เกาะเล็ก–ขยะใหญ่: สำรวจหลีเป๊ะในวันน้ำลดและการจัดการขยะกำลังล้นมือ

ไม่ใช่แค่หาดใหญ่และอีก 9 จังหวัดภาคใต้ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม เมื่อเกาะทางฝั่งอันดามันเอง โดยเฉพาะหลีเป๊ะ ถิ่นฐานของชาวเลอูรักลาโว้ยเองก็จมบาดาล เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมขังก่อนหาดใหญ่ จากการที่ฝนตกสะสมมาตั้งแต่ 20 ตุลาคม และเพิ่งจะได้คลี่คลายในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน

เหตุการณ์น้ำท่วมบนเกาะหลีเป๊ะ ภาพ: นภัสนันท์ ยาดำ

ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือปรากฏการณ์ลานีญ่า แต่สิ่งที่ปฏิเสธลำบาก คือ เมื่อน้ำลดขยะจะผุดขึ้นมาจนกลายเป็นอีกปัญหา สาเหตุหนึ่งซึ่งทำให้น้ำท่วมขังกินระยะเวลานาน และเป็นมาตลอดช่วง 4 ปีหลังหากมีฝนตก คือ การมีขยะสะสมอุดตันกีดขวางทางระบายน้ำ จนทำให้รำลางระบายน้ำสาธารณะที่จะระบายน้ำลงสู่ทะเล เต็มไปด้วยอุปสรรคกีดขวาง หรือบางรางถูกกั้นเพราะการก่อสร้างอาคาร

ปัจจุบันนั้น กระบวนการจัดการขยะบนเกาะหลีเป๊ะ มีหน่วยงานรับผิดชอบหลัก คือ องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่าย โดยใช้วิธีการจ้างเหมาเอกชนเพื่อทำการเก็บรวบรวม คัดแยก ดำเนินการขนส่งทางเรือ จนถึงการกำจัดปลายทาง ที่บ่อฝังกลบขยะของเทศบาลตำบลกำแพง อำเภอละงู จังหวัดสตูล

เหตุการณ์น้ำท่วมบนเกาะหลีเป๊ะ ภาพ: นภัสนันท์ ยาดำ

สำหรับชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ เมื่อต้องการจะทิ้งขยะ พวกเขาต้องนำไปใส่ถุงดำ มัดปากแล้ววางยังจุดทิ้งในชุมชน ซึ่งเป็นบริเวณข้างถนนเห็นได้ชัด จากนั้นจะมีรถเก็บขยะจากเอกชนมาเก็บวันละ 2 ครั้ง คือรอบเวลา 07.00 น. และเวลา 13.30 น. เสียค่าธรรมเนียมการทิ้งขยะ 20 บาท ต่อเดือน รวมถึงบ่อยครั้งจะเห็นกลุ่มจิตอาสาต่าง ๆ มาเก็บกวาดขยะตามทางถนน เช่น กลุ่ม Trash Hero Koh Lipe  และกลุ่มจิตอาสาจากการนำของผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ซึ่งจะมีกิจกรรมเก็บขยะทุกวันตอนเช้า

นายออ หนึ่งในพนักงานขับรถเก็บขยะบนเกาะได้ให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2561 จนมาถึงปัจจุบันพวกเขายังคงใช้ แพยานยนต์ขนาดใหญ่ขนขยะข้ามทะเล แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ ปริมาณขยะนั้นเพิ่มขึ้นจนตัวเองต้องทำงานหนักมากกว่าที่ผ่านมา

“ขยะส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่เหลือจากนักท่องเที่ยวนำติดตัวไป ถ้าเป็นปีหลัง ๆ จะเริ่มเห็นขยะจากวัสดุก่อสร้างถูกทิ้งตามถนนรอบเกาะ และขยะที่มาจากผู้ประกอบการ ซึ่งถ้าสำรวจรอบเกาะ บางจุดเริ่มมีการขุดเพื่อฝังขยะกันเองแล้ว ถ้าหากเทียบหลังช่วงโควิด ปริมาณขยะเพิ่มขึ้น จนบางทีก็คิดว่าหากมากไปกว่านี้คงเกินแรงเราแล้ว” 

