ลำน้ำสาว: ตำนาน และเรื่องราวสาวชาวม้ง ตอนที่ 1

ลำน้ำสาว: ตำนาน และเรื่องราวสาวชาวม้ง ตอนที่ 1

เขียนโดย นพพล ไม้พลวง

ตำนานลำน้ำ

สูงขึ้นไปจากระดับน้ำทะเล 1,450 เมตร ตรงเขตรอยต่อระหว่างจังหวัดน่านกับพะเยา เป็นที่ตั้งของชุมชนกลางเขา หากทอดสายตามองออกไปจากจุดศูนย์กลาง จะเห็นยอดดอยผาจิและภูเขาน้อยใหญ่ คล้ายรูปช้างกับวัวเรียงตัวสลับกันอย่างสงบ ครั้งหนึ่งย้อนกลับไปปี พ.ศ.2548 นักวิชาการผู้ติดตาม “บุคคลสำคัญของประเทศ” เคยคาดการณ์ว่า หากประชาชนมากกว่า 1,500 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ม้งผู้อาศัยในพื้นที่ มีการใช้ป่าไม้แบบแผ้วถางป่าอยู่ อาจเป็นสาเหตุให้ภูเขาเตียนโล่ง ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติโดยรอบ มีแนวโน้มจะรุนแรงจน “น้ำจืด” กลายเป็นของหายาก อาจเกิดสงครามแย่งชิงน้ำได้ …แม้ตามข้อเท็จจริงแล้ว ชุมชนแห่งนี้จะอยู่ใกล้ชิดกับแม่น้ำสายสำคัญ คือ  “แม่น้ำสาว” ที่มีจุดเริ่มต้นตาน้ำมาจากแนวเขาผาช้างผาวัวเป็นน้ำสาวเหลือง สาวดำ ก่อนพาดผ่านและไหลรวมเป็นลำน้ำสาว

ตาน้ำจุดหนึ่งซึ่งเป็นต้นกำเนิดของลำสาว

แต่กว่าสองทศวรรษล่วงผ่านแล้ว ยังไม่มีวี่แววว่าสงครามชิงน้ำจืดจะเกิดขึ้นในหมู่บ้าน ชุมชน ตำบล ที่ตั้งอยู่กลางเขาแห่งนี้ ขณะที่ลำน้ำสาว ก็ยังคงเป็นเส้นเลือดหลัก แม้ลดน้อยตามฤดูกาลแต่ยังเหลือพอหล่อเลี้ยงชีวิตประชากรผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมมาตลอดทุกฤดู

ตามตำนานม้งเล่าถึงลำน้ำสาวว่า เคยมีหญิงสาวกับชายหนุ่มคู่หนึ่งขี่ช้างรอนแรมจากหมูบ้านอื่น มาลงหลักครองรักกันกลางเขาแห่งนี้ ด้วยพ่อแม่ของทั้งสองกีดกันยืนกั้นเป็นอุปสรรคความสัมพันธ์ กระทั่งวันหนึ่ง ฝ่ายชายผู้ห่างบ้านมานานได้ตัดสินใจเดินทางกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ของตน แต่เมื่อถึงหมู่บ้านกลับพบว่า ผู้เป็นพ่อถูกครอบครัวฝ่ายหญิงวางยาปลิดชีวิตไปตั้งแต่ตนออกจากหมู่บ้าน ด้วยความเศร้าเสียใจและสำนึกในความผิดจึงคิดตีตัวออกห่าง จนไม่หวนกลับไปหาหญิงสาวอีกเลย

ขณะผู้เฝ้ารอ แม้เพียงวินาทีช่างเนิ่นนาน แต่กาลเปลี่ยนหลายฤดูจนรู้แก่ใจดี ว่าสามีผู้เป็นที่รักไม่กลับมาแล้ว จึงตัดสินใจเดินทางสู่โลกของวิญญาณ ด้วยการกระโดดลำน้ำสาวฆ่าตัวตาย (บางแหล่งข้อมูลเล่าถึงตอนนี้ว่า แม่น้ำนั้นลึกจนสาวกระโดดน้ำตายไปพร้อมกับช้างของตน) ก่อนสิ้นลมสาวเอ่ยคำปฏิญาณเอาไว้ว่า ฉันจะอยู่ตรงนี้เพื่อพิทักษ์ผืนป่าและรอจองล้างจองผลาญกับชายทุกคนที่ทำไม่ดี ผิดลูกผิดเมียผู้อื่น หรือหลอกให้ฝ่ายหญิงตรมใจ แล้วฉันจะปกป้องสายน้ำนี้ เพื่อตอบแทนคุณให้พ่อแม่… นั่นจึงเป็นหนึ่งในตำนานของชื่อ “ลำน้ำสาว” ในปัจจุบัน

