ปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย

การขับเคลื่อนการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกที่เชื่อมโยงมาสู่นโยบายที่ดินและป่าไม้ของประเทศไทย มีความสัมพันธ์กับแนวคิดตลาดคาร์บอนเครดิตมีความสำคัญอย่างยิ่งที่อาจจะนำไปสู่ปัญหาการใช้ที่ดินของชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย เนื่องด้วยป่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่กลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของโลกทุกวันนี้ เมื่อมวลมนุษยชาติได้ตระหนักว่าการพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมที่ผ่านมาได้มีการผลานทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ที่ไม่อาจทดแทนได้ไปเป็นจำนวนมหาศาลและเป็นปัญหาต่อระบบนิเวศโลก อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเป็นภาวะโลกร้อน ป่าไม้จึงเป็นแหล่งทรัพยากรเพียงแหล่งเดียวที่ทั่วโลกเชื่อว่าจะแก้ไขวิกฤติปัญหาสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อนได้ จึงมีข้อวิตกกังวลร่วมกันต้องเร่งอนุรักษ์ผืนป่าของโลกที่เหลือ ให้คงสภาพเป็นป่าไม้เพื่อให้บริการแก่ระบบนิเวศโลกนี้ไว้ได้

Global Forest Resources Assessment ได้รายงานในปี 2020 (2563) ว่าพื้นที่ป่าไม้ทั่วโลกเหลืออยู่เพียงร้อยละ 31 ของพื้นที่บนบก โดยอยู่ในพื้นที่เขตร้อนร้อยละ 45 พื้นที่ป่าไม้เขตหนาวร้อยละ 27 เขตอบอุ่นร้อยละ 16 และเขตกึ่งร้อนร้อยละ 11 และเมื่อพิจารณาตามขอบเขตประเทศจะพบว่าสัดส่วนของพื้นที่ป่าไม้ถึงร้อยละ 54 นั้นอยู่ใน 5 ประเทศของโลกเท่านั้น นั่นคือ รัสเซียมีร้อยละ 20 บราซิลร้อยละ 12 แคนาดาร้อยละ 9 สหรัฐอเมริกา ร้อยละ 8 และจีนร้อยละ 5 นโยบายการอนุรักษ์ผืนป่าจึงแพร่สะพัดขึ้นทั่วโลก การสร้างแรงจูงใจและมาตรการบังคับให้เกิดการอนุรักษ์ป่าไม้ไม่ว่าจะเป็นแรงจูงใจให้กับประเทศกำลังพัฒนาและมีพื้นที่ป่าไม้ฟื้นฟูและอนุรักษผืนป่าให้เป็นแหล่งคาร์บอนเครดิต หรือตามพิธีสารเกียวโตกำหนดให้ประเทศอุตสาหกรรมหรือประเทศพัฒนาแล้วต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจก โดยมีกลไกหนึ่งภายใต้ข้อกำหนดดังกล่าวคือ การซื้อคาร์บอนกับประเทศกำลังพัฒนา

ประเทศไทย เป็นหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาและอยู่ในพื้นที่ป่าไม้เขตร้อนที่มีอิทธิพลต่อบรรยากาศโลกอย่างมาก (การสูญเสียพื้นที่ป่าไม้เขตร้อนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้บรรยากาศโลกเปลี่ยนแปลงนั่นคือ จะทำให้เกิดปริมาณคาร์บอนไดออกไซต์ในบรรยากาศเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 30) ปัจจุบันมีพื้นที่ป่าไม้ประมาณร้อยละ 30 ของพื้นที่ประเทศทั้งหมด รัฐบาลไทยได้กำหนดให้ประเทศไทยมีป่าไม้ร้อยละ 40 ด้วยการประกาศนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ผนวกรวมกับนโยบายที่ดินแห่งชาติ ที่มีความสัมพันธ์ทางตรงกับการพยายามผลักดันให้ประเทศไทยเป็นแหล่งซื้อขายคาร์บอนเครดิตด้วยการเปิดตลาดคาร์บอนเครดิตที่คาดว่าในปี 2065 จะสร้างมูลค่าคาร์บอนได้อย่างน้อย 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งให้รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐมีการจัดการที่ดินป่าไม้ที่มุ่งหวังที่จะเพิ่มและพัฒนาพื้นที่ป่าไม้ให้ได้ร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ การวางยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงสัมพันธ์กับกับยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง การสร้างความสามารถในการแข่งขัน และการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่กระนั้นเป้าหมายของยุทธศาสตร์ที่กำหนดขึ้นกลับกลายเป็นข้อกังวลในการปฏิบัติของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะเป้าหมายด้านการหยุดยั้งและป้องกันการทำลายทรัพยากรป่าไม้ในที่ดินป่าไม้ของรัฐทุกรูปแบบอย่างมีประสิทธิภาพ และการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับการครอบครองหรือใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้ของรัฐทุกประเภทอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในทุกวันนี้  

