลี้ยงสัตว์ รับจ้างทั่วไป ประมาณ 4,525 บาท (ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ทุกครอบครัวจะมีรายได้ในส่วนนี้) นั่นคือ หากมองภาพรวมแล้วครัวเรือนของอาสาสมัครคนรุ่นใหม่ น่าจะมีรายได้เฉลี่ยอย่างมากประมาณ 10,500 บาทต่อเดือน (สมมติว่ามีทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริม)

ในขณะที่เมื่อพิจารณารายการค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในแต่ละเดือน ซึ่งมีด้วยกันหลายประเภท แต่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นกับครอบครัวส่วนใหญ่ประกอบด้วย

  • ค่าบริโภค (อาหาร/น้ำ/ฯลฯ) 3,114 บาท
  • ค่าอุปโภค (เสื้อผ้า/เครื่องนุ่งห่ม/ฯลฯ) 1,292 บาท
  • ค่าสิ่งอำนวยความสะดวก (รถยนต์/โทรศัพท์/ฯลฯ) 1,623 บาท
  • ค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพ 1,425 บาท
  • ค่าสาธารณูปโภค (ค่าน้ำ/ค่าไฟ/ฯลฯ) 300 บาท
  • ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา 1,070 บาท

หากมองภาพรวมแล้วครัวเรือนของอาสาสมัครคนรุ่นใหม่ น่าจะมีรายจ่ายประจำในแต่ละ เดือนโดยเฉลี่ย 9,000 บาท หากหักลบกับรายได้เฉลี่ยก็น่าจะมีเงินเหลือประมาณ 1,500 บาทต่อเดือน แต่ในความเป็นจริงคือ ทุกครอบครัวมีภาวะหนี้สินที่ต้องแบกรับ (ซึ่งส่วนใหญ่ก็เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา) โดยมีภาระที่ต้องผ่อนชำระโดยเฉลี่ย 3,837 บาทต่อเดือน เช่นนี้แล้วในแต่ละเดือนดูราวกับว่าครอบครัวมีแต่จะสะสมหนี้สินเพิ่มขึ้น เพราะรายได้รวมทั้งหมดน้อยกว่ารายจ่ายที่ต้องเสียในแต่ละเดือนไม่น้อยกว่า 2,300 บาท!

จึงเป็นที่มาของเงื่อนไขเพื่อให้คนรุ่นใหม่อยู่ได้ คือ การที่โครงการสนับสนุนค่ายังชีพในช่วงของการเริ่มต้น (จ่ายเป็นค่ายังชีพรายเดือนในปีแรก) โดยคาดหวังเป็นปัจจัยหนุนเสริมในระยะเริ่มต้นโครงการ ที่ผลผลิตในแปลงและรายได้ที่เกิดขึ้นจากการทำเกษตรอินทรีย์ยังไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ตามมาคือ ภายหลังจากการดำเนินโครงการไประยะหนึ่ง (ไม่มีการสนับสนุนค่ายังชีพรายเดือนแล้ว) คนรุ่นใหม่เหล่านี้สามารถอยู่ได้จริงๆ กับการวิถีการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ในชุมชนมากน้อยเพียงใด (ซึ่งจากโครงการที่เกิดขึ้นมีการเสนอกันว่ารายได้ ที่เพียงพอต่อการยังชีพของคนรุ่นใหม่ในชุมชนอย่างน้อย 10,000 บาท/เดือน)  แต่การจะให้อยู่ได้จริงๆ นั้น ขึ้นกับหลายปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ ที่ประกอบขึ้นด้วยกัน

