“พ่อแม่เล่าให้ฟังว่า อุ้มผมอพยพหนีข้ามมาอาศัยอยู่ในจุดที่เชื่อว่าเป็นฝั่งประเทศไทยตั้งแต่ผมยังจำความไม่ได้ เพราะถ้ายังอยู่ที่ฝั่งพม่า เด็กผู้ชายอย่างผมจะต้องถูกบังคับให้ไปจับปืนเป็นทหารแน่นอน โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะต้องไปอยู่กับกองกำลังฝ่ายไหนด้วยซ้ำ … พ่อไม่ยอมให้ผมต้องไปเป็นทหาร เลยตัดสินใจหนีข้ามมาฝั่งประเทศไทย”
เด็กชายวัย 2-3 ขวบ เมื่อ 40 กว่าปีก่อน เติบโตขึ้นอยู่ในดินแดนเทือกเขาชายแดนไทย – พม่า และเปลี่ยนสถานะจากผู้อพยพลี้ภัยสงครามมาเป็นผู้นำชุมชนบ้านนอแล ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ในวันนี้ แม้จะไม่ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านอย่างเป็นทางการ เพราะเขายังไม่มีสถานะความเป็นคนไทย แต่ชาวบ้านก็เรียกเขาว่า “พ่อหลวง” ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ภาคเหนือ

แม้จะยังเด็กมากในช่วงเวลาที่ต้องอพยพหนีภัยสงคราม แต่ “พ่อหลวงอ่อน สุนันตา” ก็ได้รับถ่ายทอดเรื่องราวเมื่อ 40-50 ปีก่อนมาจากผู้อาวุโสในชุมชนมาอย่างแจ่มชัด เขายังพยายามส่งต่อเรื่องราวนี้ไม่ให้ตกหล่นผิดเพี้ยนเพื่อให้พี่น้องชาติพันธุ์เดียวกันกับเขาไม่ลืมความยากลำบากของคนรุ่นก่อนที่ต้องดิ้นรนเพื่อรักษาชีวิตลูกหลานและดำรงเผ่าพันธุ์ของตัวเองไว้ไม่ให้เลือนหายไป
“คนภูเขา” ชาติพันธุ์ “ดาราอาง”
“คนอื่นเรียกพวกเราว่า ปะหล่อง นั่นเป็นชื่อเรียกที่คนเผ่าอื่นตั้งให้เรา แต่พวกเราเรียกตัวเองว่า ดาราอาง”
“ดาราอาง มีภาษาเป็นของตัวเองนะครับ ในภาษาของเรา … ดา แปลว่า บรรพบุรุษ … รา แปลว่า กิ่งก้านสาขา … อาง แปลว่า หน้าผาชัน ภูเขาสูง หรืออีกความหมายคือ ยันต์คุ้มภัยจากอันตราย … โดยรวมๆ แล้ว ดาราอาง จึงหมายถึง กลุ่มคนที่มีอยู่บนภูเขามาช้านาน … คนภูเขา”
พ่อหลวงอ่อน อธิบายความหมายของชื่อชาติพันธุ์ “ดาราอาง” ซึ่งเป็นชนเผ่าที่มีอัตลักษณ์ทางภาษาเป็นของตัวเอง แต่ชนเผ่าอื่นไม่เข้าใจภาษาดาราอาง จึงทำให้มีอีกชื่อหนึ่งที่ถูกเรียกว่า “ปะหล่อง” ซึ่งเป็นชื่อที่ถูกตั้งขึ้นโดยชนเผ่าอื่น
เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวเข้าด้วยกัน จากชื่อ ดาราอาง ที่หมายถึง คนภูเขา และชื่อที่ถูกเผ่าอื่นเรียกว่า ปะหล่อง ก็จะพบว่า มีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ที่ทำให้ดาราอาง เป็นชนเผ่าที่ต้องพยายามดิ้นรนหนีภัยสงครามในพม่า
