เมื่อวันที่ (9 ธ.ค. 68) ชาวชุมชนม่อนแจ่มและกลุ่มตัวแทนผู้เสียหายจากการถูกฟ้องคดีกว่า 400 ครัวเรือนได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียน ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 หน่วยงาน ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

เพื่อขอให้ทบทวนการใช้อำนาจรัฐ พร้อมกับระงับการบังคับใช้ข้อมูลแผนที่ และมาตรการตามโครงการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ พื้นที่ม่อนแจ่ม ปี พ.ศ. 2551–2552 ซึ่งจัดทำขึ้นจากหน่วยงานสังกัดกรมป่าไม้โดยทันที เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวมี ข้อบกพร่องด้านข้อมูลและกระบวนการอันมิชอบ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง
นายเอกรินทร์ นทีไพรวัลย์ แกนนำเครือข่ายชาวไทยภูเขาชนเผ่าม้งม่อนแจ่ม หนึ่งในผู้ร่วมสังเกตการณ์ระบุว่าการอาศัยข้อมูลแผนที่ดังกล่าว มาดำเนินคดีประชาชนให้กลายเป็นผู้บุกรุกนั้นมิชอบ เพราะหากอ้างอิงตามข้อเท็จจริง ข้อมูลดังกล่าวนั้นพบข้อบกพร่องตั้งแต่กระบวนการ และการส่อทุจริต

“แผนที่ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ ยึดเป็นคัมภีร์ เอามาชี้ชะตาอนาคตการอยู่อาศัยของชุมชนม่อนแจ่ม ขาดการมีส่วนร่วม เพราะได้ดำเนินการในลักษณะปิดลับ ไม่มีการประชาสัมพันธ์หรือแจ้งให้ชาวบ้านรับรู้แม้แต่รายเดียว ไม่มีการจัดประชาคมหมู่บ้าน หรือเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้ผู้ครอบครองที่ดินมีโอกาสร่วมชี้แนวเขตตามสภาพภูมิประเทศ ทั้งยังขาดความโปร่งใส เมื่อสิ้นสุดโครงการ ไม่มีการเปิดเผยผลสำรวจ หรือแจ้งข้อมูลแก่ชุมชน ทำให้ชุมชนไม่มีโอกาสได้ทักท้วง จนนำไปสู่การนำไปใช้โดยมิชอบ โดยเฉพาะการนำแผนที่ดังกล่าวไปใช้เป็นพยานหลักฐานฝ่ายเดียวเพื่อกล่าวหาประชาชนว่า เป็นผู้บุกรุกป่า เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดความเสียหาย ทั้งถูกดำเนินคดีอาญา การตัดสิทธิประกอบอาชีพท่องเที่ยว”
แม้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ชาวชุมชนม่อนแจ่มจะมีความเคลื่อนไหว ทั้งการยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จนเป็นที่มาของรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่ 133/2565 ซึ่งระบุว่าการกระทำของรัฐเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือการร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งนำไปสู่คำวินิจฉัยและข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา คือ ให้มีการพิสูจน์สิทธิในที่ดินทำกินให้ดำเนินการภายใต้หลักการพิสูจน์ว่า “ประชาชนที่อยู่ก่อนประกาศเขตป่าหรือไม่” ถ้าเป็นกรณีอยู่ก่อนประกาศเขตป่า พ.ศ. 2507 ก็ให้ดำเนินการโดยอาศัยประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 สามารถเดินเรื่องออกเอกสารสิทธิครอบครองที่ดินที่ทำกินต่อไปได้ หากกรณีมีการประกาศเขตป่าก่อนให้ใช้หลักการแก้ปัญหาตามสภาพข้อเท็จจริง
ให้จัดทำแผนแม่บท (Master Plan) และสร้างความรับรู้ความเข้าใจถึงจุดประสงค์ในการดำเนินการดังกล่าวให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) ในการบริหารจัดการพื้นที่และการอยู่ร่วมกันของชุมชน เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความปลอดภัย สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติโดยไม่ทำลายซึ่งกันและ โดยการจัดทำแผนแม่บท ควรกำหนดโซนนิ่ง (Zoning) ที่พัก ร้านอาหาร ร้านกาแฟ พื้นที่ชมทิวทัศน์ พื้นที่ขายของที่ระลึก ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งอาจกำหนดจำนวนที่ตั้งและเนื้อที่ให้เหมาะสมกับภูมิประเทศและความต้องการของโครงการหลวงกับประชาชนในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้พื้นที่ม่อนแจ่มเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญระดับภูมิภาคและระดับชาติต่อไป โดยข้อเสนอสุดท้ายของผู้ตรวจการแผ่นดิน คือ ต้องให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการจัดทำแผนแม่บท ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาภายในพื้นที่ม่อนแจ่มได้อย่างยั่งยืน

