ชาติพันธุ์กูยในพื้นที่ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา “เมื่อการกลับบ้านเสี่ยงตายพอๆ กับการอดตายจากการอพยพ”

บทความนี้สัมภาษณ์ในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ระหว่างที่สองประเทศยังไม่มีข้อยุติเจรจาหยุดยิง

“ในระหว่างที่ฉันอ่านหนังสือเตรียมสอบอยู่ เสียงปืนดังสนั่นจนหัวใจฉันแทบจะหยุดเต้น”

รสิตา เชิดโฉม เป็นชาวกูยที่อาศัยอยู่ห่างจากชายแดนไทยกัมพูชา 13 กิโลเมตร ใน จ.สุรินทร์บริเวณพื้นที่จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อันเป็นหนึ่งในพื้นที่ปะทะระหว่างกองทัพไทยและกัมพูชา มาตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ในครั้งแรก และครั้งที่สองตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคมปีเดียวกัน 

ชาวกูยเป็นหนึ่งในชนเผ่าพื้นเมืองที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งครั้งนี้  โดยตามประวัติความเป็นมานั้น พวกเขาถือเป็นคนดั้งเดิมในสังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณภาคอีสานของประเทศไทยเมื่อประมาณกว่า 3,000 ปีมาแล้ว และปัจจุบันมีจำนวนประชากร 422,000 คน ตั้งถิ่นฐานอยู่ในอีสานใต้ จ.อุบลราชธานี จ.ศรีสะเกษ จ.สุรินทร์ จ.บุรีรัมย์ และจ.นครราชสีมา

มาวันนี้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทำให้ชาวกูยสูญเสียรายได้จากการเกษตรกรรม, ท่องเที่ยว, และการสูญเสียวัฒนธรรมที่กำลังได้รับการฟื้นฟู แต่ต้องหยุดชะงักลงเพราะเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างชาวกูยที่อาศัยอยู่ทั้งในประเทศไทย และกัมพูชาที่กำลังจางหายไปจากความหวาดระแวง 

“ฉันอยากขอให้สงครามมันสิ้นสุดลงสักที” รสิตากล่าวในวันที่เธอยังคงได้ยินเสียงระเบิด ระหว่างทำงานอยู่ในพื้นที่ “ประชาชนไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับความขัดแย้งครั้งนี้ นอกจากเหล่าผู้นำของทั้งสองประเทศ”

TKN Festival ครั้งที่ 4 (สมัชชาเด็กและเยาวชนชนเผ่าพื้นเมือง 4-7 พฤษภาคม 2567) ภาพ: IMN-เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

ชาวกูยเอาตัวรอดอย่างไรระหว่างความขัดแย้ง

“ถ้าไม่กลับไปก็อดตาย กลับบ้านไปก็เสี่ยงตายมันมีค่าพอๆ กัน”

รสิตาเล่าถึงสถานการณ์ตอนนี้ที่ชาวกูยใน จ.สุรินทร์ บ้านของเธอกำลังเผชิญ โดยชาวกูยในพื้นที่ส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น การทำนา, ปลูกยางพารา, และปลูกมันสำปะหลัง การต้องอพยพจึงเท่ากับการสูญเสียรายได้ไปโดยปริยาย

ในขณะที่รสิตาเองเธอเล่าว่า เธอเคยทำธุรกิจส่วนตัวค้าขายผ้าม่านอยู่ที่ตลาดช่องจอม แต่เมื่อตลาดปิดธุรกิจเธอต้องปิดตัวลงไปโดยปริยาย ปัจจุบันรสิตาเลือกมาทำงานประจำในร้านขายอาหารสดแห่งหนึ่ง ห่างจากชายแดน 30 กิโลเมตร ท่ามกลางความไม่แน่นอนในอนาคตของเธอ

“ฉันเคยผ่านการปะทะกันในปี 2554 ตอนนั้นทหารกับทหารต่อสู้กัน แต่ว่ารอบนี้เขายิงใส่ประชาชน”

รสิตาเล่าต่อว่าในรอบแรกที่เกิดการปะทะในเดือนกรกฎาคม ตอนนั้นมีความช่วยเหลือจากภายนอกเข้าไปให้คนในพื้นที่จากทั่วทุกสารทิศทั้งอาหาร, เครื่องนุ่งห่ม แต่ครั้งที่สองในเดือนธันวาคมนี้แตกต่างออกไป 

เธอกล่าวว่าไม่ได้มีหน่วยงานจากภายนอกเข้ามาช่วยเหลือแบบเต็มกำลังเหมือนครั้งแรก ผู้อพยพจำเป็นต้องมีเงินสำรองของตัวเองเพื่อใช้จ่าย ทำให้หลายคนตอนนี้ต้องแอบกลับบ้านไปทำมาหากิน

“เราไม่ได้อยากให้จังหวัดสุรินทร์เป็นพื้นที่สงคราม เราอยากให้บ้านเราเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีแต่คนอยากเข้ามาท่องเที่ยว นั่นต่างหากคือสิ่งกระตุ้นให้คนชายแดนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

