“อิ๊ด่ามาหลั๊วะ” ป่าคือเทพเจ้า ป่าคือจิตวิญญาณ ป่าไม่สามารถแยกจากชีวิตของชาวลีซู

สุพจน์  หลี่จา: เขียน / ณฐาภพ  สังเกตุ: เรียบเรียง

คำว่า “ลี” มาจาก “อิ๊หลี่” แปลว่า จารีตประเพณีหรือวัฒนธรรม “ซู” แปลว่า “คน”  ลีซูจึงมีความหมายว่ากลุ่มชนที่มีขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีและความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเอง หากมองในแง่วัฒนธรรมและบุคลิกภาพแล้ว  อาจกล่าวได้ว่าชาวลีซูเป็นกลุ่มชนที่รักอิสระมีระบบการจัดการความสัมพันธ์ทางสังคมที่ยืดหยุ่น ด้วยเหตุนี้ทำให้ชาวลีซูมีศักยภาพในการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ดีไม่ว่าวิถีชีวิตของชาวลีซูจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ป่าก็คือชีวิตของพี่น้องลีซู ในแง่วิถีชีวิตการทำมาหากิน รวมทั้งเป็นพื้นที่จรรโลงใจและสอนให้พวกเรามีจริยธรรม ลีซูเชื่อว่าป่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่ ฉะนั้นทุกครั้งที่เราเข้าป่าลีซูจะต้องสำรวมและปฏิบัติต่อป่าด้วยความเคารพ

แม้วันนี้วิถีชีวิตของชาวลีซูได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ชาวลีซูได้รับผลกระทบจากนโยบายพื้นที่อนุรักษ์ของรัฐมาโดยตลอดไม่ต่างจากพี่น้องชาติพันธุ์อื่นๆ อย่างล่าสุดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ครม. เห็นชอบ 2 ร่าง พ.ร.ฎ.ป่าอนุรักษ์ ที่จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวลีซูที่อยู่กับป่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พี่น้องชาวลีซูส่วนหนึ่งอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์  ถ้าจะบอกว่าพวกเราเป็นคนบุกรุกก็เป็นเรื่องที่ต้องไปพิสูจน์ เพราะหลายพื้นที่เราอยู่กันมาตั้งแต่ดั้งเดิม หลายพื้นที่รัฐประกาศพื้นที่อนุรักษ์ทับซ้อนกับที่ดินทำกินของพี่น้องลีซู

ป่ากับชาวลีซูไม่สามารถแยกออกจากกันได้  ศาลเจ้าของชาวลีซูมักตั้งอยู่ในบริเวณป่าต้นน้ำ เราไม่สามารถตั้งศาลในที่โล่งแจ้งได้เพื่อในศาลนั้นคุ้มครองวิถีชีวิตการดำรงอยู่ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพี่น้องลีซู ดังนั้นเราจึงอยากเล่าเรื่องราวนี้ เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติที่เกื้อกูลกันของชาวลีซู

อิ๊ด่ามาเทพเจ้าแห่งป่า และการจัดประเภทป่าของชาวลีซู

คำว่าป่าสำหรับชาวลีซูนั้นหมายถึงพื้นที่ทางพืชพันธุ์ที่ไม่มีใครถือครองและเป็นเจ้าของ แต่จะมีเทพเจ้าแห่งป่า  “อิ๊ด่ามา” สถิตอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่เป็นเทพที่พระเจ้าวูซา (ผู้สร้างโลก) ให้มาดูแลรักษา และในพื้นที่ป่านั้นทุกคนมีส่วนได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน เพียงแต่ทุกคนที่เข้าไปเอาประโยชน์จากป่าจะต้องแจ้ง “อิ๊ด่ามา” ทราบก่อน ชาวเผ่าลีซูเชื่อว่าป่าทุกผืนจะมีเทพอิ๊ด่ามาเป็นผู้ปกป้องคุ้มครอง ในขณะเดียวกันป่าซึ่ง