เดชณรงค์ อยู่กลาง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 แห่งเกาะหลีเป๊ะ ภาพ: นภัสนันท์ ยาดำ

เรื่องนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับการบอกเล่าของ นายเดชณรงค์ อยู่กลาง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 แห่งเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งเปิดเผยตัวเลขปริมาณขยะบนเกาะหลีเป๊ะที่มีสูงถึงวันละ 10 ตัน จากการต้อนรับนักท่องเที่ยวสูงสุดที่เดินทางไปเกาะหลีเป๊ะตั้งแต่ระดับ 600 – 1,000 คนต่อวัน

“ถ้าช่วงฤดูท่องเที่ยวขยะจะมีหลากหลายประเภท ทั้งขยะทั่วไป เศษอาหาร มากหน่อยก็พวกขวดเบียร์ กล่องลังใส่ของ และถุงต่าง ๆ แต่ถ้าเป็นช่วงโลว์ซีซั่น จะมีพวกสิ่งของธรรมชาติ เศษไม้กิ่งไม้และขยะที่เหลือจากการก่อสร้างมาก แต่โดยรวมเฉลี่ยทั้งเกาะจะถูกจัดเก็บวันละประมาณ 10 ตัน เดือนละ 300 ตัน หรือถ้าล้น ๆ หน่อยบางเดือนก็ปาเข้าไป 400 ตัน”

ในมุมของผู้พักอาศัยมาเป็นระยะเวลานานอย่างชาวอูรักลาโว้ย คุณยายพรศรี หาญทะเล วัย 74 ปี ได้เล่าว่า การจัดการขยะของชาวเล คือการทำให้ไม่มีขยะ หรือมีน้อยที่สุด

ยายพรศรี หาญทะเล วัย 74 ปี แห่งเกาะหลีเป๊ะ ภาพ: นภัสนันท์ ยาดำ

 “ในอดีต ถ้าย้อนกลับไปก่อนมีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเลตะรุเตา ในปี พ.ศ.2517 สมัยนั้นยังไม่มีการท่องเที่ยว จึงไม่ได้เห็นขยะมาก จะมีก็จำพวกใบไม้แห้ง พวกผู้หญิงเราจะเอาไปแปรรูปเป็นปุ๋ยหมัก เพื่อให้กลับมาบำรุงต้นไม้ แล้วก็พวกกิ่งไม้ใหญ่ ซึ่งจะตัดให้เล็กเพื่อนำมาทำฟืนเผาไฟเอาไว้ผิง ส่วนต้นไม้ที่ตายแล้วชาวเลก็จะนำมาแปรรูปเป็นถ่านเพื่อหุงต้ม

ช่วงก่อนนั้น ยังไม่มีเรือลำเรียงขนส่งสินค้ามายันเกาะหลีเป๊ะ ชาวเลจะใช้วิธีนำปลาตากแห้ง ไปแลกกับข้าวสาร เกลือ เมล็ดผักผลไม้ ที่บริเวณเกาะโตด(เกาะสาหร่าย) ในเดือนหนึ่งจะมีตัวแทนผู้ชายขนไปทางเรือเรือแจว 1-2 ครั้ง แต่ละครั้งจะใช้ระยะเวลาในการเดินเรือ 2-3 วัน สิ่งที่ได้แถมกลับมาตลอดจนกลายเป็นขยะ ก็คือพวกถุงกระสอบใส่ข้าวสารและเกลือ แต่ตอนนั้นเหมือนมันทำมาจากเส้นใยจากธรรมชาติ(ต้นปอ) กับบรรดาเข่งใส่ปลาที่เหลือจากการขนส่ง ซึ่งเราทำมาจากต้นหวาย จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเห็นพลาสติกบนเกาะครั้งแรกเมื่อไหร่”

ยายพรศรี หาญทะเล วัย 74 ปี แห่งเกาะหลีเป๊ะ ภาพ: นภัสนันท์ ยาดำ

ส่วนปฏิกูลที่เป็นของเสียจากการขับถ่าย ยายพรศรีเล่าจากความทรงจำของตนว่า ในสมัยยังสาวบนเกาะยังเต็มไปด้วยป่า ไม่มีห้องน้ำ แต่ละหย่อมหากมีที่พักของชาวเล จะพากันไปขุดหลุมลึกราว 3 – 4 เมตรเพื่อใช้ร่วมกัน โดยจะใช้ขี้เถ้าหรือเศษเหลือจากการเผา การประกอบอาหารมาโรยกลบเพื่อกำจัดกลิ่น