“ผู้อาวุโสเล่าให้ฟังว่า ในสมัยที่พวกเรายังอยู่ในบริเวณรัฐฉานในพม่า ดาราอางจะเป็นกลุ่มคนที่อยู่บนูเขา อยู่ในป่า และอยู่กันแบบกระจัดกระจายไม่ได้รวมกลุ่มกัน จึงเป็นหนึ่งไม่กี่ชนเผ่าที่ไม่กองกำลังทหารเป้นของตัวเอง”
“เมื่อไม่มีกองกำลัง แถมอยู่กันกระจัดกระจาย ก็ทำให้มีกลุ่มกองกำลังจากทั้งฝ่ายทหารพม่า และทหารไทใหญ่ซึ่งกำลังสู้รบกัน ต่างแย่งกันเข้ามาอาศัยและปกครองในแต่ละจุดที่ดาราอางตั้งถิ่นฐานอยู่ และพวกเขาเรียกเราว่า ปะหล่อง … ผู้ชายที่โตแล้ว ก็จะถูกสั่งให้ไปทำงานเป็นลูกหาบแบกอาวุธสงครามให้กับกลุ่มที่เข้ามายึดบ้านตัวเอง ส่วนเด็กผู้ชายก็จะถูกลงบัญชีรายชื่อไว้และนำไปฝึกให้เป็นทหารตั้งแต่เด็ก … เขาจะไม่เอาผู้ใหญ่ไปฝึกทหาร เพราะสอนยากแล้ว แต่จะนำตัวเด็กๆ ไป เพราะเชื่อว่าจะสามารถล้างสมองให้โตขึ้นไปเป็นทหารที่ภักดีกับกลุ่มของเขาได้”
“ในตอนนั้น ดาราอางเป็นชนเผ่าที่อยู่กันอย่างกระจัดกระจาย ทำให้ดาราอางแต่ละกลุ่ม อาจถูกปกครองโดยทหารคนละฝ่ายที่เป็นศัตรูกัน ดังนั้น เด็กๆในเผ่าของเราที่ถูกให้ไปเป็นทหาร เมื่อไปสังกัดอยู่คนละฝ่ายก็อาจจะต้องมาฆ่ากันเอง … หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ที่ไปเป็นลูกหาบแบกอาวุธ ก็อาจต้องแบกอาวุธไปให้ลูกหลานตัวเองมาเข่นฆ่ากับญาติพี่น้องของตัวเอง”

พ่อหลวงอ่อน ถ่ายทอดความรู้สึกอันน่าเศร้าที่เขาได้รับฟังต่อมาจากเหล่าผู้อาวุโสในชุมชน ถือเป็นหนึ่งในมรดกทางประวัติศาสตร์ของชาติพันธุ์ตัวเอง และเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ชาวดาราอางส่วนใหญ่ ตัดสินใจหลบหนีข้ามมายังฝั่งประเทศไทย
“ตามที่มีบันทึกไว้ คือ ดาราอางน่าจะมารวมกลุ่มกันในประเทศไทยที่บ้านนอแล อ.ฝาง ประมาณปี 2521 ครับ แต่ที่ผู้เฒ่าในหมู่บ้านบอกมา เราก็เชื่อว่ามีชาวดาราอางข้ามมาไทยตั้งแต่ก่อนหน้านั้นหลายปี แต่มาในแบบต่างคนต่างมา เมื่อมาแล้วก็หลบๆอยู่ตามแนวเขาตามแนวชายแดน ไม่ได้มารวมกลุ่มกัน”
“สมัยนั้น รุ่นพ่อแม่หรือปู่ย่าของเราต้องแอบหนีกันออกมาเองครับ ครอบครัวไหนมีโอกาสหนีก็จะหนีเลยโดยที่แต่ละครอบครัวก็จะไม่ได้นัดหรือบอกกล่าวร่ำลากันก่อน เมื่อออกมาแล้วก็ใช้เวลาอีกประมาณ 5-7 วัน จึงจะข้ามภูเขาเข้ามาถึงเขตประเทศไทย ที่พวกเรารู้เส้นทางก็เพราะต่างเคยเดินข้ามาค้าขายที่ฝั่งไทย ทำให้ส่วนใหญ่ก็จะมาอาศัยอยู่ในแถบที่เป็นบ้านนอแลในปัจจุบันนี้ … ชาวดาราอางที่มาอยู่ที่นี่กลุ่มแรกๆ (พ.ศ.2520-2521) ก็จะอาศัยทำงานรับจ้างทุกอย่าง ได้ค่าแรงวันละประมาณ 20 บาท”