มีความเชื่อมั่น/กำลังใจ

การกลับเข้ามาอยู่ในชุมชน และลงมือทำในสิ่งที่อาจไม่คุ้นชินกับวิถีชุมชนที่เป็นอยู่ นับเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความกล้าและความเชื่อมั่นในระดับหนึ่ง การเสริมความรู้โดยการอบรม สัมมนา ศึกษาดูงาน  สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งการมีความเชื่อมั่นและกำลังใจนั่นเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเริ่มกิจกรรมในชุมชน รวมทั้งการสร้างฐานด้านเกษตรอินทรีย์  การต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ  ความเหงา ความท้อจากภายใน เมื่อกลับไปใช้ชีวิตในหมู่บ้าน  ที่สำคัญการหล่อหลอมให้เห็นว่าการทำเกษตรอินทรีย์ และการพัฒนาชุมชน อาจจะไม่มีรายได้มาก แต่ก็สามารถอยู่ได้เพราะมีข้าวมีอาหาร มีทุกๆอย่าง ไม่ต้องซื้อ และมีความสุขกับการได้กลับมาทำงาน ด้านเกษตรอินทรีย์และการช่วยเหลือชุมชน ดังเช่นข้อสรุปที่เกิดขึ้น ภายหลังจากจบโครงการที่ว่า

…..การได้รับแนวความคิดและฝึกปฏิบัติด้านเกษตรอินทรีย์ที่ลึกซึ้งที่ไม่ใช่เป็นแต่เพียงการทำเกษตรกรรม แต่ยังหมายถึงการมีวิถีแบบอินทรีย์ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ ในการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงและมีความอดทนอดกั้นต่อปัญหาอุปสรรคต่างๆ ในการทำงานทั้งของตนเอง ครอบครัว และชุมชนที่เสมือนแสงสว่างมีทางกลับบ้าน ที่สามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบที่เราเลือกเอง และเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ของการเป็น อาสาสมัครเพื่อสังคมบ้านเกิด….”

มีการพัฒนาการผลิต/แปรรูป/ตลาดที่หลากหลาย

          นอกเหนือจากรายได้ยังชีพและความเชื่อมั่นในวิถีเกษตรอินทรีย์แล้ว การจะแปลงแนวคิดมา สู่การ ปฏิบัติเพื่อให้อยู่ได้นั้น จำเป็นต้องพัฒนากิจกรรมด้านการผลิต แปรรูปไปจนถึงการทำการตลาด ที่หลากหลายไปพร้อมกันจะเป็นส่วนช่วยสร้างรายได้ และเครือข่ายความร่วมมือในชุมชนและบุคคล ภายนอกได้เป็นอย่างดี ซึ่งการสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่มีการพัฒนาการผลิต/แปรรูป/ตลาด จำเป็นต้อง ใช้กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายเช่นเดียวกัน ซึ่งบางกิจกรรมอาจอาศัยการอบรมเติมเต็มความรู้ และเทคนิคก็เพียงพอ แต่บางกิจกรรมอาจจำเป็นต้องใช้วิธีการศึกษาดูงาน การระดมสมอง ถอดบทเรียน ไปจนถึงการเรียนรู้จากการทดลองปฏิบัติจริง เป็นต้น

          ทั้งนี้ ภายใต้โครงการพัฒนาที่เกิดขึ้น มีการรวบรวมความเห็นของคนรุ่นใหม่ในประเด็นของ กิจกรรมต่างๆ ที่ “ช่วยสร้าง”หรือ “น่าจะสร้าง” รายได้ของครอบครัวและกิจกรรมที่ “ช่วยลด” หรือ “น่าจะลด” รายจ่ายในชีวิตประจำวัน 

มีปัจจัยเอื้อ/มีต้นทุนทางเศรษฐกิจสังคม

แม้ว่าการมีกิจกรรมด้านการผลิต/แปรรูป/ตลาดที่หลากหลายจะมีส่วนสำคัญต่อความสามารถเลี้ยงตนเองและอยู่ได้จริงในชุมชน แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีส่วนต่อการ “อยู่ได้” เช่นเดียวกัน และบางกรณี ก็เป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ อยู่ได้ ในระยะอันสั้น หรือ อยู่ได้ และต่อยอดไปสู่ การขยายผลในระดับที่สูงขึ้นได้อย่างรวดเร็วกว่าคนอื่นๆ เช่น

