เมื่อการตีตราคือความเคยชินของสื่อไร้จริยธรรม กรณีศึกษาจากการเหมารวมกลุ่มชาติพันธุ์ ในคดีอาชญากรรมของสื่อมวลชน

เขียน / เรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ

หนุ่มม้งเหิม! ชักปืนยิงตร.สันกำแพง

หมายจับไล่ล่าหนุ่มม้ง ยิงตำรวจสันกำแพง

ออกหมายจับแล้ว ที่แท้หนุ่มม้ง ยิงตำรวจ

ข้างต้นคือพาดหัวข่าวที่สื่อกระแสหลักใช้หลังจากเกิดเหตุการณ์ คนร้ายชักปืนยิงใส่ตำรวจ สภ.สันกำแพง เมื่อเวลา 19.00 น. ของวันที่ 27 ม.ค.69 โดยกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 ได้รายงานว่า ส.ต.ต.อภิวัฒน์ มาลา ซึ่งปฏิบัติหน้าที่สายตรวจ รถจักรยานยนต์ พบชายต้องสงสัยลักษณะมีพิรุธจอดรถอยู่บริเวณริมถนนในหมู่บ้าน ม.8(บ้านไร่พัฒนา) จึงได้เข้าไปเพื่อทำการตรวจสอบ ขณะที่ทำการตรวจสอบอยู่นั้น ชายคนดังกล่าวได้ชักอาวุธปืนไม่ทราบขนาดและชนิด ออกมาจ่อยิง ส.ต.ต.อภิวัฒน์ 

ในรายงานของตำรวจ ไม่พบการกล่าวถึงหรืออ้างอิงชาติพันธุ์ของผู้ก่อเหตุ มีเพียงการระบุชื่อผู้ก่อเหตุคือนายวิภาค  วงค์วรรณ์ ผู้ต้องหาหลักในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน

นอกจากนี้เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองยังพบข้อมูลว่า กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 นำโดยพล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ได้มีการตั้งโต๊ะแถลงความคืบหน้ารายละเอียดของคดีในวันที่ 29 มกราคม แต่สำนักข่าวที่พาดหัวพาดพิงชาวม้งข้างต้น กับเผยแพร่ข่าวในวันที่ 28 มกราคม นำมาซึ่งคำถามว่า สำนักข่าวเหล่านี้อ้างอิงข้อมูลจากที่ใดมาเขียนข่าว

อย่างไรก็ดีเมื่อโทรไปสอบถามข้อมูลจากร้อยเวรที่ประจำอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรสันกำแพง เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 69 เวลา 8.15 น. เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองได้รับข้อมูลว่า ทางตำรวจผู้ให้ข้อมูลไม่ทราบข้อมูลที่แน่ชัด ว่าผู้ก่อเหตุเป็นชาติพันธุ์ใด แต่ก็แสดงความคิดเห็นว่า ‘น่าจะเป็นคนที่อยู่บนดอย’

คำถามต่อมาคือ มีเหตุจำเป็นอันใด ที่สำนักข่าวต้องใส่ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์ของผู้ก่อเหตุ เมื่อยังไม่มีหลักฐานใดมาพิสูจน์ และการกระทำผิดกฎหมายของปัจเจกชน ก็ไม่ได้สอดคล้องหรือเกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์กำเนิดแต่อย่างใด 

นอกเสียจากว่าสื่อเหล่านี้เพียงต้องการสร้างสีสันให้ข่าวของตนมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น โดยไม่ได้สนใจว่าเป็นการตอกย้ำวัฒนธรรมการตีตรากลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองอย่างไร้จริยธรรม

คนม้งไม่เงียบ เมื่อการสยบยอมเท่ากับการยอมรับความไม่ปกติ

“ความผิดปกตินี้ถ้าผมเงียบต่อไป มันจะถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ และมันจะเกิดซ้ำๆ ไม่จบสิ้น”