ประกอบด้วยต้นไม้นานาชนิดจะมีเทพ “สือดู่สื่อผ่า สื่อดู่สื่อมา” เป็นเจ้าของต้นไม้หากมีการทำกิจกรรมใดในเขตป่าจะต้องขอขมา และจะต้องแจ้งให้เทพแห่งป่าได้รับทราบก่อนไม่เช่นนั้นจะได้รับภัยพิบัติ

การจัดประเภทป่าของชนเผ่าลีซูสามารถจัดแบ่งประเภทป่าได้ 2 วิธีคือ

  1. การจำแนกป่าตามสภาพภูมิ
    • ประเทศป่าเขตเย็น (อาจญาหมู่ว) เป็นป่าที่สำคัญยิ่งสำหรับการดำเนินชีวิต ซึ่งชนเผ่าลีซูถือว่าป่าเย็นเป็น ป่าที่น้ำออกหรือมีน้ำอุดมสมบูรณ์  มีคำกล่าวของชนเผ่าลีซูว่า “น้ำแห้ง อย่าลงล่าง แต่ให้ขึ้นบน” ซึ่งหมายถึงถ้าหากน้ำในลำห้วยแห้งอย่าลงไปหาน้ำในพื้นที่ที่ต่ำเพราะเราจะอดน้ำเสียก่อน แต่ให้เดินขึ้นข้างบนแล้วจะได้พบน้ำ จากคำกล่าวดังกล่าวจะเห็นได้ว่าในเขตป่าเย็นจะเป็นต้นกำเนิดของน้ำและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ มากมาย เช่น หวาย เฟิร์น ไม้ก่อ นอกจากนี้แล้วยังเป็นเขตป่าสมุนไพร ซึ่งจะมีสมุนไพรมากมายในบริเวณนี้ ชนเผ่าลีซูจะไม่นิยมทำกิจกรรมการเกษตรในป่าบริเวณนี้ เนื่องจากว่าเป็นป่าเขตอุดมสมบูรณ์ แต่จะทำกิจกรรมหาของป่าเป็นหลัก เพราะถือได้ว่าเป็นคลังอาหารของชุมชน
    • ป่าในเขตร้อน (ลุย์หมู่ว) เป็นบริเวณป่าที่ชนเผ่าลีซูนิยมทำการเกษตรปลูกพืชจำพวกพืชไร่ และนิยมเก็บหาไม้ใช้ในการสร้างบ้านเรือน ป่าในเขตป่าร้อนเป็นป่าไม้ผลัดใบ ส่วนใหญ่เป็นไม้เนื้อแข็งที่เหมาะการใช้ประโยชน์เช่น ไผ่  ไม้สัก  ไม้สน เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า เช่น ไก่ป่า หมูป่า กระรอก และนกนานาชนิด เนื่องจากป่าบริเวณนี้มีอาหารอุดมสมบูรณ์ และมีความหลากหลายทางพันธุ์พืชเติบโตอย่างหนาแน่น จึงเป็นที่หลบซ่อนของสัตว์ป่า
    • ป่ากึ่งร้อนกึ่งเย็น (หม่าลูย์หม่าจา) เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดเนื่องจากมีความหลากหลายทางพันธุ์พืช ชนเผ่าลีซูนิยมใช้เป็นพื้นที่ตั้งชุมชน ปลูกข้าว ปลูกพืชผักและพืชไร่อื่นๆ ใช้ไม้ในการสร้างบ้านเรือนตลอดจนเป็นแหล่งหาอาหารป่า
  2. การจำแนกประเภทป่าตามลักษณะการใช้ประโยชน์
    • ป่ารับแสงอาทิตย์ (ตาหยา) ป่าบริเวณนี้เป็นป่าที่ได้รับแสงอาทิตย์มากและมีอากาศถ่ายเทได้ดีชนเผ่าลีซูนิยมปลูกพืชสายพันธุ์ที่ต้องการแสงมาก เป็นที่น่าสังเกตว่าการทำการเกษตรในบริเวณนี้ส่วนใหญ่จะได้ผลผลิตสูง ส่วนพืชผักจะไม่นิยมปลูกมากเพราะมีช่วงอายุของการเก็บกินผักสดสั้นเนื่องจากมีแสงมาก มีความชื้นต่ำ ผักจะตายเร็ว ป่าในบริเวณนี้จะมีจะมีสัตว์เล็กสัตว์ ใหญ่อาศัยอยู่และหากินในเวลาช่วงเช้าและค่ำ
    • ป่าลับแสงอาทิตย์ (ฉู่วยี) คือสภาพป่าที่ได้รับแสงอาทิตย์น้อยหรือมีช่วงเวลาในการรับแสงอาทิตย์ต่ำทำให้มีความชื้นสูง ชาวลีซูจะนิยมปลูกพืชที่ต้องการแสงแดดน้อย ป่าบริเวณนี้มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก เนื่องจากเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์และพืช แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าสัตว์จะนิยมมาอาศัยและหากิน ป่าบริเวณนี้ยังมีพืชจำพวกหวายเป็นจำนวนมากและส่วนใหญ่เป็นป่าต้นน้ำด้วย