  • การได้รับกำลังใจจากครอบครัว พ่อแม่ พี่น้องทุกคน ทำให้เกิดแรงใจในการต่อสู้กับปัญหา ที่พบเจอในการทำงาน
  • การมีปัจจัยต้นทุนดั้งเดิม เช่น เงินทุน ที่ดิน เครื่องจักรเครื่องมือ ไปจนถึงต้นทุนของชุมชน โดยเฉพาะชุมชนที่มีการพัฒนางานด้านเกษตรอินทรีย์มาก่อน
  • การมีประสบการณ์ในการทำงานที่เกี่ยวข้องในอดีต เช่น เคยทำงานในแวดวงการเกษตร มาก่อน ทำให้มีฐานคิด ความรู้ หรือ เครือข่าย คนรู้จัก คนสนับสนุน
  • ความสามารถในการทำงานนอกภาคเกษตรควบคู่ไป เช่น การรับจ้างทำโครงการวิจัย ทำให้มี ปัจจัยด้านเงินทุนมาสนับสนุนการพัฒนาแปลงการผลิต
  • การไม่ต้องแบกรับภาระทางด้านหนี้สินต่างๆ ของครอบครัว เช่น หนี้สินจากการสร้างบ้าน หนี้สิน กยศ. หรือ หนี้การลงทุน เป็นต้น ทำให้สามารถมาทุ่มเทให้กับกิจกรรมได้เต็มที่

3) ขยายในแบบ “รวมกลุ่ม”

          การขยายเนื้องานจากระดับครัวเรือนไปสู่ระดับกลุ่มในชุมชน นอกจากจะเป็นการสร้าง ศักยภาพ การผลิตให้มีปริมาณและความหลากหลายแล้ว ยังเป็นการช่วยให้คนรุ่นใหม่มีเพื่อนร่วมคิด ร่วมทำ สนับสนุน ให้เกิดการพัฒนาต่อยอดไปสู่การเป็นผู้ประกอบการทางสังคม รวมทั้งเป็นโอกาส ให้คนในชุมชนเห็นถึง บทบาทความสำคัญ และสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมกับชุมชนได้ ซึ่งปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้เกิดการรวมกลุ่ม ของคนรุ่นใหม่ คือ การสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาโครงการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง กับงานด้านเกษตรอินทรีย์ ในชุมชน

          หนุนเสริมให้เกิดการพัฒนาโครงการ

          ภายใต้โครงการอาสาสมัครเพื่อสังคมสู่ชุมชนบ้านเกิด และ โครงการ ดิน น้ำ ป่า และอาชีพ ได้สนับสนุนการทำโครงการของกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพราะมองว่าการทำโครงการเป็นเครื่องมือช่วยสร้าง กระบวนการเรียนรู้และช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจของคนรุ่นใหม่ได้ (ในกรณีที่ไม่อาจได้รับค่ายังชีพ การมี โครงการก็จะช่วยสร้างรายได้ให้กับคนรุ่นใหม่ได้) ซึ่งการทำโครงการของคนรุ่นใหม่ ทำให้เกิดประโยชน์ หลายด้าน เช่น

  • เข้าใจและรู้จักวิธีการพัฒนาโครงการ ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กับการพัฒนาโครงการ เพื่อขอรับทุนสนับสนุนจากแหล่งอื่นๆ ในอนาคต
  • เรียนรู้การทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาของตนเอง และการพัฒนางานด้านเกษตรอินทรีย์ ในชุมชน อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ครอบคลุมต้นทางไปถึงปลายทาง
  • ฝึกฝนการทำงานเป็นทีมและการหนุนเสริมศักยภาพของผู้ร่วมงาน
  • สร้างแบบอย่างให้กับชุมชนและนำไปสู่การประสานความร่วมมือกับผู้นำชาวบ้านและคนใน ชุมชนได้ และยกระดับไปสู่การเป็นแผนของชุมชน
  • การเป็นเครื่องมือช่วยเสริมการวิเคราะห์เชื่อมโยงสถานการณ์ในชุมชนกับความเป็นไปของ สังคมโดยรวม เพื่อสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชุมชนไปสู่ความยั่งยืน