อ่อน สุนันตา หนึ่งในเด็กตัวเล็กๆ ที่ถูกอุ้มตามพ่อแม่เข้ามาในเวลานั้น เติบโตมาเป็นผู้นำชุมชนบ้านนอแลอยู่ 8 ปี และกลายมาที่ปรึกษาให้ผู้นำคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ชาวดาราอางเข้ามาตั้งถิ่นฐานในไทยเมื่อกว่า 40 ปีก่อน

เขาบอกต่อไปว่า ในช่วงแรกๆที่ชนเผ่าดาราอางมาอยู่ที่บ้านนอแล สภาพพื้นที่เป็นป่าหญ้าคา ก็ถางหญ้าและปลูกบ้านอยู่กันประมาณ 20-30 หลัง แต่ก็ยังไม่มีความมั่นคงเพราะพวกเขายังอยู่ในสถานะของผู้อพยพหนีภัยสงคราม ไม่มีสถานะบุคคลใดๆ ประกอบกับยังมีกลุ่มโจรเข้ามาปล้น ยังถูกก่อกวนจากกลุ่มกองกำลังที่สู้รบอยู่ในฝั่งพม่า ทำให้ชาวดาราอางที่แม้จะไม่ต้องถูกจับไปเป็นทหารจากภัยสงครามแต่ก็ยังคงยากจนและต้องปลูกพืชฝิ่นเพื่อหารายได้จากการขายให้กลุ่มกองกำลังต่างๆ จนกระทั่งมีจุดเปลี่ยนที่สำคัญ
“เมื่อปี พ.ศ.2527 ในหลวงรัชกาลที่ 9 (พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร) เสด็จเยือนราษฎรที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ซึ่งเป็นโครงการหลวงแห่งแรกที่มุ่งฟื้นฟูสภาพป่าและชีวิตของคนบนพื้นที่สูง และชาวดาราอางกลุ่มหนึ่งนำโดย “พ่อเฒ่านาโม” ได้โอกาสเข้าเฝ้ารับเสด็จด้วย จึงขอพระราชทานที่อยู่อาศัยถาวร ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ทรงพระราชทานให้จนกลายมาเป็นบ้านนอแลในปัจจุบัน และยังทรงรับสั่งให้โครงการหลวงเข้ามาช่วยดูแลเรื่องการทำเกษตร จนชาวดาราอางสามารถเปลี่ยนจากการปลูกฝิ่นมาเป็นการปลูกพืชและผลไม้เมืองหนาวแทนจากการช่วยเหลือของโครงการหลวง ทำให้มีสภาพความเป็นอยู่ดีขึ้น”

แต่ในเรื่องสถานะทางทะเบียนราษฎร์ ก็ยังเป็นปัญหากับชาวดาราอางกลุ่มที่อพยพเข้ามาตั้งแต่แรก แม้แต่บ้านนอแลก็ยังเป็นชุมชนที่ถูกฝากสถานะไว้กับอีกหมู่บ้านหนึ่ง หรือตัวพ่อหลวงอ่อน ก็มีสถานะเป็นผู้นำชุมชนที่เลือกกันเอง แต่ไม่มีผลตามกฎหมายในฐานะผู้ใหญ่บ้าน
“ผมไม่ได้เกิดในประเทศไทย แม้จะรักประเทศไทยและอาศัยอยู่มา 40 กว่าปีแล้ว แต่ในทางสถานะบุคคล ตัวผม คนรุ่นพ่อแม่ และคนรุ่นเดียวกัน เดิมจะถือเป็นบัตรสีฟ้า หรือที่เรียกกันว่า บัตรประจำตัวบุคคลบนพื้นที่สูง … ต่อมาเมื่อมีการสำรวจใหม่ บัตรสีฟ้าถูกยกเลิกไป ผมได้ถือเป็นพาสปอร์ตคนต่างด้าวที่ไม่มีสัญชาติไทย และบางคนยังใช้เป็นบัตรสีชมพู หรือบัตรประจำตัวคนที่ไม่มีสัญชาติไทย (มีเงื่อนไขการออกบัตรต่างกันบางประการ) ซึ่งการถือเป็นพาสปอร์ตประเภทนี้ แม้จะใช้ชีวิตได้เหมือนคนที่มีสัญชาติไทยเพียงแต่ต้องไปต่ออายุปีละครั้งเท่านั้น แต่ก็มีสิทธิบางอย่างที่เราถูกจำกัดไว้ เช่น สิทธิในการเป็นเจ้าของที่ดิน และสิทธิทางการเมือง”
