เส้นเลือดใหญ่อาบยาพิษ : วิกฤตสารพิษจากแร่แรร์เอิร์ธ ลูกโซ่ความพังทลายที่รัฐมองข้าม

เส้นทางแม่น้ำกกจากท่าตอน ไหลผ่านบ้านผาใต้ สู่จังหวัดเชียงราย ภาพมุมสูง: ธวัชชัย ใจปวง

แม่น้ำกก คือสายน้ำหลักที่ไหลจากรัฐฉาน ประเทศเมียนมา เข้าสู่ประเทศไทยผ่านพื้นที่แม่อาย-ท่าตอน ก่อนทอดยาวผ่านเวียงชัย เวียงเชียงรุ้ง แม่จัน ดอยหลวง เชียงแสน และไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่ ‘สบกก’ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย สายน้ำเส้นนี้ไม่ใช่แค่ทางผ่านของภูมิประเทศ แต่เป็น ‘ชีวิต’ ของผู้คนหลายร้อยชุมชนตลอดลุ่มน้ำ-ทั้งน้ำกินน้ำใช้ วิถีประมง เกษตร การท่องเที่ยว ไปจนถึงความทรงจำที่ผูกพันมาตั้งแต่เด็ก

คนท่าตอนจำนวนมากยังจำภาพเดิมได้ดี-น้ำกกใสจนมองเห็นก้อนหินใต้น้ำ ฤดูกาลท่องเที่ยวหรือเทศกาลใหญ่ๆ ที่มีไม่กี่เดือนต่อปีทำให้ถนนริมกกแน่นขนัด ร้านค้า ที่พัก แพริมน้ำ และกิจกรรมเล่นน้ำกลายเป็นรายได้หลักของชุมชน หลายกิจการลงทุน ‘ล่วงหน้า’ เพื่อรอรับนักท่องเที่ยว ทั้งการซ่อมแซมที่พัก จ้างคนเพิ่ม เตรียมวัตถุดิบอาหาร จัดพื้นที่ริมน้ำ

แต่เมื่อข่าว ‘สารพิษ/โลหะหนัก’ ในแม่น้ำกกแพร่กระจาย ความกลัวก็ไหลตามน้ำมาอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพียงความกังวลเรื่องสุขภาพ หากคือ ‘ความเชื่อมั่น’ ที่หายไป-คนไม่กล้าลงน้ำ ไม่กล้ากินปลา ไม่กล้าใช้ชีวิตร่วมกับแม่น้ำ และเมื่อลูกค้าหายไป รายได้ของผู้ประกอบการก็หายตาม ทิ้งไว้แต่ต้นทุน หนี้ และความเครียดที่ประเมินเป็นตัวเลขไม่ได้

จากสายน้ำที่เคยใสสะอาด วันนี้แม่น้ำกกกำลังเผชิญกับวิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐฉาน ความกังวลเรื่องสารพิษไม่ได้พรากไปเพียงวิถีชีวิต แต่กำลังกัดเซาะโครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่อย่างรุนแรง โดยมีการประเมินว่าหากสถานการณ์เลวร้ายที่สุด มูลค่าความเสียหายรวมอาจสูงถึง 1,300,006,731 บาทต่อปี

ซึ่งการท่องเที่ยวคือภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด คิดเป็นมูลค่ากว่า 773.5 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากเชียงรายพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวสูงถึง 42.39% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) เเบ่งเป็นสองประเภทคือ

ธุรกิจที่พักและโรงแรม: ความเสียหายในธุรกิจที่พักริมน้ำในระยะ 3 กม. ตลอดสายน้ำกก มีมูลค่าสูงถึง 669.4 ล้านบาทต่อปี 

ธุรกิจเรือท่องเที่ยว แพเปียก และการขี่ช้างท่องเที่ยว มีมูลค่าความเสียหายรวมกันกว่า 104 ล้านบาทต่อปี

ที่พักที่เคยเต็ม กลายเป็นห้องว่างและเงินลงทุนที่ไม่เคยคืน

ผู้ประกอบการที่พักในท่าตอนเล่าว่า เมื่อก่อนวันธรรมดาเคยมีรายได้ราว 6,000–7,000 บาทต่อวัน ช่วงสงกรานต์เคยทำรายได้พีค 70,000–100,000 บาทต่อเดือน ห้องพักเต็มเกือบตลอด และ ‘แพริมน้ำ’ ที่ทำไว้ให้ลูกค้านั่งกินข้าว เล่นน้ำ ก็แน่นแทบทั้งวัน