ทำงานเป็นทีม

สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญให้การดำเนินโครงการสำเร็จลุล่วง คือ การสร้างทีมงานและการทำงาน ร่วมกันของคนรุ่นใหม่ในชุมชน ซึ่งการได้ร่วมกันทำงานและแก้ไขปัญหาร่วมกันจะทำให้เกิดการ พัฒนา ศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในชุมชนได้เป็นอย่าง ซึ่งจากโครงการต่างๆที่เกิดขึ้น มีการสร้างทีมงานและการบริหารและการจัดการภายในกลุ่ม

4) ก้าวมาเป็น “ผู้ประกอบการ (ทางสังคม)”

แม้ว่าโดยแนวคิดแล้ว การที่คนรุ่นใหม่ซึ่งอยู่ในฐานะของผู้ประกอบการด้านเกษตรอินทรีย์ (ทำการผลิตและจำหน่ายผลผลิตสินค้าอินทรีย์) ล้วนมีความสอดคล้องกับแนวทางการเป็นผู้ประกอบการทางสังคม  เพราะทุกคนใช้ฐานเกษตรอินทรีย์ประกอบการยังชีพและเป็นการทำงานที่นึกถึงชุมชนส่วนรวมมากกว่าตัวเอง มองการเชื่อมโยงกับทรัพยากรธรรมชาติตั้งแต่ ต้นน้ำ  คือ ผู้ผลิต  กลางน้ำ คือ ผู้ประกอบการ และปลายน้ำ คือ ผู้บริโภค ดังนั้น บทบาทการการปลูกพืชผัก ขายในราคา ที่ตั้งไว้ไม่อิงกับตลาดทั่วไป แต่มีคุณภาพดีกว่า ไม่คิดเอาเปรียบผู้บริโภค แต่ไม่ขาดทุน ในการขาย (ดูจากต้นทุนและขายได้กำไร) ราคาเป็นธรรม สุขภาพผู้บริโภคปลอดภัยสามารถช่วยสังคมและ สิ่งแวดล้อมได้ ผลตอบแทน ชุมชนอยู่รอด เราอยู่รอด มีรายได้ ก็คือบทบาทของผู้ประกอบการ ทางสังคมนั่นเอง

ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วการที่คนรุ่นใหม่จะสามารถขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการทางสังคมที่แท้จริง จำเป็นต้องผ่านบททดสอบของการ “อยู่ได้” หรือ “รวมกลุ่มได้” ในชุมชนเสียก่อน ก่อนที่จะขยับไปสู่ การเชื่อมโยงผลผลิตของชุมชนไปสู่ช่องทางการตลาดภายนอกชุมชน ซึ่งในหลายกรณีคนรุ่นใหม่ ก็ไม่ได้แสดงบทบาทของการเป็นผู้ผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ปรับมาสู่การเป็นผู้รวบรวม ประสาน เชื่อมโยง สร้างช่องทางการตลาด สร้างเรื่องราวไปจนถึงการสร้างแบรนด์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การไปถึงจุดของการเป็นผู้ประกอบการทางสังคม สิ่งที่ควรจะเข้ามาเป็นปัจจัย สนับสนุนเพิ่มเติมจากการเป็นผู้ประกอบการด้านเกษตรอินทรีย์ มีหลายด้าน อาทิเช่น

มีความรู้/ทักษะที่จำเป็น

นอกเหนือจากเทคนิคและองค์ความรู้ด้านการผลิตและแปรรูปผลผลิตแล้ว การเพิ่มความรู้ ความ เข้าใจเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการทางสังคม การได้ฝึกทักษะเรียนรู้ในทักษะที่จำเป็น เช่น ทักษะ การเป็นนักสื่อสาร ที่สามารถสื่อสารกับคนในชุมชนและหน่วยงานได้ ทักษะในการจัดทำ แผนธุรกิจ ทักษะในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และแบรนด์สินค้า เป็นต้น