ขณะที่ นางแสงโสม  หาญทะเล หนึ่งในลูกหลานชาวเลรุ่นแรก ๆ ซึ่งได้รับการศึกษาจนจบระดับชั้นปริญญาตรี เล่าว่าเริ่มเห็นการใช้พลาสติกบนเกาะ ตั้งแต่ช่วงการทำรีสอร์ตห้องพักกันอย่างแพร่หลาย จนมาถึงการพัฒนาเชิงโครงสร้างพื้นฐานให้เกาะเข้าสู่ความเจริญเต็มรูปแบบ เพื่อพร้อมรองรับนักท่องเที่ยว ทั้งที่หลีเป๊ะมีพื้นที่เพียง 3 ตารางกิโลเมตร กับผู้พักอาศัยดั้งเดิมกว่า 1,200 คน

“จำได้ดีคือ ชาวเลเราจะเก็บแก้วพลาสติกกับพวกขวดมาคัดแยก และอะไรที่แปรรูปแล้วเอามาใช้ใหม่ได้ เราก็เอามาใช้ หรือเอาไปขาย แต่จะมีขยะอีกประเภทที่เห็นบ่อย คือ ยางมะตอยบนผิวน้ำ อาจจะลอยมาเพราะหลงเหลือจากการสร้างถนนหนทาง รวมทั้งมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ชาวเลเราก็จะพากันเอามาต้มให้ละลาย แล้วนำไปทาใต้ท้องเรือเพื่อรักษาเนื้อไม้ของเรือ เลยทำให้พลาสติกหรือขยะมีน้อย”

บรรยากาศน้ำขังในเกาะหลีเป๊ะ ภาพ: นภัสนันท์ ยาดำ

สอดคล้องกับการทดลองจัดเก็บขยะหลังน้ำท่วมขังลดลงเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 โดยนายสรพงษ์ ยาดำ ชาวประมงบนเกาะหลีเป๊ะ พบว่าปริมาณขยะที่เก็บได้รอบบ้านตน ในการใช้เวลาเพียง 30 นาที มีปริมาณมากถึง 1.7 กิโลกรัม เมื่อนำมาคัดแยกแล้ว ประเภทที่พบมากสุดคือ บรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มทั้งชนิดขวดแก้วและพลาสติก รวมถึงเศษโฟม เปลือกซองขนม ซึ่งเจ้าตัวก็สงสัย เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่ใช้มากนักในวิถีชีวิตของชาวเลอูรักลาโว้ย

“ไม่คิดว่าลองเก็บแค่รอบบ้านนี่จะได้เยอะขนาดนี้เหมือนกัน มันจะมีบางอย่างที่เราเองไม่ใช่คนสร้างแน่ ๆ เช่น ขวดเหล้า กระป๋องเบียร์ แล้วก็เศษโฟม ตลอดเวลาไม่เคยคิดว่าเป็นปัญหาเลยนะ แต่เจอกับตาหลังจากนี้คงต้องคิดแล้ว” 

บรรยากาศน้ำขังในเกาะหลีเป๊ะ ภาพ: นภัสนันท์ ยาดำ

เมื่อลองสำรวจกรณีศึกษาตัวอย่างการจัดการขยะของชาวเกาะหลากหลายชาติ จะพบทางออกที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะประเทศแถบหมู่เกาะแคริบเบียน ซึ่งบังคับใช้กฎหมายควบคุมการผลิต–นำเข้า–จำหน่ายพลาสติก ควบคู่กับ การทำข้อตกลงความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการลดขยะพลาสติกในพื้นที่เกาะ ตามรายงานของ United Nations Environment Programme (UNEP) และ โครงการ  “ReMLit” / “Recycle OECS” เพื่อจัดการขยะทะเลและพลาสติกในแคริบเบียนตะวันออก เช่น การบังคับใช้กฎหมายระดับชาติห้ามถุงพลาสติกโดยมีบทลงโทษชัดเจน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ในบาร์เบโดส การห้ามใช้โฟม (Styrofoam) และพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวในประเทศโดมินิกัน รวมไปถึงการห้ามนำเข้าและขายบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภทใช้ได้ครั้งเดียว (Single-use Plastics) ในอารูบาและครูราเซา