แต่ปีนี้ ‘ลงทุนไปแล้ว ยังไม่คืนทุนเลย’ เพราะนักท่องเที่ยวหวาดกลัวข่าวสารพิษ ไม่กล้าลงน้ำ ธุรกิจที่เคยอยู่ได้ด้วยฤดูกาลท่องเที่ยว จึงต้องประคองตัวด้วยเงินเก็บที่ค่อยๆ ลดลง และภาระเงินกู้ธนาคารที่ยังต้องจ่ายต่อไป ความหวังเดียวคืออยากเห็นหน่วยงานรัฐเข้ามาช่วยให้เร็วที่สุด-ทั้งการตรวจสอบที่ทำให้คนเชื่อมั่นได้ และมาตรการพยุงผู้ประกอบการที่กำลังเลือดไหลไม่หยุด

ร้านอาหารจากรถจอดเต็มถนน สู่ “ทั้งวันมีโต๊ะเดียว”

ร้านอาหารในพื้นที่ตำบลท่าตอน ภาพ: วัชรพล เปลี่ยนปลูกสัตย์

ภาพเดียวกันเกิดกับร้านอาหารในพื้นที่ เจ้าของร้านบอกว่าเมื่อก่อนช่วงเทศกาล “รถจอดจนเต็ม” คนแน่นร้านตั้งแต่บ่ายสี่ รายได้เฉลี่ย ประมาณ 250,000 บาทต่อเดือน แต่ปัจจุบัน “ทั้งวันมีโต๊ะเดียว”

ช่วงแรกของวิกฤต รายได้ร่วงเหลือหลักหมื่นต่อเดือน เจ้าของร้านพยายามประคองไม่ให้ปลดคนออก ทุกคนช่วยกันทำทุกอย่างแทนกัน-บางวันยอดขายไม่ถึงเป้า พนักงานมาช่วยล้างจานแทนแม่บ้าน เพราะต้องลดค่าใช้จ่ายทุกทาง รายได้หายไปราว 50% ทั้งที่ยังไม่หักต้นทุน วนอยู่กับการ ‘ควักเนื้อ’ มานาน ราว 1 ปีครึ่ง จนเคยมีวันหนึ่งยอดขายทั้งร้านเหลือเพียง 60 บาท

“เราพยายามสู้ไว้ ทั้งที่มันขาดทุน แต่โชคดีที่เด็กในร้านช่วยกัน และค่าเช่าร้านไม่แพงมาก ช่วงก่อนคนเดินเต็มถนน รถจอดกันสุดสายเลย”
พี่นัท เจ้าของร้านอาหาร

อีกภาระหนึ่งที่ตามมาคือ ‘น้ำสะอาด’ สำหรับทำครัว ล้างผัก ล้างจาน หลังข่าวสารพิษ เจ้าของร้านต้องซื้อน้ำมาใช้ในกิจการเพิ่มราว 2,000 บาทต่อเดือน หากประเมินความเสียหายตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุ เจ้าตัวบอกว่าเกิน 300,000 บาท ไปแล้ว แต่ที่หนักกว่าคือความรู้สึกสูญเสียบรรยากาศเดิมของเมือง

พี่นัท เจ้าของร้านอาหาร ภาพ: วัชรพล เปลี่ยนปลูกสัตย์

“เมื่อก่อนวัยรุ่นมาเต็มร้าน แต่ตอนนี้มีแค่พนักงานนั่งเต็มร้าน”

ลูกค้าประจำคนหนึ่งสะท้อนเสียงคล้ายกันว่า สิ่งที่อยากได้ไม่ใช่อะไรซับซ้อน แค่อยากให้น้ำกลับมาใสเหมือนเดิม และอยากให้ท่าตอนกลับมาคึกคักเหมือนก่อน เพราะสำหรับคนที่เกิดและโตที่นี่ ‘ย้ายหนี’ ไม่ใช่คำตอบง่ายๆ ในเมื่อครอบครัว ลูก เด็ก คนเฒ่าคนแก่ ผูกชีวิตไว้กับพื้นที่

เจ้าของร้านอาหารยอมรับว่า ‘จุดต่ำสุด’ ไม่ใช่แค่ยอดขายตก แต่คือการต้องประคองร้านที่ว่างเปล่ามาเป็นปีๆ ทั้งที่สร้างมากับมือ หากอีก 3–6 เดือน สถานการณ์ยังแย่ลง ร้านอาจต้องปิดจริงๆ เขาหวังจะรอถึงสงกรานต์ เผื่อมีเงินก้อนช่วยพาให้ไปต่อได้ แต่ถ้าน้ำยังขุ่นและความกลัวยังอยู่ การถอนตัวออกจากพื้นที่ก็อาจเป็นทางรอดเดียว