มีแบบอย่าง/โมเดลทางธุรกิจที่สอดคล้อง

การได้ศึกษา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เยี่ยมเยือนดูงานผู้ประกอบการทางสังคมที่ประสบความ สำเร็จ ก็นับว่าเป็นเครื่องมือที่สร้างกระบวนการเรียนรู้และแรงบันดาลใจในการพัฒนาธุรกิจของ คนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม การได้แบบอย่างหรือโมเดลทางธุรกิจเพื่อสังคมที่มีความ ใกล้เคียงกับบริบททางนิเวศและวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่ ก็จะช่วยให้การนำมาปรับใช้ในพื้นที่ได้ง่าย ขึ้น  

มีปัจจัยเอื้อในเรื่องช่องทางการตลาด เช่น

  • ความสามารถในการติดต่อเชื่อมโยงผู้บริโภคทั้งภายในและภายนอกชุมชนเข้ามารู้จักและสนับสนุนผลผลิตของตนและของกลุ่ม
  • การได้รับโอกาสในการนำเสนอผลผลิตของตนเองต่อผู้บริโภค เช่น การได้ไปจัดบูธนำเสนอสินค้า หรือ การได้ไปร่วมเป็นวิทยาการในเวทีสัมมนาต่างๆ
  • การมีสื่อชนิดต่างๆ เข้ามาช่วยนำเสนอเรื่องของตนเองและชุมชนไปเผยแพร่ในวงกว้าง
  • ทักษะในการถ่ายทอดหรือบอกเล่าเรื่องราวผ่านช่องทางการสื่อสารสมัยใหม่

5) สู่จุดหมายการสร้าง “ชุมชน (เกษตรกรรมยั่งยืน)”

การยกระดับของงานคนรุ่นใหม่ไปสู่การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เป็นการขยายผล การทำงานไปสู่ชุมชน ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้หลายระดับ เช่น การเข้าไปร่วมทำงานกับชุมชน การได้นำเสนอ แนวทางการพัฒนา การจัดทำโครงการร่วมกับชุมชน ไปจนถึงการบรรจุประเด็นงาน พัฒนาเข้าไปในแผน ของชุมชน ซึ่งรูปธรรมที่ชัดเจนประการหนึ่งคือการที่คนรุ่นใหม่สามารถเข้าไป มีบทบาท ทางการเมือง ท้องถิ่น จนได้รับเลือกให้เป็นผู้นำชุมชน เป็นต้น อย่างไรก็ตามการเสริมสร้าง ความเป็นชุมชนเกษตรกรรม ยั่งยืนของคนรุ่นใหม่จำเป็นต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญบางประการ นอกเหนือไปจากความสามารถในการคิด วิเคราะห์และการปฏิบัติด้านการเกษตรและการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคม

มีความถนัด/ศักยภาพเฉพาะตัว

          ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความสนใจ ความถนัด และบุคลิกเฉพาะตัวของคนรุ่นใหม่ มีส่วนอย่างยิ่ง ในการเข้าไปมีบทบาทกับชุมชน การมีลักษณะของผู้นำ การมีทักษะในการสื่อสารและประสานความ ร่วมมือ การมีความทุ่มเทเสียสละให้ชุมชน และความพร้อมของครอบครัว ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็น องค์ประกอบที่สำคัญในการได้รับการยอมรับจากคนในชุมชน ซึ่งการได้เข้ามาทำงานในบทบาทอาสา สมัครที่กลับมาทำงานบ้านตัวเองนั้น เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชุมชนยอมรับ ยิ่งสามารถดำเนินกิจกรรม จนเกิดผลสำเร็จและเกิดการขยายผลอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ก็จะสร้างความเชื่อถือให้เกิดขึ้นได้ 