ไม่ใช่แค่รสิตาเพียงคนเดียว  แต่ยังมีชาวกูยคนอื่นๆ  ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในครั้งนี้ อย่างเช่น ธวัชชัย ชัยพิบูลย์ ที่ได้กล่าวว่า 

“ผมอยากให้เหตุการณ์ครั้งนี้จบไวๆ ถึงแม้จะมีที่พักพิงชั่วคราวหรืออาหาร แต่ผมเป็นห่วงบ้าน ห่วงสัตว์เลี้ยง ไม่อยากให้สงครามครั้งนี้เกิดขึ้นเลย”

ธวัชชัยยังบอกอีกว่า ตั้งแต่เกิดเหตุความขัดแย้งรายได้ของเขานั้นหายไป แต่รายจ่ายยังคงอยู่ดังเดิม 

“คนชายแดนก็มีภาระหน้าที่หนี้สินที่ต้องจัดการ” ธวัชชัยกล่าวถึงผลกระทบ “สงครามครั้งนี้ยาวนานสำหรับคนชายแดน ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าคนชายแดนจะกลับมาตั้งตัวได้”

โดยข้อมูลจากงานวิจัย ‘ผลกระทบภายนอกทางเศรษฐกิจและสังคมจากความขัดแย้งระหว่างรัฐ การศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากความขัดแย้งไทย–กัมพูชา ปี 2568’ ของ The Center for Strategic Policy (CSP) พบว่า ความสูญเสียทางเศรษฐกิจกำลังสะสมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยประเทศไทยเพียงประเทศเดียวเผชิญความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 23,695 ล้านบาท (729.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ต่อเดือน ความสูญเสียดังกล่าวมีแนวโน้มจะขยายตัวและทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและสังคม โดยภาระผลกระทบจะตกหนักเป็นพิเศษกับธุรกิจท้องถิ่นและประชาชนของทั้งสองประเทศ ที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนร่วมกัน

โดยสำหรับชาวกูยแล้วนั้นในช่วง 10 ที่ผ่านมา พวกเขามีความพยายามผลักดันและรักษาวัฒนธรรมกูย ควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งการจัดทำพจนานุกรมภาษากูย, การนำวิถีชีวิตการเลี้ยงช้างมาประยุกต์ให้คนภายนอกได้รับชม รวมทั้งการจัดงานกูยโลกร่วมกันระหว่างชาวกูยในไทย-ลาว-กัมพูชา และเวียดนาม 

ความสัมพันธ์กูยข้ามพรมแดนกำลังขาดสะบั้น

ตามขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวกูย พวกเขาจะกำหนดให้วันขึ้นสามค่ำเดือนสามของทุกปี เป็นงานบุญประจำปีของชาวกูยจากสี่ประเทศ (ไทย-ลาว-กัมพูชา-เวียดนาม) มาตั้งแต่สมัยบรรพบุุรุษ แต่ในช่วงประวัติศาสตร์สมัยใหม่ การเกิดขึ้นของรัฐชาติ ที่แบ่งการปกครองตามรัฐทำให้ชาวกูยทั้งสี่ประเทศ ขาดการปฏิสัมพันธ์กันมานับตั้งแต่นั้น

งานฮิตคอง คองถิ่น วัฒนธรรมนำวิถี ชีวีอีสานมีสุข ปี 2568 ภาพ: IMN-เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

จนกระทั่งแต่โลกเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ นับตั้งแต่ปี 2560 ชาวกูยจากทั้งสี่ประเทศ จึงเริ่มมีโอกาสมาประชุมร่วมกัน, พัฒนางานวิชาการ, เชื่อมสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน จนกลายเป็นนมหกรรมวันกูยโลกครั้งแรกในปี 2562 จัดขึ้นที่ประเทศไทย และจัดต่อเนื่องทุกปีเรื่อยมาจนถึงทุกปัจจุบัน โดยในปี 2569 นี้จะจัดขึ้นที่ประเทศลาว เมืองอาดสะพอน แขวงสะหวันนะเขต ระหว่างวันที่ 20-21 มกราคม

งานกูยโลกปีนี้คงจะไม่มีชาวกูยจากกัมพูชามาเข้าร่วม”

ดร.ศุรวิษฐ์ ศิริพาณิชย์ศกุนต์ อุปนายกสมาคมชาติพันธุ์กูย เป็นหนึ่งในแม่งานจากฝั่งไทย ที่ร่วมจัดงานวันกูยโลก เขาแสดงความเป็นกังวลว่า บาดแผลจากความขัดแย้งครั้งนี้ จะกระทบความสัมพันธ์กับชาวกูยด้วยกันเองมากขนาดไหนนั้น คือสิ่งที่ต้องดูในระยะยาว

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดร.ศุรวิษฐ์ระบุว่า ตั้งแต่เกิดความขัดแย้งชาวกูยในไทยและกัมพูชา พูดคุยกันน้อยลง การสื่อสารมีความหวาดระแวง เพราะกลัวว่าจะเป็นการส่งข้อมูลที่กระทบต่อความมั่นคง