ร้านกาแฟเล็กๆ กับความกลัวที่ไหลเข้ามาแทนสายน้ำ

พี่รุ้ง เจ้าของร้านกาแฟเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำกก บอกว่าตัวเองอยู่กับน้ำกกมาตั้งแต่เกิด จึงยิ่ง ‘เจ็บ’ เมื่อเห็นสายน้ำที่เคยเล่นมาตั้งแต่เด็กกลายเป็นพื้นที่เสี่ยง

“ส่วนตัวแอบกลัวพอสมควร ตั้งแต่เด็กๆ ชอบเล่นน้ำกกมากๆ… ตอนนี้ถ้าเห็นเด็กๆ ลงเล่นน้ำกกก็จะคอยไปห้ามไม่ให้เล่น”

ก่อนถึงเทศกาลต่างๆ วันหนึ่งเธอเคยขายกาแฟได้ 100 แก้วขึ้นไป รายได้เฉลี่ย 20,000–30,000 บาทต่อเดือน แต่ตอนนี้เหลือเพียง 30 แก้วกว่าๆ รายได้หายไปราว 70% ค่าใช้จ่ายยังเท่าเดิม แต่สิ่งที่หนักกว่าคือ วิถีชุมชนริมกก ที่เหมือนถูกพรากไป และความเครียดที่ต้องแบกโดยแทบไม่มีใครเข้ามารับผิดชอบด้านจิตใจของคนตัวเล็กตัวน้อย

เมื่อน้ำใช้ไม่ได้ “ต้นทุนชีวิต” ก็พุ่งทันที

ไม่ใช่แค่ธุรกิจที่เดือดร้อน ชาวบ้านจำนวนมากต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายเพื่อหาน้ำสะอาดมาใช้ บางครัวเรือนจำเป็นต้องซื้อน้ำเป็นแท็งก์ 120–300 บาท เพื่อการบริโภค ส่วนการอุปโภคยังพอประคองด้วยประปาภูเขาเฉพาะหน้า แต่หลายคนกังวลว่าเมื่อถึงหน้าแล้ง น้ำจากประปาภูเขาอาจลดลงหรือแห้งหาย ค่าใช้จ่ายเรื่องน้ำอาจกลายเป็นภาระระยะยาวที่ไม่มีคำตอบ

แม่ไกรศร ชาวบ้านริมกก เล่าย้อนถึงชีวิตเมื่อก่อน-เล่นน้ำ ซักผ้า อาบน้ำ จับปลา กินปลา ได้แทบทุกวัน แม่น้ำเคยอุดมสมบูรณ์ถึงขั้น ‘หว่านแหไม่กี่ทีก็ได้ปลา’ แต่วันนี้ปลาหายากขึ้น ความเชื่อมั่นในความสะอาดก็ไม่เหมือนเดิม

ชึ่งในบทบาทของภาคการประมงแม้จะเป็นสัดส่วนที่น้อยที่สุดในเชิงมูลค่า แต่กระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของคนในพื้นที่โดยตรง ชาวประมงน้ำจืดประมาณ 105 คน (ส่วนใหญ่อยู่ใน อ.เชียงแสน) ต้องสูญเสียรายได้รวมกันกว่า 15 ล้านบาทต่อปี จากการที่ไม่สามารถจับปลา 5 ชนิดหลัก(เช่น ปลาแค้ ปลาค้าว) มาขายหรือบริโภคได้เนื่องจากกลัวสารปนเปื้อน