นับจากนั้น หากมีการตายของชายใดใกล้ลำน้ำ มักถูกเชื่อมโยงกับความเชื่อของตำนานม้งเรื่องลำน้ำสาว

เรื่องเล่าที่ปราศจากบรรทัดสุดท้ายของสตรีม้ง

ตามวัฒนธรรมความเชื่อของชาวม้งโบราณนั้น ผู้หญิงเป็นเพียงสมบัติของฝ่ายชาย ไม่มีสิทธิลุกขึ้นมาพูดในที่สาธารณะโดยปราศจากชายอนุญาต ไม่สามารถคำนับทั้งภูตผีเทวดาแม้กระทั่งศพบรรพบุรุษ ทุกมื้ออาหารตลอดทั้งชีวิต ต้องกินข้าวหลังจากฝ่ายชายอิ่ม และเพราะพวกเธอเกิดเป็นสตรี การไปอยู่ในพิธีกรรมหรือร่วมตัดสินใจใดในหมู่บ้านก็ไม่มีสิทธิ

จนสตรีชาวม้งบางคนเชื่อว่า การเป็นผู้หญิงห้ามพวกเธอฉลาด ด้วยเหตุนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่สถิติการได้เข้าเรียนของเด็กหญิงชาวม้งจะต่ำกว่าเพศชายถึงร้อยละ 80 เพราะเมื่อเติบโตไปผู้หญิงต้องแต่งงานเข้าบ้านสามีอยู่ดี

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งความเชื่อ คือหญิงม้งที่ออกเรือนไปแล้ว จะไม่สามารถกลับมาอยู่บ้านซึ่งเป็นถิ่นฐานของครอบครัวเดิมได้ ไม่ว่าสามีของเธอจะตายหรือเกิดเหตุการณ์หย่าร้าง เพราะจะเป็นการผิดผีอย่างร้ายแรง

ในเรื่องนี้ รัชดา วชิรญาณ์ จากเครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทย เล่าถึงความหลังให้ฟังว่า

“ผู้หญิงม้งเรา พอแต่งงานแล้วรู้แค่ว่า ไม่ว่าผัวจะดีจะชั่วหรือมีเมียใหม่ก็ต้องทนอยู่กับผู้ชายคนนั้น เพราะถ้าเราหย่าร้างแล้วกลับมาพึ่งใบบุญที่บ้าน ขอข้าวขอน้ำกินจะกลายเป็นเรื่องผิดผีทันที มันเป็นการทำให้ชื่อเสียงของตระกูลเสียหาย ถ้าสามีเดิมตายหรือหย่าต้องรีบหาสามีใหม่ ถึงขนาดว่า ถ้าหญิงหม้ายตายก่อนจะมีสามีใหม่ พิธีกรรมเกี่ยวกับศพจะถูกตั้งนอกบ้าน บางรายตายไปแล้วต้องตั้งศพริมถนน เพราะตามประเพณีไม่สามารถเอาศพหญิงหม้ายที่ยังหาสามีใหม่ไม่ได้เข้าบ้าน”

เช่นกันกับ รัศมี ทอศิริชูชัย อีกหนึ่งผู้แทนจากเครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทย ร่วมอธิบายเพิ่มเติมว่า

“หญิงหม้ายสามารถเข้ามาเยี่ยมบ้านชั่วครั้งชั่วคราวได้ แต่ไม่ใช่คนของพ่อแม่ในบ้านนั้นอีกแล้ว ดังนั้น หากมีพิธีกรรมอะไรจะถูกห้ามเข้าร่วม เพราะผู้หญิงคนนี้ได้กลายเป็นคนไม่มีสกุลแซ่ เหมือนผีไม่มีญาติ ยิ่งหากหญิงหม้ายมีลูกติดมา  ลูกก็ไม่สามารถเข้าบ้านของปู่ย่าตายายได้ด้วยเช่นกัน”