          ข้อมูลชุมชนหมู่บ้านในพื้นที่ป่าไม้ของสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ในช่วงปี 2564 – 2565 พบว่า มีหมู่บ้านชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยที่กระจายอยู่ในพื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศมีไม่ต่ำกว่า 3,294  หมู่บ้าน โดยอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 2,875 หมู่บ้าน พื้นที่อุทยานแห่งชาติ 291 หมู่บ้าน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 128 หมู่บ้าน ในขณะที่ข้อมูลผลการดำเนินการของรัฐเกี่ยวกับการสำรวจและจัดสรรที่ดินทำกินให้ประชาชนตามนโยบายที่ดินแห่งชาติและนโยบายป่าไม้แห่งชาติเพื่อแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินของประชาชนในที่ดินป่าไม้ของรัฐตามมติครม. 22 ธันวาคม 2558 โดยตั้งแต่ปี 2559 ถึง มกราคม 2564 มีการดำเนินการไปได้เพียง 277 หมู่บ้านทั่วประเทศ โดยกระจายอยู่ในที่ดินของรัฐประเภทต่างๆ ซึ่งไม่รวมพื้นที่ป่าอนุรักษ์ดังนี้

ผลการจัดที่ดินให้กับชุมชนตามมติ ครม. 22 ธันวาคม 2558


ที่มา: สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, 27 กรกฎาคม 2564

กล่าวโดยสรุป การจัดการเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในการครอบครองที่ดินป่าไม้จึงเป็นเรื่องที่ไกลเกินกว่าที่จะจัดการได้ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือภายในปี 2580 การเพิ่มพื้นที่ป่าไม่ให้ได้ร้อยละ 40 หรือพื้นที่สีเขียวให้ได้ร้อยละ 55 ของพื้นที่ทั้งประเทศ เมื่อภาครัฐไม่ได้ให้ “สิทธิ” แก่ชุมชนในการจัดการที่ดิน ป่าไม้ และทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อยู่อาศัยมายาวนานของชนเผ่าพื้นเมืองหรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ชุมชนหมู่บ้านในหลายพื้นที่อ้างสิทธิการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ป่าไม้มานานหลายร้อยปี ชาวปกาเกอะญยืนยันด้วยหลักฐานทางธรรมชาติในการทำกินกับพื้นที่ป่าและเรียกพื้นที่เหล่านั้นว่าเป็น “พื้นที่จิตวิญญาณ” ของพวกเขาก็ยังถูกกำหนดให้เป็นเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่เป็นสิทธิการจัดการโดยรัฐ การอ้างสิทธิของรัฐด้วยการใช้กฏหมายที่มีอยู่และการตรากฏหมายขึ้นมาใหม่เป็นเครื่องมือเพื่อริดรอนสิทธิของชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมในพื้นที่ป่าไม้จึงเป็นปรากฏการณ์ของความขัดแย้งเรื่องที่เข้มข้นขึ้น เมื่อเป้าหมายสูงสุดของรัฐคือการขยาย ฟื้นฟู และเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ไว้จัดการด้วยกลไกลของรัฐ ในขณะเดียวกันกลไกลรัฐเองก็ได้พยายามเร่งไล่ รื้อ และบีบบังคับให้ชาวบ้านในพื้นที่ป่าไม้ยอมจำนนและรับสภาพการครอบครองที่ดินอย่างจำกัด จึงยังไม่เห็นมิติใหม่ของการจัดการที่ดินโดยรัฐที่ปราศจากการมีส่วนร่วมของชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยและเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบจำนวนหมู่บ้านชนเผ่าพื้นเมืองที่ตั้งอยู่ในที่ดินป่าไม้และมีความเสี่ยงต่อการถูกริดรอนสิทธิ์การทำกินในพื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศ เมื่อข้อมูลถูกรวบรวมและวิเคราะห์เสร็จแล้วจะทำให้ทราบว่ามีหมู่บ้านชนเผ่าพื้นเมืองมากน้อยเพียงใดที่จะได้รับผลกระทบหรือเผชิญปัญหากับรัฐในเรื่องที่ดินและป่าไม้นับจากนี้ไป