แม่ติ้บ คำลือ เกษตรกรริมกก ภาพ: วัชรพล เปลี่ยนปลูกสัตย์

และในอีกมุมหนึ่งของบทบาทภาคภาคการเกษตร แม่ติ้บ คำลือ เกษตรกรริมกก ผู้ปลูกฟักทองญี่ปุ่นที่ต้องใช้น้ำสะอาดในการทำการเกษตร เล่าว่าจำเป็นต้องหยุดใช้น้ำจากแม่น้ำกก แล้วหันไปพึ่งบ่อบาดาลแทน การเจาะบ่อมีค่าใช้จ่าย และต้นทุนค่าน้ำมันในการสูบน้ำเพิ่มจาก เดือนละ 2,000 บาท เป็น 4,000–5,000 บาท ขณะเดียวกันกำไรก็ลดลงอย่างหนัก จากเดิมปีหนึ่งได้กำไร 100,000 กว่าบาท เหลือเพียง 40,000–50,000 บาท ส่วนหนึ่งเพราะดินได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่พัดพาตะกอน ทำให้คุณภาพดินลดลง ผลผลิตไม่ได้เกรดดีเท่าเดิม ขั้นตอนทำเกษตรยุ่งยากกว่าเดิม แต่ประสิทธิภาพกลับลดลง เเละ ในภาคการเกษตร วิกฤตนี้กระทบโดยตรงต่อนาข้าวและไร่ข้าวโพด ซึ่งหากน้ำใช้ไม่ได้จนต้องหยุดปลูก 1 ปี จะเสียหายกว่า 511.4 ล้านบาทเกษตรกร คือกลุ่มที่ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางความเสี่ยง พื้นที่เกษตรกรรมริมน้ำกกกว่า 131,607 ไร่ ตกอยู่ในเขตอันตราย (Risk Zone)

“อยากให้ทุกหน่วยงานช่วยกระตุ้นให้ทางต้นน้ำเลิกปล่อยสารพิษลงมา ทำให้เดือดร้อนกันหมด ใช้น้ำจากแม่น้ำกกไม่ได้”

ก่อนจะทิ้งคำถามสั้นๆ ที่ตรงและเจ็บลึก

“จะมีความหวังให้เราไหมคะ ให้เราได้ใช้แม่น้ำกกน่ะค่ะ”

เกษตรกรริมกก ภาพ: วัชรพล เปลี่ยนปลูกสัตย์

เมื่อรายได้ชุมชนสะดุด โรงเรียนก็สะเทือน

ผลกระทบยังลามไปถึง “โรงเรียน” แม้บางแห่งจะไม่ได้ใช้น้ำกกโดยตรง แต่โรงเรียนอยู่ได้ด้วยเศรษฐกิจของชุมชน-เมื่อการท่องเที่ยวและกิจกรรมประเพณีหยุด รายได้หมุนเวียนหาย ผู้ปกครองที่เคยช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วนก็ทำได้น้อยลง กิจกรรมที่เคยผูกกับแม่น้ำ เช่น ประเพณีแข่งเรือหางยาว ถูกระงับ เพราะไม่มีใครมั่นใจพอจะลงสัมผัสสายน้ำ

โรงเรียนวัดห้วยน้ำเย็น อำเภอท่าตอน มีนักเรียน 160 คน ใช้น้ำปริมาณมาก แหล่งน้ำหลักเป็นบ่อบาดาล และบางเดือนหน้าแล้งต้องผันน้ำหรือใช้ประปาภูเขา แต่ก็ยังไม่มั่นคง ผู้อำนวยการโรงเรียนสะท้อนว่าเคยมีปีที่น้ำป่าไหลหลากจนประปาภูเขาถูกกวาดหาย น้ำในโรงเรียนไม่ไหลเลย ช่วงหนึ่งคิดจะแก้ด้วยการผันน้ำจากแหล่งใกล้โรงเรียนมาใช้ แต่พอมีข่าวสารพิษก็ต้องยกเลิก

“ผมมองว่าปัญหาพวกนี้ เราแก้เองไม่ได้ ต้องให้ภาครัฐเข้ามาจัดการ”
ผอ.โรงเรียนวัดห้วยน้ำเย็น

อุรุพงษ์ จันทร์แก้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดห้วยน้ำเย็น ภาพ: วัชรพล เปลี่ยนปลูกสัตย์

ลูกโซ่ความเดือดร้อน และคำถามที่ไม่ควรต้องฝากไว้กับคำว่า “รอ”

วิกฤตแม่น้ำกกวันนี้จึงไม่ใช่ “ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เดี๋ยวก็ผ่าน” แต่มันคือห่วงโซ่ความเดือดร้อนที่ล็อกชุมชนทั้งระบบ-ที่พักสูญรายได้หลักหลายแสนและต้องจ่ายหนี้ต่อ ร้านอาหารที่ยอดขายเคยเหลือเพียง 60 บาท ร้านกาแฟรายได้หาย 70% ชาวบ้านต้องซื้อน้ำเพิ่ม เกษตรกรต้นทุนสูบน้ำบาดาลพุ่ง เด็กนักเรียนต้องพกน้ำจากบ้านเพื่อความปลอดภัย

เมื่อความเชื่อมั่นต่อสายน้ำที่อยู่กับคนมาตั้งแต่เกิดถูกทำลาย เศรษฐกิจ วิถีชีวิต และความสุขเล็กๆ ของชุมชนก็พังทลายตามไปด้วย