จากคำบอกเล่าของทั้งสองคนแสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงที่มีเหตุให้ไร้สามี จำเป็นต้องเร่งครองคู่ใหม่เพื่อจะได้มีที่อยู่ที่ตาย แต่การทำแบบนั้น อาจส่งผลกระทบทำให้มีปัญหามากมายตามมา เช่น อาจจะกลายเป็นว่าผู้หญิงไปแย่งสามีคนอื่น มีปัญหาด่าทอตบตีแย่งสามีระหว่างผู้หญิงม้งด้วยกัน ปัญหาในกรณีมีลูกติด หากผู้ชายคนใหม่ไม่รับเข้าบ้าน จะกลายเป็นเด็กไร้บ้านและถูกทอดทิ้งโดยปริยาย

เมื่อเสียงของผู้หญิงไม่มีค่า คำพูดของสตรีเพศเป็นเพียงลมแผ่วแผ้วพานผ่านไป ในกรณีมีปัญหาจนเกิดข้อพิพาทกัน ผู้หญิงก็ไม่สามารถอยู่ร่วมการตัดสินได้ ต้องฝากเรื่องราวไปกับผู้ชายให้ไปเป็นปากเสียงแทน คำถามสำคัญจึงกลายเป็นว่า แล้วผู้ชายคนไหนที่พวกเธอควรไว้ใจ ?

“ชีวิตผู้หญิงเรามันตลกอยู่อย่าง คือ ผู้ชายของเราไม่จำเป็นต้องฉลาดหรือมีความสามารถเลยก็ได้ ขอแค่เป็นคนที่สามารถเอาข้อความของผู้หญิงเราไปพูดต่อในพิธีกรรมหรือที่ประชุมได้ก็พอ”

หนึ่งในผู้แทนจากเครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทยส่ายหัวเล่า ราวกับเรื่องตลกร้าย

จนเมื่อถึงที่สิ้นสุดของความจำยอม ผู้หญิงม้งทั้งในหมู่บ้านเดียวกัน และจากแต่ละจังหวัด ได้ลุกขึ้นมารวมตัวกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ในนามเครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทย โดยคราวแรก พวกเขารวมกันเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงประเด็นความทุกข์ยากของผู้หญิงม้ง มีกิจกรรมจำพวกวงสนทนา หาโอกาสให้ได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้สึกกันเรื่อยมา

รัชดา เล่าต่อว่า 

“กระทั่งเราเข้าไปมีส่วนร่วมอยู่กับกลุ่มคนทำงานศึกษาวิจัย จนพบเรื่องสำคัญว่า ในเผ่าม้งเรามีพิธีที่สูญหายมานานชื่อว่า พิธีผู่หรือพิธีคืนลูกสาวกลับบ้าน พิธีผู่จะทำให้ผู้หญิงหม้ายสามารถกลับมาอยู่กิน และตายในรั้วบ้านตัวเองได้ เพราะในพิธีแต่งงาน ชาวม้งจะมีการใช้ไก่วนรอบหัวสามรอบ แล้วแจ้งกับผีบรรพบุรุษว่า ลูกสาวจะออกเรือน ตอนจะทำพิธีรับลูกสาวกลับบ้าน ก็เพียงแค่ทำเหมือนกัน คือใช้ไก่วนรอบศีรษะ แล้วแจ้งกับผีบรรพบุรุษว่า ลูกสาวเราจะกลับเข้าบ้าน”

เมื่อเครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทยได้มีอาวุธทางความคิด มีวิธีการแล้ว แต่เสียงของผู้หญิงยังคงไม่มีค่าในเผ่า จึงทำให้ต้องเชิญผู้นำตระกูลแซ่ใหญ่ ๆ ของชาวม้ง พร้อมกับผู้นำทางธรรมชาติทั้งหมอผี หมอคดีซึ่งเคยได้ตัดสินคดีของหญิงชายในเผ่ามาร่วมพูดคุย