“พูดง่ายๆ คือ ผมยังไม่ได้เป็นคนไทย แม้จะเกิดที่พม่า แต่ก็ไม่ใช่คนสัญชาติพม่า เป็นคนที่ โตในประเทศไทย มีชาติพันธุ์เป็นดาราอางซึ่งไม่มีรัฐเป็นของตัวเอง ดังนั้นผมก็รอวันที่จะได้เป็นคนไทยเต็มตัว … แต่สำหรับเด็กๆ ในเผ่าเรารุ่นหลังๆที่เกิดในประเทศไทย ก็จะได้สถานะเป็นคนไทยตั้งแต่เกิดเลย เขาก็จะมีสิทธิทางการเมือง หรือหากจะเป็นเจ้าของที่ดิน ก็ไปซื้อที่ดินที่อื่นได้
“พ่อของผมเคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนเรามัวแต่กังวลเรื่องที่อยู่อาศัย คิดอยู่แต่ว่าพวกเราหนีร้อนมาพึ่งเย็น ไม่ได้คิดถึงเรื่องสัญชาติเลย พอได้ที่อยู่อาศัยมา เลิกปลูกฝิ่นก็เปลี่ยนมาทำเกษตรตามคำแนะนำของโครงการหลวง จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2533 ทางหน่วยราชการเข้ามาสำรวจขึ้นทะเบียนประชากร พวกเราดาราอางก็ยังสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ไม่ค่อยเข้าใจ ชื่อ ที่อยู่ สถานที่เกิด ก็สื่อสารผิดเพี้ยนไปเยอะ อย่างชื่อผม “อ่อน” จริงๆ จะต้องเป็นชื่อของผู้หญิง เพราะชื่อของผู้ชายดาราอางทุกคน จะต้องมีคำว่า “อา” นำหน้าส่วนผู้หญิงมีคำเดียว … หมายความว่าจริงๆ แล้ว ผมต้องชื่อ “นายอาอ่อน” ไม่ใช่ “นายอ่อน” แต่ด้วยการสื่อสารที่ไม่เข้าใจ ก็ทำให้ชื่อผิดเพี้ยนไป”
การสื่อสารที่ยากลำบากในอดีต จึงอาจจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้สถานะบุคคลของพวกเขายังมีปัญหามาถึงปัจจุบันนี้ และการสื่อสารด้วยภาษาดาราอาง ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่พ่อหลวงอ่อนแสดงความกังวลว่าอาจจะกำลังสูญหายไป
“ภาษาดาราอาง ไม่เหมือนกับชนเผ่าไหนเลย ฟังแล้วมีสำเนียงคล้ายมอญ แต่เวลาออกเสียงจะมีคำควบกล้ำเยอะคล้ายเขมร และแม้ว่าในอดีตจะมีภาษาเขียน มีตัวหนังสือด้วย แต่พ่อแม่เราต่างก็อพยพหนีสงครามกันมา ไม่มีโอกาสได้ศึกษาอย่างจริงจัง จึงอ่านตัวหนังสือดาราอางไม่ออก สิ่งที่ส่งต่อกันมาได้จึงมีเพียงภาษาพูดเท่านั้น ซึ่งถือว่ายังโชคดีที่เรายังมีโรงเรียนอยู่ใกล้ๆชุมชน ทำให้เด็กๆ ดาราอางสามารถเรียนในโรงเรียนใกล้บ้าน จึงยังพูดคุยกันด้วยภาษาดั้งเดิมได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า แม้แต่ในชุมชนเราเอง ก็เริ่มเปลี่ยนมาพูดคุยกันเองด้วยภาษาไทยมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว”
“เราพยายามจะรื้อฟื้นภาษาดาราอางให้กลับมามีภาษาเขียนอีกครั้งครับ เพราะยังพอมีพระสงฆ์ชาวดาราอางที่อ่านภาษาดั้งเดิมออก เราจึงกำลังจะเริ่มเรียนภาษาดาราอางในวัด”