มีการหนุนเสริมจากภายนอก

นอกเหนือจากความรู้ ทักษะ ที่ได้จากการเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครฯ และบุคลิกเฉพาะตัว ที่หนุนนำ ให้เกิดการยอมรับ การได้รับโอกาสให้เกิดการทำงานร่วมกับแกนนำและชาวบ้าน (โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ ของการทำงาน) ก็นับเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชุมชนได้รู้จัก เห็นผลงาน จนกระทั่งนำไปสู่การยอมรับ และมอบความเชื่อใจให้เข้ามามีบทบาทกับชุมชนในเรื่องอื่นๆ ต่อได้ ซึ่งการสร้างโอกาสนี้สามารถเป็น บทบาทขององค์กรสนับสนุนภายนอกชุมชนได้ เช่น การจัดทำ เวทีระดมแผนพัฒนาโดยให้คนรุ่นใหม่ มีบทบาทในการประสานความร่วมมือ การนำนักวิชาการ และ ผู้ที่ได้รับการยอมรับจากภายนอก เข้ามาร่วมทำงานกับคนรุ่นใหม่ การนำเสนอรูปธรรมความสำเร็จ ของคนรุ่นใหม่ให้เป็นที่รู้จักทั้งภายในชุมชน และบุคคลภายนอก โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานชุมชน เป็นต้น


ประสานให้อาสาฯอมก๋อยได้รับการสนับสนุนที่ดินจากสปก.

6) การก้าวกระโดด ปรากฏการณ์เฉพาะตัว

ข้อค้นพบจากโครงการคือคนรุ่นใหม่ที่สามารถออกแบบวิถีเกษตรอินทรีย์ในรูปแบบใหม่ไม่ยึดติด เฉพาะการทำแปลงเกษตรอินทรีย์อย่างเดียว แต่มีการวางแผนเพื่อเพิ่มรายได้ เช่น การแปรรูป ผลผลิต การทำการตลาด เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้กับตนเองและมีเครือข่ายผู้บริโภคที่อยู่ในเมือง คอยสนับสนุน ก็สามารถที่จะขยับการทำงานไปสู่การเป็นผู้ประกอบการทางสังคมได้รวดเร็วกว่า คนรุ่นใหม่ในพื้นที่อื่นๆ เช่นเดียวกับคนรุ่นใหม่ที่มีความชัดเจนในรูปธรรมแปลงการผลิต รวมทั้งสามารถจัดความสัมพันธ์ใหม่ในชุมชนของตนเอง โดยเชื่อมโยงกับชุมชนให้เข้ามาทำงานร่วมกัน และสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน ผนวกกับสถานการณ์ของชุมชนที่ยังไม่มีผู้นำที่เด่นชัด ก็อาจทำให้ ได้รับการยอมรับและถูกยกระดับไปสู่การเป็นผู้นำของชุมชนได้ ซึ่งความสามารถในการก้าวกระโดด เหล่านี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เฉพาะบุคคลเฉพาะพื้นที่ เมื่อปัจจัยเงื่อนไขต่างๆ ลงตัว ก็จะผลักดันให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีพลังได้นั่นเอง

          อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมจากการดำเนินงานที่ผ่านมา จะพบว่า ประมาณร้อยละ 90 ของคนรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการ ล้วนมีความเชื่อมั่นในวิถีอินทรีย์ ส่วนร้อยละ 50 มีรูปธรรมสวน เกษตรอินทรีย์ ที่ชัดเจนซึ่งเป็นผลจากการลงแรงของอาสาสมัครและมีครอบครัวคอยช่วยเหลือ สนับสนุน ในจำนวนนี้มีประมาณ 1 ใน 3 สามารถสร้างให้เกิดการรวมกลุ่มเพื่อน/สมาชิกในชุมชน ร่วมกันปฏิบัติการ และขับเคลื่อนงานพัฒนาในพื้นที่ท้องถิ่นของตนเอง และมีคนรุ่นใหม่บางราย สามารถยกระดับไปสู่ การเป็นผู้นำของชุมชนเพื่อพัฒนางานด้านเกษตรอินทรีย์ได้อย่างยั่งยืน ส่วน คนรุ่นใหม่ที่ไม่อาจอยู่ได้ ในชุมชนด้วยปัจจัยเงื่อนไขต่างๆ ที่ไม่ลงตัว อย่างน้อยคนเหล่านี้ก็สามารถ ที่จะดำเนินชีวิตบนหลักการ ของวิถีอินทรีย์ และการคิดเพื่อส่วนรวมต่อไป