“หลายคนที่มาวันนั้นก็ต่อว่า ว่าเราทำแบบนี้ไม่ได้นะ ความในไม่ให้นำออก ความนอกอย่านำเข้า ทำแบบนี้คือการเอาความลับของเผ่าพันธุ์ไปทำให้เสื่อมเสีย”

ผู้แทนเครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทยเล่าให้ฟังถึงบรรยากาศครั้งแรกของการพูดคุย แล้วยังเพิ่มเติมข้อมูลอีกว่า

“สรุปคือ อันนี้ก็แก้ไม่ได้ อันนั้นก็แก้ไม่ได้ ติดกรอบความเชื่อ ไม่สามารถแหกระเบียบปฏิบัติวัฒนธรรมได้ จนผู้หญิงเราเริ่มต่อรองด้วยการพูดเรื่อง พิธีคืนลูกสาวกลับบ้าน”

โชคยังดีสำหรับพวกเขา เมื่อมีผู้นำทางธรรมชาติคนหนึ่ง ซึ่งเคยรับรู้และได้ยินเรื่องพิธีคืนลูกสาวกลับบ้านมาบ้างนั้น บอกกับพวกเขาว่า

“ปัญหาของผู้หญิง ถ้าผู้หญิงไม่รู้จักลุกขึ้นมาพูด แปลว่าผู้หญิงไม่ได้มีปัญหา ดังนั้น ถ้าทำอะไรอยู่แล้วมันจะเป็นประโยชน์กับคนอื่น ให้ทำต่อไปเลย”

เหมือนกับการเปิดประตูให้ความกล้าหาญกลับคืนมา จากวันที่ได้รับอนุญาตโดยผู้นำทางธรรมชาติคนดังกล่าว เครือข่ายสตรีม้งในประเทศไทย จึงเริ่มรับสมัครครอบครัวผู้หญิงหย่าร้างกับสามี มาทดลองนำร่องจัดพิธีกรรม แรกเริ่มอาสาสมัครกับครอบครัวก็สับสน ว่าสิ่งเหล่านี้สามารถทำได้จริงหรือ

ต่อมา พิธีคืนลูกสาวกลับบ้านเริ่มถูกยอมรับจากผู้นำชุมชน หมอผีต่าง ๆ ว่าทำได้ แต่ต้องมีคนสำคัญสี่คนคือ อาของหญิงหม้าย ตงเซ่ง(หมอผี) รวมกับพยานอีกสองคน ทั้งหมดสี่คนต้องเป็นผู้ชาย พร้อมกับไก่สองตัวในการทำพิธี จากพิธีกรรมที่ตกหล่นนับร้อยปี แต่ด้วยความพยายามของสตรีหนึ่งกลุ่ม ก็ช่วยเพิ่มหนึ่งหนทางทำให้ผู้หญิงซึ่งออกเรือนไปแล้วแต่จำเป็นต้องเลิกรากับสามีนั้นได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง รัศมี ทอศิริชูชัย และรัชดา วชิรญาณ์ ทิ้งท้ายให้ฟังอย่างมีความหวังว่า

“แม้การมีพิธีผู่ จะเป็นเพียงชัยชนะเดียว ตลอดเวลาของการมีอยู่อย่างยาวนานสำหรับผู้หญิงชาวม้ง แต่อย่างน้อยมันทำให้เห็นแล้วว่า ในยุคสมัยที่ทุกอย่างกำลังพัฒนา เสียงของพวกเราเริ่มมีคนรับฟัง”

จากตำนานม้งแห่งลำน้ำสาว เดินทางสู่เรื่องราวปัจจุบัน ล่วงผ่านคืนวันที่ “ความเท่าเทียม” ถูกพูดถึงโดยไม่เหนียมอาย เรื่องของหญิงชายกลายเป็นพรมแดนถูกขยับให้เข้ามาใกล้กัน การปรับตัวอย่างน่าสนใจของสตรีชาวม้งเริ่มเกิดขึ้นแล้ว

โปรดติดตามตอนต่อไป ตอนที่ 2 ลำน้ำสาว วิถีซึ่งมีสตรีร่วมสืบทอด