อิ๊ด่ามาหลั๊วะ พิธีกรรมคืนผืนป่าให้เทพเจ้า

อิ๊ด่ามาหลั๊วะ หมายถึงการถวายผืนป่าให้เทพเจ้า เป็นการแสดงถึงการขอบคุณต่อเทพเจ้าต่างๆ เช่น มีชือด่ามา  อิ๊ด่ามา และอาปาโหม่วที่ดูแลรักษาและอวยพรให้คนในชุมชนได้มีพืชผลดี

ในสังคมของลีซูนั้นเรามีระดับชั้นของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่เริ่มตั้งแต่ในครัวเรือนที่มีศาลเจ้าของต้นตระกูล มีศาลเจ้าประจำหมู่บ้านที่มักตั้งอยู่เหนือหมู่บ้านในบริเวณป่าต้นน้ำ และมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เฉพาะที่เราให้ความเคารพบูชา ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ สายน้ำเป็นต้น สิ่งเหล่านี้ชาวลีซูเชื่อว่าคือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ รวมทั้งสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ

สำหรับอิ๊ด่ามานั้นคือเทพเจ้าสูงสุดของชาวลีซู เป็นเทพเจ้าผู้คุ้มครองเทือกเขาและผืนป่าในบริเวณนั้น  ในแต่ละปีจะมีพิธีกรรมถวายผืนป่าให้เทพเจ้า ซึ่งไม่ได้มีกำหนดเวลาการประกอบพิธีกรรมที่ชัดเจน ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละชุมชน ชาวลีซูจะไปขอพรเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตในปีต่อไป โดยจะมีการบวงสรวงด้วยหมูและไก่ มีการเสี่ยงทายที่จะกลายมาเป็นวิถีปฏิบัติของชาวลีซูในปีนั้นๆ รวมทั้งขอพรให้คนทุกคนที่อาศัยอยู่ในบริเวณลุ่มน้ำและดอยแห่งนั้นได้รับการปกปักคุ้มครอง

ในระหว่างพิธีกรรมอิ๊ด่ามาหลั๊วะ จะไม่มีการเข้าไปทำการใดๆ กับป่าไม้หรือสัตว์ป่า เว้นแต่การเก็บเห็ด ผักและยาสมุนไพรเท่านั้น เนื่องจากในบทสวดมีการสาปแช่งต่อผู้เข้าไปทำลายไว้ หากใครฝ่าฝืนก็จะเกิดความพินาศอย่างประเมินค่าไม่ได้

 ในท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่อยากจะเล่าเรื่องราวของเราให้คนภายนอกได้รับรู้และเข้าใจ คือสารที่พี่น้องลีซูอยากให้ทุกคนเห็นว่า เราอยู่กับป่ามากกว่าการทำมาหากินตามวิถีชีวิตของเรา แต่มันคือเรื่องของพิธีกรรม ความเชื่อ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และกับธรรมชาติที่เกื้อกูลกันกัน ป่าคือชีวิตของชาวลีซู และเราก็อยากเห็นภาพคนต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำนั้นมาร่วมจัดการทรัพยากรดูแลธรรมชาติอย่างเกื้อกูลกัน เพราะพวกเราลีซูเองก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ถ้าไม่มีป่า

หมายเหตุ : บทความชิ้นนี้เกิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)