จากพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ สู่พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

เขียนโดย ชูพินิจ เกษมณี

ความคิดเรื่อง “พื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ” มีปรากฏเป็นครั้งแรกใน มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553 เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง โดยได้กำหนดพื้นที่นำร่องไว้ 4 แห่ง ได้แก่ 1) บ้านห้วยหินลาดใน ตำบลบ้านโป่ ง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย 2) ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี 3) บ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ และ 4) บ้านเลตองคุ ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก และมติคณะรัฐมนตรีฯ นี้ยังได้ระบุชื่อหน่วยงานรับผิดชอบไว้ 5 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม ถึงแม้มติคณะรัฐมนตรีฯ ดังกล่าวได้กำหนดความรับผิดชอบให้แก่หน่วยราชการเหล่านี้ ความริเริ่มอย่างเป็นรูปธรรมกลับมิได้เกิดจากการผลักดันของหน่วยราชการใดเลย แต่เกิดจากความเอาจริงเอาจังของชุมชนเอง โดยเริ่มจากหมู่บ้านห้วยหินลาดใน ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่หมู่บ้านนำร่องที่ระบุไว้ในมติคณะรัฐมนตรีฯ ดังกล่าว ที่สมาชิกในชุมชนพร้อมใจกันลุกขึ้นประกาศตนเป็นพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษเป็นแห่งแรกในประเทศไทย หลังจากนั้น จึงมีหมู่บ้านกะเหรี่ยงแห่งอื่น ๆ ทยอยกันประกาศตนเป็นพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ จนถึงปัจจุบัน มีจำนวน 14 หมู่บ้าน ในบรรดาหมู่บ้านที่ได้ประกาศเป็นพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษเหล่านี้ มีบางหมู่บ้านได้รับงบประมาณสนับสนุนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง

โดยที่ความคิดเรื่องพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษนี้มิได้มีการกำหนดกรอบและแนวทางบริหารจัดการไว้อย่างเป็นรูปธรรมโดยหน่วยงานใด ๆ การดำเนินงานในหมู่บ้านแต่ละแห่งทั้ง 14 ชุมชนจึงมีจุดเน้นแตกต่างกันไป ซึ่งในความเป็นจริง เป็นที่ยอมรับกันว่า วัฒนธรรมเป็นมิติแบบองค์รวม อันหมายถึงทั้งความรู้และการปฏิบัติต่าง ๆ ล้วนเชื่อมโยงกัน ตัวอย่างจากความพยายามแจกแจงความรู้ตามประเพณีออกเป็นรายวิชาของศูนย์การเรียนมอวาคี ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดแบ่งระบบภูมิปัญญาออกเป็นรายวิชา ดังนี้ ประวัติศาสตร์บอกเล่า บ้านและชุมชน กฎระเบียบ-การปกครอง นิเวศวิทยาชาติพันธุ์ เศรษฐกิจชุมชน โภชนาการพื้นบ้าน การดูแลสุขภาพพื้นบ้าน ศิลปะวรรณกรรม-การละเล่นพื้นบ้าน ศาสนาและโลกทัศน์ชนเผ่าพื้นเมือง และภาษาแม่ เหล่านี้จึงเรียกรวมกันว่ามิติทางวัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้ การที่จะขับเคลื่อนชุมชนด้วยมิติทางวัฒนธรรมจึงเป็นงานใหญ่ที่ต้องใช้ทั้งเวลาและทรัพยากร และในเวลาต่อมา ได้เกิดเป็นข้อถกเถียงในการตีความว่า หมายถึงเขตพิเศษ หรือวัฒนธรรมพิเศษ และถ้าเป็นวัฒนธรรมพิเศษ ก็จะมีคำถามตามมาว่า วัฒนธรรมไหนพิเศษ และวัฒนธรรมไหนไม่พิเศษ

ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงข้อถกเถียงทำนองนี้ จึงมีข้อความใหม่นำเสนอขึ้นมา เรียกว่า “พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์” ปรากฏอยู่ในร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ที่มีศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เป็นเจ้าภาพประสานความร่วมมือในการยกร่างกฎหมายนี้ โดยมีนิยามชัดเจนว่า ‘(มาตรา 3) “พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์” หมายความว่า พื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน หรือพื้นที่ทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของกลุ่มชาติพันธุ์ คำถามว่าในการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ชุมชนสามารถทำอะไรได้บ้าง มีคำตอบอยู่ใน มาตรา 37 ของร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว ดังนี้:

มาตรา ๓๗ ให้ประชาชนในชุมชนที่อยู่ภายในพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ มีสิทธิใช้ประโยชน์จากที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ตามธรรมนูญของพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ดังต่อไปนี้

(๑) ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อการอยู่อาศัย การสาธารณูปโภคสาธารณูปการ การเกษตรกรรม การประมง การเลี้ยงสัตว์และกิจกรรมสาธารณะของชุมชน

(๒) กระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อการทำกินตามวิถีชีวิตและวัฒนธรรม

(๓) การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอื่นในพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ทำได้ตามความจำเป็นต่อการอุปโภคบริโภคในครัวเรือน เศรษฐกิจชุมชน หรือใช้ในกิจกรรมสาธารณะของชุมชน

(๔) ชักน้ำหรือบังคับน้ำจากทางน้ำ ลำน้ำ ลำห้วย หนอง หรือบึง เพื่อประโยชน์ในการอุปโภคบริโภค การเกษตรกรรม การเลี้ยงสัตว์ และกิจกรรมสาธารณะของชุมชน

(๕) ปลูกต้นไม้หรือพฤกษชาติอื่น ๆ

(๖) ปฏิบัติพิธีกรรมตามประเพณีและจิตวิญญาณของกลุ่มชาติพันธุ์

(๗) การอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด

การใช้ประโยชน์ตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นไปอย่างสมดุลและยั่งยืน ไม่ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ หรือส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด’

ดังนั้น หากความหมายและสาระสำคัญของพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ตามที่กล่าวมาแล้วสามารถผ่านความเห็นชอบจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาและได้รับการผลักดันเป็นกฎหมายออกมา ย่อมจะช่วยให้ชุมชนมีหลักประกันการดำรงวิถีชีวิตตามประเพณีของตนไว้ได้อย่างมั่นคง ทั้งจักไม่ถูกข่มขู่ คุกคาม และบีบบังคับทั้งโดยตรงและโดยอ้อมจากอำนาจรัฐอย่างที่เป็นอยู่อีกต่อไป

จึงต้องอาศัยพลังเสียงของภาคประชาชนที่ต้องการสืบสานวิถีชีวิตทางวัฒนธรรมของตนต่อไปสู่รุ่นคนในอนาคต ให้แสดงความต้องการกฎหมายที่เคารพ ส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตชนเผ่าพื้นเมืองและทุกกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต้องการรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนไว้อย่างมีศักดิ์ศรีบรรลุสู่เป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเจตนารมณ์ของสหประชาชาติ และเหมาะสมกับความหมายของการเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

แนวทางนำเสนอคุณลักษณะของพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

  • ขอบเขตพื้นที่ “ภูมิ-วัฒนธรรม” ทรัพยากรธรรมชาติรอบชุมชน และภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในการจัดการและใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
  • เศรษฐกิจชนเผ่าพื้นเมือง: เกษตรกรรมยั่งยืน เศรษฐกิจพอเพียง ความหลากหลายของเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน อาหารชนเผ่าพื้นเมือง นวัตกรรมการแปรรูปผลผลิต
  • การศึกษาชนเผ่าพื้นเมือง: หลักสูตรบูรณาการ การศึกษาทวิ/พหุภาษา ชุมชนควบคุมการศึกษา
  • สุขภาพอนามัย: การดูแลสุขภาพพื้นบ้าน การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม การดูแลสุขภาพแบบบูรณาการ
  • การละเล่นพื้นบ้าน วรรณกรรม ศิลปะหัตถกรรม พื้นที่จิตวิญญาณ