เขียนโดย:สร้อยแก้ว คำมาลา
“พวกเราคือ นักล่าเสือ”
คำบอกเล่าที่เปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจในต้นกำเนิดของบรรพบุรุษที่ได้บอกเล่าต่อกันมา ถูก ถ่ายทอดให้ลูกหลานจากรุ่นสู่รุ่น
“ลาหู่ เป็นกลุ่มชนเผ่านักล่าที่เข้มแข็ง แข็งแรง พวกเราล่าเสือเก่ง”
ผู้นำชุมชนลาหู่แห่งหมู่บ้านเจียจันทร์ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ บอกเล่าด้วยความภาคภูมิใจ
ลา มีความหมายว่าเสือ
หู่ หมายถึงสถานที่แบ่งปันเนื้อเสือ
“ลาหู่” หมายถึงกลุ่มชนชาติที่แบ่งปันเนื้อเสือที่ได้จากการล่ามาด้วยกัน
ลาหู่ มีถิ่นกำเนิดมาจากทิเบต ประเทศจีน แต่เมื่อมีการรุกรานของชนเผ่าอื่นๆ ในประเทศจีน ชาวลาหู่จึงถอยร่นลงมาทางตอนใต้ของจีน (มณฑลยูนนาน) และตอนเหนือของพม่า ดังนั้น ภาษาที่ใช้ของพวกเขาบางคำจึงเป็นภาษาจีน และบางคำเป็นภาษาไทใหญ่ รัฐฉานและภาษาพม่า ตามพื้นที่การอพยพและตั้งรกรากที่อยู่อาศัย ต่อมาจึงมีการขยับจากพม่าและจีนเข้ามาในไทย กระจายอยู่ในเขตเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก กำแพงเพชร
ในเมืองไทยจึงแบ่งกลุ่มชนเผ่าลาหู่เป็นสองกลุ่มตามลักษณะสีของเสื้อผ้าแต่ดั้งเดิม คือ ลาหู่แดง และลาหู่ดำ แต่ปัจจุบันเครื่องแต่งกายของชาวลาหู่โดยเฉพาะสตรีมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งสีน้ำเงิน แดง ขาว หรือดำ ประดับด้วยเม็ดเงินเม็ดเล็กๆ ปักตามหน้าอกหรือแขนเสื้อ และด้วยถิ่นกำเนิดมาจากทิเบต เครื่องแต่งกายค่อนข้างจะมีสีสันตามวัฒนธรรมของทิเบตหรือจีน รวมถึงวัฒนธรรมการติดริ้วธงสีในงานประเพณีสำคัญอย่างพิธีขึ้นปีใหม่ หรือพิธีกินข้าวใหม่
หรือแม้แต่เครื่องแต่งกายของโตโบ ผู้นำแห่งจิตวิญญาณของชาวลาหู่นั้น ก็ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์เพราะชุดของโตโบจะเป็นชุดสีขาวขลิบเหลือง หรืออาจเป็นชุดเหลืองขลิบขาว


“โตโบ” คือใคร?
“โตโบ” หรือ “ปู่จอง” (หรือบางชุมชนออกเสียง “ปู่จ๊อง”) คือผู้นำชุมชนที่สมาชิกชุมชนให้ความเคารพนับถือ ด้วยเชื่อว่าเป็นผู้ที่ติดต่อสื่อสารกับพระเจ้าหรือผี หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เหนือธรรมชาติได้
โตโบจึงเป็นผู้ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ เป็นผู้นำในการทำพิธีกรรมต่างๆ ตามประเพณีของชาวลาหู่ รวมถึงให้การเยียวยารักษาความเจ็บป่วยของชนเผ่าที่มีมานานตามแบบแผนโบราณ (การสะเดาะเคราะห์ การใช้คาถาปัดเป่า ควบคู่ไปกับการรักษาจากโรงพยาบาล) อันเป็นการรักษาทางจิตใจ ดูแลเยียวยาจิตใจผู้ป่วยรวมถึงญาติพี่น้องให้มีกำลังใจเข้มแข็งขึ้น มีสติ และตระหนักถึงแก่นธรรมมากขึ้น