ในมุมการเมือง มานพ คีรีภูวดล อดีต สส. พรรคประชาชน ให้ความเห็นว่า สถานการณ์แม่น้ำกกเป็นปัญหาระดับภูมิภาคที่เชื่อมกับการทำเหมืองที่ไม่ได้มาตรฐานในประเทศเพื่อนบ้าน และห่วงโซ่อุปทานของ “แร่หายาก” ที่ไปไกลถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการทหารระดับโลก เขามองว่ารัฐควรสื่อสารในเวทีระหว่างประเทศ กล้าเจรจา-กดดันบริษัทปลายทางและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ขาดธรรมาภิบาล

มานพ คีรีภูวดล อดีต สส. พรรคประชาชน ภาพ: IMN-เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

พร้อมเน้นว่า สิ่งที่ทำลายความเชื่อมั่นคือการตรวจที่เป็น ‘ครั้งคราว’ ต่อให้วันนี้บอกไม่พบสารพิษ แต่พรุ่งนี้ถ้าสารพิษไหลมาเพิ่ม ชาวบ้านจะรู้ได้อย่างไร เมื่อความเชื่อมั่นพัง คนก็ไม่กล้ากินปลา ไม่กล้าใช้ชีวิตกับแม่น้ำ-ความเสียหายแบบนี้ตีเป็นเงินยากกว่าตัวเลขรายได้ที่หายไป

เขาย้ำประโยคหนึ่งที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐไทยอย่างเจ็บแสบว่า

“คนที่มีปัญหาไม่มีอำนาจ แต่คนที่มีอำนาจไม่มีปัญหา”

และเสนอว่าทางออกระยะยาวคือ ‘การกระจายอำนาจ’ ให้คนในพื้นที่มีอำนาจจัดการทรัพยากรและภัยพิบัติของตัวเองอย่างแท้จริง เช่น หากผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้ง ย่อมต้องตอบสนองต่อเสียงประชาชนมากกว่าระบบที่ผูกกับงบประมาณและขอบเขตอำนาจจากส่วนกลาง

ท่ามกลางความสิ้นหวัง ทีมผู้เขียนยังพบป้ายสื่อสารในพื้นที่ที่ระบุว่า มีการวิเคราะห์ผลผลิตทางการเกษตรหลายครั้งจากผักและผลไม้หลายชนิด ‘ไม่พบค่าโลหะหนักเกินมาตรฐาน’ และมีการเก็บตัวอย่างดินหลายครั้งในหลายหมู่บ้าน “อยู่ระหว่างรอผลจากห้องปฏิบัติการ” แต่คำถามใหญ่ของชุมชนยังคงเดิม-ต่อให้มีผลตรวจเป็นช่วงๆ ความเชื่อมั่นจะกลับมาได้อย่างไร หากระบบเฝ้าระวังยังไม่ต่อเนื่อง และผู้คนยังต้องแบกความเสี่ยงไว้เองทุกวัน

เส้นทางแม่น้ำกกจากท่าตอน ไหลผ่านบ้านผาใต้ สู่จังหวัดเชียงราย ภาพมุมสูง: ธวัชชัย ใจปวง

ท้ายที่สุดแล้ว ทางออกที่ยั่งยืนอาจไม่ใช่แค่ ‘ทำความสะอาดแม่น้ำ’ แต่คือการทำให้คนปลายน้ำมีอำนาจพอจะปกป้องชีวิตของตัวเอง ไม่ต้องอยู่กับการรอคอยมาตรการที่มาไม่ทันแผลจริงของชุมชน และคำถามที่ยังคาอยู่-คำถามที่ไม่ควรถูกทิ้งไว้กลางสายน้ำ

“ตอนนี้ชาวบ้านก็ต้องทนกินน้ำกกแบบนี้ต่อไปอย่างนั้นเหรอ”ตราบใดที่เสียงของประชาชนยังเบากว่าเสียงของผลประโยชน์ สายน้ำกกที่เคยใสสะอาดและเป็นเส้นเลือดใหญ่ของชุมชน ก็อาจเหลือเพียง‘สายน้ำแห่งความทรงจำ’ ที่รอวันล่มสลายไปพร้อมกับลมหายใจของคนปลายน้ำ-และเสียงที่พูดตรงกันทั้งลุ่มน้ำว่า “อยากให้น้ำกกกลับมาใสเหมือนเดิม”

เขียน: วัชรพล เปลี่ยนปลูกสัตย์