พงษ์ชัย ทรงนำชัย ผู้ก่อตั้งเพจเฟสบุ๊ค Mark Hais Lus Hmoob เพจที่สร้างเนื้อหาการสื่อสารภาษาม้ง ได้ให้สัมภาษณ์กับเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง หลังจากที่เขาออกมาโพสต์ไม่เห็นด้วยกับการที่สำนักข่าวพาดพิงถึงชาติพันธุ์ของเขา โดยเขาได้ตั้งคำถามว่า ทำไมสื่อจำนวนมากถึงสามารถละเมิดจรรยาบรรณ, ขาดความรอบคอบ, และไร้ความน่าเชื่อถือ

“การพาดหัวลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่” พงษ์ชัยแสดงความคิดเห็น “เป็นเรื่องที่สื่อมวลชนประเทศนี้ทำจนเคยชิน ผมเห็นเช่นนี้ทุกครั้งและรู้สึกไม่สบายใจ จนต้องออกมาโพสต์”

ในฐานะตัวแทนคนชนเผ่าม้งพงษ์ชัยกล่าวว่า ที่ผ่านมาคนจากภายนอกมักมองเข้ามาในชุมชนและตีตราว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือการตัดไม้ทำลายป่า สิ่งเหล่านี้เป็นผลผลิตจากสื่อมวลชน ที่ไม่เคยสืบหาความจริง แต่สิ่งที่พวกเขาสื่อสารออกไปคือสิ่งที่สังคมเลือกจดจำ

“คือการสร้างภาพจำต่อชาวม้งอย่างแนบเนียน ทำให้คนม้งทั้งกลุ่มถูกมองในแง่ลบ”

พงษ์ชัยยังบอกอีกว่า ในอนาคตหากกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นอีก สิ่งที่กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองสามารถช่วยกันได้คือการส่งเสียง เพื่อให้สื่อมวลชนและสังคมได้รับรู้ว่า คนที่พวกเขากล่าวถึงมีตัวตนและปฏิเสธการถูกตีตราเหมารวมเช่นนี้ เพราะในวันที่ข้อมูลข่าวสารแพร่ไปอย่างรวดเร็ว การเขียนข่าวโดยได้ความรอบคอบ สามารถสร้างอคติได้อย่างรวดเร็ว  

“สิ่งที่ผมอยากบอกคือ หน้าที่ของสื่อควรรายงานความจริง ไม่ใช่การขยายอคติ การที่คุณเลือกคำหนึ่งคำ มันทำร้ายคนทั้งกลุ่มได้ ผู้กระทำผิดทำผิดรายบุคคล ทำไมถึงต้องใช้อัตลักษณ์ที่เหมารวมถึงคนอื่นไปด้วย” พงษ์ชัยกล่าวทิ้งท้ายในประเด็นนี้ 

หยุดส่งต่อความเกลียดชังที่สื่อมวลชนเป็นคนก่อ

“ข่าวคือส่วนหนึ่งของสังคม เมื่อสำนักข่าวเผยแพร่ข้อมูลออกไป มันคือการรับรองว่า การพูดถึงชาติพันธุ์นั้นๆ ด้วยถ้อยคำและน้ำเสียงเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ยอมรับได้เพราะสื่อมวลชนเป็นคนพูด”

เพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์การพาดหัวข่าวที่เกิดขึ้น เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองได้พูดคุยกับ โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการ The Isaan Record เขาได้กล่าวกับ IMN ว่า การพาดหัวข่าวแบบเหมารวมเช่นนี้ ได้สร้างบาดแผลให้กับความแตกต่างทางศาสนา, ชาติพันธุ์ และเพศสภาพ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้ผู้รับสารสามารถมองมนุษย์กลุ่มหนึ่งไม่เหมือนเดิมได้อีกต่อไป 

โกวิทระบุสาเหตุของการทำงานลักษณะนี้ว่าเกิดจาก 3 ปัจจัยคือ 1.การไม่มีระบบกองบรรณาธิการ เพราะนักข่าวสามารถเผยแพร่งานได้ด้วยตนเอง 2.บรรณาธิการของสื่อเหล่านี้ ปล่อยปละละเลยไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง และ 3.บรรณาธิการเห็นด้วยกับเนื้อหาลักษณะดังกล่าว 