ปัจจุบันชาวดาราอางในประเทศไทยอาศัยอยู่ในพื้นที่ตามแนวชายแดนใน 4 อำเภอของ จ.เชียงใหม่ กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่บ้านนอแล อ.ฝาง ส่วนกลุ่มอื่นๆกระจายตัวกันอยู่ที่ อ.ไชยปราการ อ.แม่อาย และ อ.เชียงดาว รวมแล้วมีอยู่ประมาณหมื่นกว่าคน ใน 13 ชุมชน

ชาวดาราอาง ยังมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นในเรื่อง “ชุดประจำเผ่า” ที่มีสีสันสดใส พวกเขาจะแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่าแบบเต็มยศในเทศกาลต่างๆ ที่สำคัญ ซึ่งผสมผสานระหว่างศาลนาพุทธกับการนับถือผีเข้าไว้ด้วยกันอย่างแยกไม่ออก เช่น
วันเข้าพรรษา จะประกอบพิธีกรรม “ปิดหมู่บ้าน” ด้วยการให้หมอผีประจำหมู่บ้านจัดการเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ ผีปู่ย่า ให้ช่วยดูแลพืชผลที่ได้เพาะปลูกลงไปแล้วไม่ให้เกิดความเสียหาย โดยในระหว่าง 3 เดือนนี้ ชาวดาราอางจะเข้าสู่การถือศีล 5 ส่วนผู้มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป จะถือศีล 8 และไปอยู่ที่วัด และไม่มีมีพิธีแต่งงานในช่วงนี้อย่างเด็ดขาด โดยในทุกวันพระลูกหลานก็จะไปทำบุญร่วมกับผู้สูงอายุที่วัด

วันออกพรรษา จะประกอบพิธีกรรม “เปิดหมู่บ้าน” ในช่วงปลายเดือนตุลาคมถึงต้นเดือนพฤศจิกายน โดยจะเซ่นไหว้ผีปู่ย่าเช่นเดิมเพื่อแสดงตัวว่าชาวบ้านได้รักษาศีลตามสัญญาที่ให้ไว้และแสดงความขอบคุณที่ช่วยดูแลพืชผลให้เป็นอย่างดี ถือเป็นการอนุญาตให้ทุกคนออกจากการถือศีล เพื่อให้หาคู่ได้และทำพิธีแต่งงานได้
ส่วนการแต่งงานของชาวดาราอ้าง ถือว่ามีรูปแบบเฉพาะตัวที่น่าสนใจ โดยผู้ชายจะต้องนำ “ห่อใบชา” ซึ่งถือเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ของชาวดาราอางไปมอบให้กับหญิงสาวที่หมายปองไว้ หากหญิงสาวยินดีรับใบชานั้นไปจึงจะไปทำพิธีสู่ขอได้ (ใบชา ยังใช้ในกิจกรรมอื่นๆด้วย เช่น หากชาวบ้านมีเรื่องร้องเรียนกับผู้นำชุมชน ก็จะต้องนำใบชาไปมอบเป็นพิธีด้วย) โดยงานแต่งของดาราอางจะจัดพิธี 2 วัน วันแรกเป็นการไปขออนุญาตจัดงานแต่งกับผู้นำชุมชน(พ่อหลวง) และเชิญพ่อหลวงไปร่วมพิธีด้วย โดยเจ้าบ่าวจะต้องนำห่อใบชา พร้อมเนื้อหมู ไข่ห่อใบตอง และเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆไปมอบให้พ่อหลวง … ส่วนวันที่สอง เป็นวันที่เจ้าบ่าวต้องไปรับเจ้าสาว โดยทั้งสองฝ่ายจะต้องทำพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษของตัวเอง เพื่อบอกกล่าวให้ทราบว่า ฉันที่เป็นผู้สืบทอดของตระกูลนี้ จะไปแต่งงานกับคนในตระกูลนั้น เพื่อให้บรรพบุรุษช่วยดูแลทั้ง 2 คนต่อไป