งานฮิตคอง คองถิ่น วัฒนธรรมนำวิถี ชีวีอีสานมีสุข ปี 2568 ภาพ: IMN-เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

แม้ว่าชาวกูยจะอาศัยอยู่ในแผ่นดินบริเวณอินโดจีน มาตั้งแต่ยุคสมัยที่ไม่มีเขตแดนแบ่งแยก  จนกระทั่งถึงช่วงล่าอาณานิคม ที่มีการแบ่งแยกชาวกูยออกเป็นสี่ประเทศ ดร.ศุรวิษฐ์มองว่าความสัมพันธ์ระหว่างชาติพันธุ์ยังคงเป็นพี่น้องกันอยู่ แต่พอมองเป็นเรื่องของรัฐต่อรัฐ ก็ทำให้พวกเขาเกิดการระแวงต่อกัน ยิ่งในสถานการณ์เปราะบางเช่นนี้

“วิถีชีวิตของชาวกูยที่อยู่ระหว่างชายแดน เดิมทีเราไม่เคยมีความขัดแย้งต่อกัน แต่ความขัดแย้งระหว่างรัฐเป็นสิ่งที่เกินความสามารถที่เราควบคุมได้”

ดร.ศุรวิษฐ์กล่าวทิ้งท้ายว่าตอนนี้ปราชญ์ชาวกูยจากทั้งสี่ประเทศ กำลังจัดทำพจนานุกรมกูยนานาชาติขึ้นมา โดยปีหน้าจะเป็นปีสุดท้ายที่จะเสร็จสิ้นและใช้งาน เขากล่าวความตั้งใจของตัวเองว่าต้องการประคับประคองให้พจนานุกรมนี้สำเร็จ ภายใต้สถานการณ์ที่เปราะบางตอนนี้ และในฐานะตัวแทนชาวกูย ดร.ศุรวิษฐ์ยืนยันว่า พวกเขาต้องการความสงบสุขด้วยสันติวิธี เพื่อทิ้งผืนดินแห่งนี้ไว้ให้แก่ลูกหลานในอนาคตได้อยู่ร่วมกัน

“ชาวกูยทั้งสองประเทศเราแบ่งปันภาษาและวัฒนธรรมร่วมกัน เรามีพ่อแม่รากเหง้าเดียวกัน”

งานฮิตคอง คองถิ่น วัฒนธรรมนำวิถี ชีวีอีสานมีสุข ปี 2568 ภาพ: IMN-เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

สันติภาพคือความหวังสำหรับคนรุ่นต่อไป

“สันติภาพสำหรับเยาวชนอย่างฉันคือความสงบ การอยู่ร่วมกันและจัดการความขัดแย้งอย่างสันติวิธี”

รสิตาตอบคำถามในฐานะตัวแทนเยาวชนคนหนึ่ง ที่อยากเห็นสันติภาพในพื้นที่ชายแดน เธอกล่าวว่า ณ ตอนนี้ไม่มีประโยชน์อื่นใด มีคุณค่าเหนือกว่าชีวิตของมนุษย์ ทั้งจากทหารแนวหน้าที่เสียชีวิต และประชาชนในพื้นที่ที่ถูกลูกหลงจากอาวุธสงคราม

นอกจากนี้คำว่า ‘สันติภาพ’ สำหรับคนรุ่นใหม่อย่างรสิตายังหมายถึง การค้าขายแลกเปลี่ยน ที่อยู่คู่กับชีวิตของคนทั้งสองพรมแดนมาช้านาน 

“มันกลับเป็นเหมือนเดิมได้” รสิตากล่าวถึงพื้นที่ค้าขาย ตลาดช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ “ขอเพียงใช้เวลาในการฟื้นฟู เพราะจากแต่ก่อนตรงนี้มีเพียงแค่เพิงไม้ ทุกวันนี้กลายเป็นอาคารพาณิชย์”

ในท้ายที่สุด รสิตาอยากฝากถึงคนในสังคมที่ยังคงเชียร์ให้มีการทำสงครามว่า พวกเขาอาจจะอยู่ห่างไกลจากชายแดนจนยังไม่ได้ผลกระทบจากสงครามในเร็ววันนี้ 

“คนที่บอกว่าอยากให้รบกันให้หนักขึ้น คุณไม่ได้อยู่จุดเดียวกับคนชายแดน คุณไม่มีทางเข้าใจหรอกว่าคนชายแดนปีนี้ต้องเดือดร้อนขนาดไหน”

สิ่งเดียวที่เธอขอคือยุติความรุนแรง ให้ผู้นำทั้งสองประเทศเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม โดยนึกถึงทหารแนวหน้าที่ไม่ควรมาเสียชีวิต หรือผลกระทบที่ประชาชนชายแดนได้รับ ซึ่งไม่มีข้อดีอะไรเลยสำหรับชีวิตพวกเขา นอกจากผลประโยชน์ของเหล่าผู้นำ 

เรื่องโดย: รสิตา เชิดโฉม
เรียบเรียงและรายงานเพิ่มเติม: ณฐาภพ  สังเกตุ