“เมื่อไหร่ก็ตามที่เราหยิบคำใดคำหนึ่งมาพาดหัว คำคำนั้นมีราคาของมันเสมอ”

และราคาของการเหมารวมคือ การพัฒนาความเกลียดชังที่เริ่มต้นจากถ้อยคำ เห็นได้ชัดว่าความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ตั้งแต่อดีต ล้วนมีต้นตอมาจากถ้อยคำเช่นนี้ทั้งสิ้น

แม้ว่าข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชน สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๔ จะบุไว้อย่างชัดเจนในข้อ 19 ว่า สื่อมวลชนพึงระมัดระวังการเสนอข่าว เนื้อหาข่าว เนื้อหาทั่วไป หรือ การแสดงความคิดเห็น อันเป็นการไม่เคารพต่อเชื้อชาติ ศาสนา และชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นความเชื่อตามสิทธิส่วนบุคคล

โกวิทระบุว่า แม้วิชาชีพสื่อมวลชนจะมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เคยถูกนำมาปฏิบัติ ทั้งๆ ที่คนที่อยู่ภายในสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ล้วนเป็นสื่อมวลชนอาวุโส ที่มีประสบการณ์ทำงานมาหลายสิบปีและเป็นถึงผู้บริหารองค์กรสื่อ

“แนวปฏิบัติเหล่านี้ไม่เคยส่งไปถึงคนในระดับปฏิบัติการ” โกวิทตั้งข้อสังเกต “การเพิกเฉยตั้งแต่ระดับปฏิบัติการจนถึงระดับบริหาร ทำให้เรื่องเหล่านี้ถูกปล่อยจนกลายเป็นความเคยชิน”

โกวิทได้ให้ข้อเสนอแก่ชุมชนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองต่อเรื่องนี้ว่า สิ่งที่ผู้อ่านทำได้ง่ายที่สุดคือการไม่ส่งต่อข้อมูลเหล่านั้นเพื่อเพิ่มยอดเอนเกจเม้น และมากไปกว่านั้นคือการลุกขึ้นมาแสดงออกให้สำนักข่าวเห็นว่า ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาที่สำนักข่าวเผยแพร่ นั่นคือมาตรฐานขั้นต่ำที่คนเขียนข่าวและกองบรรณาธิการพึงสังวร

“ในขณะเดียวกันคนในสังคม ก็จำเป็นต้องส่งเสียงยืนยันด้วยว่า นั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรได้รับการยอมรับ”

นอกจากนี้โกวิทยังกล่าวว่า เหตุการณ์เช่นนี้ได้สะท้อนภาพของสังคมไทย เมื่อใครก็ตามที่ทำชื่อเสียงให้ประเทศไทย แม้จะไม่ใช่พลเมืองไทยเราพร้อมที่จะยอมรับเขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย แต่ถ้าใครสักคนทำสิ่งไม่ดีต่อให้มีสัญชาติไทย เราพร้อมที่จะผลักคนคนนั้นเป็นคนอื่นในทันที

โกวิทสรุปว่า ถ้าวันนี้คนในสังคมไทยเข้าใจในเรื่องความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในสังคมได้มากพอ พวกเขาจะสามารถแยกแยะได้ว่า การกระทำผิดกฎหมายเป็นเรื่องของปัจเจก และการกระทำเช่นนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องเลยว่าเป็นคนชาติพันธุ์ใด ก่อนที่เขาจะทิ้งท้ายถึงเพื่อนร่วมอาชีพคนอื่นๆ ว่า

“ผมคิดว่าการทำงานเช่นนี้ มันคือการประจานตนเองและเป็นการดูถูกวิชาชีพสื่อสารมวลชนของตนเอง”

กฎหมายสามารถเอาผิดกับการตีตราเหมารวมชาติพันธุ์ได้หรือไม่?