“ชาวดาราอางจะมีตระกูลที่สืบสายเลือดกันมาครับ และแต่ละตระกูลก็จะมีประวัติศาสตร์ของตัวเอง อย่างผมอยู่ในตระกูล “เซียมราย” เป็นตระกูลลูกครึ่งที่เกิดจากการแต่งงานกับคนเผ่าอื่น มีประวัติต้นตระกูลคล้ายเป็นกลุ่มบัณฑิตในอดีต หรืออีกตระกูลที่ใช้นามสกุลดาราอางว่า “ละปาน” ก็จะมีประวัติเป็นตระกูลที่สืบสายเลือดดาราอางแท้ๆ … เมื่อมีพิธีแต่งงาน เราจึงต้องทำพิธีบอกกล่าวกับบรรพบุรุษในสายตระกูลของเรา … แต่เราไม่มีข้อห้ามเรื่องการแต่งงานกับคนต่างเผ่านะครับ เพียงแต่ถ้าแต่งกับคนต่างเผ่า ชาวดาราอางก็จะทำพิธีบอกผีบรรพบุรุษในส่วนของฝ่ายตัวเอง” พ่อหลวงอ่อน ขยายความ
อีกหนึ่งพิธีกรรมดั้งเดิมที่ชาวดาราอางทุกคนจะแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่าแบบเต็มยศ คือ “ปีใหม่ดาราอาง” ซึ่งจะมีขึ้นตามการกำหนดของชาวดาราอางเองในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม
อ่อน สุนันตา บอกว่า งานปีใหม่ของชาวดาราอาง ถือเป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเราจะดูวันที่ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ และทุกคนในชุมชนจะออกไปทำพิธีที่เรียกว่า “ปรับยอดน้ำ” ที่ลำห้วยของชุมชนในเวลาตี 1
“ดาราอางมีความเชื่อว่า ช่วงเวลาตี 1 เป็นช่วงของการเปลี่ยนยอดน้ำ เพราะเป็นช่วงที่สายน้ำไม่ถูกรบกวนจากแมลงและสัตว์ต่างๆแล้ว จึงมียอดน้ำใหม่ที่สะอาดและบริสุทธิ์ที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเป็นวันปีใหม่ เราก็จะไปทำพิธีปรับยอดน้ำซึ่งเป็นยอดน้ำแรกของการการเปลี่ยนศักราชใหม่ ถือเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นมงคลกับพวกเรา เราจะยอดน้ำนั้นมากิน อาบ และทำเป็นน้ำมนต์ประพรมให้คนทั้งชุมชนมีความสุขและปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง”
พ่อหลวงอ่อน สุนันตา ถ่ายทอดเรื่องราวการสืบถอดวัฒนธรรมประเพณีของชาวดาราอางที่เกือบจะต้องสูญหายไปหมดสิ้นแล้วเพราะต้องดิ้นรนหนีภัยจากการถูกบังคับให้ต้องสู้รบในสงคราม สู่ชาติพันธุ์ที่กำลังขอมีตัวตนใน “คน” อีกอัตลักษณ์หนึ่งในฐานะ “พลเมืองไทย”
เรื่อง: อ่อน สุนันตา / เขียนและเรียบเรียง: สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา
หมายเหตุ : บทความชิ้นนี้เกิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)