“โตโบ” จะได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้และวัตรปฏิบัติจากโตโบคนก่อนหน้านี้ ดังนั้น ส่วนใหญ่การสืบทอดตำแหน่ง “โตโบ” จึงมักจะสืบทอดโดยเชื้อสายของโตโบรุ่นก่อน แต่การแต่งตั้งนั้นจะต้องได้รับการโหวตหรือยอมรับจากสมาชิกในชุมชนด้วย
หมู่บ้านลาหู่ 1 หมู่บ้าน จะมีโตโบ 1 คน เพื่อเป็นผู้นำทางพิธีกรรมต่างๆ เหล่านี้ และโดยทั่วไปชาวลาหู่จะมีทั้งผู้นับถือศาสนาคริสต์และศาสนาพุทธ ดังนั้น โตโบของแต่ละชุมชนจึงจะปรับพิธีกรรมดั้งเดิมให้สอดคล้องกับพิธีกรรมของศาสนานั้นๆ เช่น ที่หมู่บ้านเมืองนะส่วนใหญ่นับถือพุทธ ทุกวันพระทุกคนจะมาทำบุญและร่วมสวดมนต์กับโตโบที่หอแหย่ (สถานประกอบพิธีกรรมของลาหู่)
สำหรับการเป็นโตโบนั้นไม่ได้ง่าย เพราะเมื่อชุมชนให้การเคารพยกย่อง โตโบจึงต้องเป็นผู้ที่รักษาศีล ผดุงคุณธรรมไว้ให้มากกว่าคนทั่วไป
“โตโบต้องถือศีล 5 ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่พูดปด ไม่ลักขโมย ไม่ล่วงละเมิดสามีภรรยาผู้อื่น ไม่ดื่มสุราหรือยาเสพติด หรืออย่างน้อยที่สุด ต้องรักษาศีล 2 ข้อนี้ให้ได้ คือ ห้ามละเมิดสามีภรรยาผู้อื่น และห้ามเสพสุรายาเสพติด สองข้อนี้ถ้ากระทำเมื่อไร ไม่มีสิทธิ์เป็นโตโบได้ โตโบจะมีวัตรปฏิบัติทั้งการสวดมนต์ การชำระจิตใจตนเองให้สะอาด เพราะเราคือผู้นำทางจิตวิญญาณ ถ้าเราไม่มีคุณธรรมมากพอเราจะทำภารกิจเหล่านี้ไม่ได้”
กรพิสิษฐ์ ศิษฏ์กมล หรืออีกนาม “หมื่นแสนบุญโตโบ” โตโบของชนเผ่าลาหู่ หมู่บ้านเจียจันทร์ ได้เล่าถึงให้ฟังถึงบทบาทหน้าที่ที่ท่านทำ
“มีบางครั้งที่ลูกหลานติดยา หรือมีอาการดื้อรั้น ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ก็ต้องพามาให้โตโบเป่าเอาสิ่งไม่ดีออกไป”
นอกจากเป็นที่พึ่งพิงทางใจแล้ว โตโบยังต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มองภาพรวมของชุมชนออก ให้คำแนะนำที่จะเป็นผลดีต่อชุมชนโดยรวม บางครั้งโตโบต้องเป็นผู้นำในการทำบุญเลี้ยงผีไร่ผีนา เพื่อขอผลผลิตอุดมสมบูรณ์ เลี้ยงผีขุนน้ำเพื่อขอน้ำท่าอุดมสมบูรณ์
“แต่การที่ผลผลิตจะอุดมสมบูรณ์ได้ ต้องมีป่าดี”
เมื่อต้องมีป่าดี การรักษาป่าจึงเป็นสิ่งจำเป็น ชาวบ้านทุกคนจึงต้องมีหน้าที่ดูแลป่าร่วมกัน โตโบก็จะคอยเตือนชาวบ้านเสมอให้รักษาป่า รักษาสิ่งแวดล้มอของตนเองให้ดี
“แต่โบราณมาแล้ว พื้นที่ที่เราทำพิธีเลี้ยงผีต่างๆ นั้น บริเวณนั้นเราจะไม่มีการตัดไม้ทำลายป่าเลย บริเวณนั้นจะห้ามตัดไม้ ห้ามทำลายทุกอย่าง ถ้าใครไม่เชื่อ ไปตัด ก็จะเจ็บป่วย”
ภัทร ชาคุณ แม่บ้านลาหู่ซึ่งเป็นคนเก่าแก่ของที่นี่ได้เล่าให้ฟังด้วยความรู้สึกเปี่ยมล้นจริงจัง
“ปัจจุบันนี้พวกเรามีที่ทำกินแน่นอน ไม่มีการบุกรุก เรามีการกันเขตที่ทำกินของแต่ละครอบครัว ที่นี่ป่าถึงอุดมสมบูรณ์ คนในเมืองหลายคนอาจไม่เข้าใจ คิดว่าชาวเขาชาวดอยทำลายป่า แต่นี่มันเป็นวิถีชีวิตของเรา เราทำการเกษตร เราก็ต้องมีที่ดินทำกินได้ใช่ไหม แต่ว่าเราไม่ได้ทำลายป่า เรารักษาด้วยซ้ำ เพราะถ้าไม่รักษา น้ำท่าไม่สมบูรณ์เราก็เพาะปลูกไม่ได้”
หมื่นแสนบุญโตโบ หรือโตโบแห่งหมู่บ้านเมืองนะยังได้ชี้ให้ดูพื้นที่เขตป่าซึ่งมีป่าแน่นขนัดว่า ข้างบนนั้นก็คือป่าชุมชนของชาวบ้าน ชาวบ้านไปหาเห็ด หน่อไม้ได้ แต่ห้ามตัดต้นไม้เด็ดขาด ซึ่งชาวบ้านทุกคนก็จะยึดถือกันมานานไม่มีใครละเมิด
“เวลาที่พวกเรามาทำบุญ สวดมนต์ร่วมกันในวันพระ โตโบก็บอกสอนพวกเราเสมอว่า ให้รักษาป่า เพราะป่าให้น้ำ ทำให้พวกเราปลูกอะไรก็ได้ผลงาม”
ปรานี คะจู สตรีชาวลาหู่ ของหมู่บ้านนี้อีกคนหนึ่งยืนยัน

ริ้วธงสีเหลืองตลอดทางเข้าหอแหย่ (สถานพี่ประกอบพิธีกรรมของลาหู่) โบกลมไสวในยามลมพัด ไร่ข้าว ไร่ข้าวโพดของชาวบ้านกำลังเริ่มออกฝักออกรวง ผลอะโวคาโดดกงาม ผลไม้หลากหลายชนิดที่ชาวลาหู่จากตำบลเมืองนะปลูกถูกส่งต่อตลาดผลไม้ให้คนในเมืองไทยได้กินในราคาถูกและมีคุณภาพ มีความสด ใหม่กว่าผลไม้จากต่างประเทศ
สิ่งเหล่านี้ เชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออกระหว่างคนเมืองและคนบนดอย.