อีกด้านคือชนเผ่าพื้นเมืองในหมู่เกาะฟิจิ (iTaukei) หนึ่งในประชากรกลุ่มประชากรดั้งเดิม ก่อนยุคอาณานิคมซึ่งยังคงวัฒนธรรมในระบบหัวหน้าเผ่า ก็มีการจัดการขยะแบบร่วมสมัย ทั้งการใช้แนวคิดดั้งเดิมของชุมชน คือ ใช้วัสดุธรรมชาติ  หรือการมี Beach Clean Day รายสัปดาห์ จนยกระดับเป็นกิจกรรมของชุมชน ร่วมกับนักท่องเที่ยวในช่วงเริ่มต้นฤดูการทำประมง

อย่างไรก็ตามหากเทียบเคียงกับสถานการณ์ปัจจุบันของเกาะหลีเป๊ะ นอกจากความหลากหลายและการเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะ อุปสรรคเรื่องสถานที่จัดเก็บ และเส้นทางลำเลียง ยังเป็นคำถามสำคัญ เพราะบางช่วงเวลาในอดีต เคยเกิดเหตุการณ์ที่ไม่สามารถขนถ่ายขยะออกจากเกาะหลีเป๊ะได้ตามรอบ จนเกิดการสะสมและเมื่อยามมีภัยพิบัติเกิดขึ้น เหมือนกับกรณีน้ำท่วมเกาะ จะทำให้ขยะถูกพัดพากระจัดกระจาย

บรรยากาศน้ำขังในเกาะหลีเป๊ะ ภาพ: นภัสนันท์ ยาดำ

หนึ่งในชาวเลอูรักลาโว้ย ผู้ใช้นามสกุลพระราชทาน ‘หาญทะเล’ ได้แสดงความคิดเห็นว่า ปัญหาบางส่วนที่เกิดขึ้น อาจมาจากการครอบครองที่ดินเกินกว่าความเป็นจริงรวมถึงลำรางสาธารณะ ซึ่งยกระดับกลายเป็นข้อพิพาทระหว่างชาวเลพักผู้อาศัย หน่วยงานราชการ และภาคเอกชนบนเกาะ จนต้องมีการตั้งกลไกระดับชาติคลี่คลายสถานการณ์บนเกาะหลีเป๊ะ

“สองสามปีก่อนเคยเกิดปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดิน จนชาวบ้านเองก็ถูกฟ้องร้อง มีที่ดินบางแปลงขีดเลยไปจนเป็นเจ้าของทางเดิน ทางสัญจรเข้าโรงเรียน ลำรางสาธารณะ ช่วงระหว่างนั้นถ้ามีปัญหามาก ๆ มันก็ลุกลามมาเรื่องเส้นทางขนส่งขึ้นลงขยะ เอกชนเขาก็ไม่สามารถเข้าไปจัดเก็บและทำการขนถ่ายออกมาได้ด้วย พอทางน้ำโดนปิดกั้น ถ้าฝนลงหนักเข้าจนไม่มีทางระบาย รวมขยะมากมายอุดตัน ก็ทำให้เกิดน้ำท่วมขังมีกลิ่นเหม็นบนเกาะ ซึ่งพอหน่วยงานต่าง ๆ เขาลงมาพิสูจน์ก็เจอว่ารุกล้ำจริง ๆ จนต้องเพิกถอนกันวุ่นวายเลย”

เรื่องโดย : นภัสนันท์ ยาดำ  / เรียบเรียง : นพพล ไม้พลวง

หมายเหตุ: ผลงานชิ้นนี้เกิดจากการอบรมเชิงปฏิบัติการ สื่อชนเผ่าพื้นเมือง จากความร่วมมือระหว่างเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง (IMN) , กับ มูลนิธิองค์ความรู้เพื่อการพัฒนา (K4D) โดยได้รับการสนับสนุนจาก International Media Support (IMS), กองทุนสมานฉันท์ชนพื้นเมืองแห่งเอเชีย (IPAS Fund) และฮาร์ดสตอรี่ (HaRDstories)