ทางด้านยงยุทธ สืบทายาท ทนายความชาวม้งก็ได้ออกมาโพสต์เคลื่อนไหวเรื่องนี้ผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวของเขาโดยระบุว่า ณ ขณะนี้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ได้บัญญัติให้ความคุ้มครองสิทธิในเกียรติยศ ชื่อเสียง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ของกลุ่มชาติพันธุ์ ตามมาตรา 6 วรรคแรก หากผู้ใดฝ่าฝืนก็ต้องรับผิดตามที่กฎหมายบัญญัติ

นอกจากนี้ยงยุทธยังได้กล่าวกับเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองว่า การนำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 (ฉบับที่ 2) มาตรา 14 มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท

“ตอนนี้ในกลุ่มชาติพันธุ์ม้งได้มีการหารือกัน เราเห็นว่าเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ และต้องดำเนินการเพื่อรักษาสิทธิของชาวม้ง”

โดยในฐานะทนายความ ยงยุทธมองว่าสถานการณ์ทางด้านกฎหมายวันนี้แตกต่างจากสมัยก่อน ที่สื่อมวลชนสามารถเผยแพร่ข้อมูลตีตราเหมารวมอย่างไม่มีความผิด แต่ในปัจจุบันกฎหมายมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ดังนั้นการนำเสนอของสื่อหรือการโพสต์ข้อความของบุคคล อินฟลูเอนเซอร์ต่างๆ กระทั่งการแชร์ส่งต่อ จะต้องระมัดระวังคำศัพท์ที่เหมารวมชื่อกลุ่มต่างๆ โดยที่ไม่มีความจำเป็นและไม่เป็นความจริง

“กรณีนี้เราเห็นชัดเจนว่าคนม้งถูกตีตราไปเรียบร้อย” ยงยุทธกล่าว “มันทำให้คิดเป็นอื่นไม่ได้ว่า สื่อเหล่านั้นตั้งใจสร้างความเกลียดชังให้กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ไม่ใช่พวกตนเอง”  

โดยช่องทางอื่นๆ ที่กลุ่มชาติพันธุ์สามารถร้องเรียนได้ ในกรณีใกล้เคียงกันนี้หากเกิดขึ้นอีกในอนาคต คือการร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ 

ยงยุทธกล่าวสรุปว่า ในอนาคตจะไม่มีอะไรการันตีความปลอดภัยให้กับคนม้ง เพราะพาดหัวข่าวที่ออกไปว่า ‘หนุ่มม้งชักปืนยิงตำรวจ’  ได้สร้างภาพจำให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจและคนภายนอก ในการมองมายังคนม้งว่าเป็นคนหัวรุนแรงจากสิ่งที่สื่อเขียนขึ้นมา

ดังนั้นกรณีที่เกิดขึ้น เชื่อได้ว่าจะไม่ใช่กรณีสุดท้ายที่สื่อมวลชนทำการตีตราและเหมารวมกลุ่มชาติพันธุ์ หากกลุ่มชาติพันธุ์ยังคงนิ่งเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะอย่างน้อยๆ การเลือกที่จะลุกขึ้นมาส่งเสียงคัดค้าน อย่างเช่นที่พงษ์ชัยตัดสินใจทำนั้น ก็แสดงให้เห็นผ่านโพสต์ของเขาว่า เมื่อหนึ่งเสียงพูดขึ้น ก็มีคนมากมายที่เห็นด้วยและไม่ยินดีกับการทำงานของสื่อแบบนี้ 

“ตอนแรกผมกลัวเพราะสื่อมีอิทธิพลต่อสังคม แต่เมื่อผมลุกขึ้นมา มันไม่ใช่ผมคนเดียวอีกต่อไป อย่างน้อยวันนี้พวกเราได้บอกสังคมว่า สิ่งที่ผิดไม่ควรทำให้เคยชิน และศักดิ์ศรีของคนไม่ควรถูกนำมาใช้เพื่อแลกยอดไลค์อีกต่อไป” พงษ์ชัยกล่าวทิ้งท้าย