ซึ่ง นายวิชิต เมธาอนันต์กุล หนึ่งในผู้ร่วมยื่นหนังสือระบุว่า ขณะนี้นอกจากจะมีเพียงแค่สุญญากาศ ปราศจากความชัดเจนในการดำเนินการด้านต่าง ๆ แล้ว ยังเจอว่า ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญกับความกดดันหลายรูปแบบ ทั้งที่คดีอาญาที่ประชาชนกว่า 100 ราย ถูกดำเนินคดีนั้น ศาลชั้นต้นได้มีการยกฟ้องไปแล้ว
“การมาครั้งนี้ เพราะเราเชื่อว่าแผนที่ ปี 51 – 52 ที่ใช้กันไม่ได้มีการทำจริง หรือเกิดการทุจริต เบื้องต้นก็เคยยื่นหนังสือกับ ป.ป.ช.เชียงใหม่ ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่คืบหน้า ตอนนี้ชาวบ้านหลายคนก็อยู่กันแบบหวาดระแวง เพราะหน่วยงานมีมาตรการกดดันสารพัด ทั้งตัดน้ำ ตัดไฟ มีการลาดตระเวนโดยใช้อาวุธเพื่อให้ชาวบ้านหวาดกลัวหรือ พยายามส่งสายของทางการมาพูดคุยให้ยอมซะ กระทั่งเลยเถิดมีสายโทรศัพท์มาคุกคาม ว่ารู้นะ ครอบครัวอยู่ที่ไหน ลูกหลานเรียนอะไร ทำมาหากินอะไร”

ทั้งนี้ วัตถุประสงค์สำคัญของการเดินทางมายังหน่วยงานต่าง ๆ ของชาวชุมชนม่อนแจ่มครั้งนี้ มีข้อเรียกร้องเร่งด่วนของชุมชน 5 ข้อ คือ
- ตรวจสอบการทุจริตงบประมาณโครงการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ พื้นที่ม่อนแจ่ม ปี 2551–2552
- ระงับการบังคับใช้มาตรการทันที ขอให้ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ สั่งระงับการใช้แผนที่และข้อมูลจากโครงการปี 2551–2552 เป็นฐานการดำเนินคดี การรื้อถอน หรือการบังคับใช้มาตรการต่อประชาชนทุกกรณี
- ตั้งกรรมการตรวจสอบร่วม แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงระดับพื้นที่ โดยให้มี สัดส่วนกรรมการจากชุมชนม่อนแจ่มและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและตรวจสอบได้
- เปิดเผยข้อมูลโครงการ เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดของโครงการปี 2551–2552 ต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส รวมถึงงบประมาณ รายงานผลการดำเนินงาน รูปแบบจัดทำแผนที่ และพิกัด GIS
- เยียวยาความเสียหาย กำหนดมาตรการเยียวยาผู้เสียหายกว่า 400 ครัวเรือน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การโดนรื้อถอน และคดีความอาญา