‘เลือกอนาคตผ่านการจดจำอดีต’ อย่าลืมนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายชาติพันธุ์

รายการ IMN Live Special EP.#23 หัวข้อ: “เหลียวหลัง แลหน้า: ว่าที่รัฐบาลใหม่กับกฎหมายชาติพันธุ์”

ใน IMN Live Special EP.#23 หัวข้อ: “เหลียวหลัง แลหน้า: ว่าที่รัฐบาลใหม่กับกฎหมายชาติพันธุ์” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 สองวันก่อนการมาถึงของการเลือกตั้งและการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ 

สิ่งที่สำคัญสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ก่อนเข้าคูหาเลือกตั้งคือการย้อนกลับไปมอง “การตัดสินใจในอดีต” ของพรรคการเมือง ผ่านกระบวนการพิจารณากฎหมายที่เคยเกิดขึ้นจริงในสภา โดยเฉพาะพระราชบัญญัติคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกที่พยายามรับรองการมีอยู่และสิทธิในที่ดิน ของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง

เวทีเสวนาก่อนวันเลือกตั้งครั้งนี้ ได้ฉายภาพชัดว่า ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันของนโยบายเศรษฐกิจหรือปากท้อง แต่เป็นการตัดสินใจของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองว่า จะเลือกพรรคการเมืองที่ไม่เปิดโอกาสให้กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองสามารถจัดการตนเอง ผ่านพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ หรือจะเลือกพรรคการเมืองที่มีแนวโน้ม เปิดพื้นที่ให้กับการยอมรับวิถีชีวิตและสิทธิของผู้คนที่อยู่กับผืนดินมานานก่อนการประกาศใช้กฎหมายของรัฐ

กฎหมายชาติพันธุ์กับบททดสอบเจตจำนงทางการเมือง

พชร คำชำนาญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ มองว่ารัฐบาลใหม่ที่กำลังจะมาถึง มีความเกี่ยวโยงกับอนาคตของพระราชบัญญัติคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะตลอดกระบวนการผลักดันกฎหมาย ได้เห็นท่าทีของพรรคการเมืองจำนวนมากที่ไม่สนับสนุนการคืนสิทธิให้กับกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง

“อย่าลืมนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายชาติพันธุ์ พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้ต้องการให้เราลืมตาอ้าปาก หรือมีอิสระจากการกดขี่”

พชร คำชำนาญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ภาพจากรายการ IMN Live Special EP.#23 หัวข้อ: “เหลียวหลัง แลหน้า: ว่าที่รัฐบาลใหม่กับกฎหมายชาติพันธุ์”

เขาชี้ว่า หากพรรคการเมืองที่ปฏิเสธการมีตัวตนของชนเผ่าพื้นเมือง หรือพรรคที่ยึดแนวคิดการทวงคืนผืนป่าอย่างเข้มข้น ได้เป็นแกนหลักจัดตั้งรัฐบาล ย่อมกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้อย่างมีความหมาย

ปัญหาหนึ่งที่พชรหยิบยกขึ้นมาคือ โครงสร้างกฎหมายที่ทับซ้อนกัน ทั้งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า และพระราชบัญญัติป่าสงวน ซึ่งล้วนถูกใช้เป็นกรอบหลักในการจัดการพื้นที่ โดยไม่เปิดช่องให้กับวิถีชีวิตของคนที่อยู่ในพื้นที่เหล่านั้น

เขามองว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้กฎหมายชาติพันธุ์ไม่สามารถเดินไปถึงเป้าหมาย คือรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ล็อกกรอบการรับรองสิทธิไว้ตั้งแต่ต้น และถูกใช้เป็นเหตุผลในการตัดทอนสาระสำคัญของกฎหมายในหลายมาตรา

“ถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญ ต่อให้มีกฎหมายชาติพันธุ์ เราก็จะไปไม่ถึงฝั่งฝัน”

พชรอธิบายต่อว่า ในกระบวนการพิจารณากฎหมาย มีเนื้อหาสำคัญอย่างน้อยสามประเด็นที่ถูกตัดทอนหรือบิดเบือนไปจากเจตนารมณ์เดิม

พชร คำชำนาญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ภาพจากรายการ IMN Live Special EP.#23 หัวข้อ: “เหลียวหลัง แลหน้า: ว่าที่รัฐบาลใหม่กับกฎหมายชาติพันธุ์”

ประเด็นแรกคือ นิยามคำว่า “ชาติพันธุ์” ซึ่งเดิมครอบคลุมถึงชนเผ่าพื้นเมือง แต่ถูกตัดออกตั้งแต่ชั้นการพิจารณาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พร้อมเหตุผลว่าประเทศไทยมีเพียง “เผ่าไทย” เผ่าเดียว และความกังวลว่าคำว่าชนเผ่าพื้นเมืองจะนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน

ประเด็นที่สองคือ สิทธิในการตัดสินใจของกลุ่มชาติพันธุ์ต่อโครงการพัฒนาของรัฐที่กระทบต่อพื้นที่ของตนเอง เดิมถูกเขียนไว้ชัดเจน แต่ในชั้นวุฒิสภา สิทธินี้ถูกลดระดับเหลือเพียงการมีส่วนร่วมและการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเท่านั้น

ประเด็นที่สาม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ คือเรื่องพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เดิมทีกรรมาธิการเสียงข้างมากเสนอให้พื้นที่เหล่านี้ไม่ต้องอยู่ใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมายป่าไม้และอุทยาน เพื่อให้วิถีอย่างไร่หมุนเวียน การหาของป่า และการดำรงชีวิตตามวัฒนธรรมยังคงดำเนินต่อไปได้

พชร คำชำนาญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ภาพจากรายการ IMN Live Special EP.#23 หัวข้อ: “เหลียวหลัง แลหน้า: ว่าที่รัฐบาลใหม่กับกฎหมายชาติพันธุ์”

แม้ข้อเสนอนี้จะชนะในชั้นกรรมาธิการ แต่เมื่อเข้าสู่การอภิปรายในสภาใหญ่ มาตราดังกล่าวกลับถูกตัดทอน จนพื้นที่คุ้มครองต้องกลับไปอยู่ภายใต้กฎหมายป่าไม้ของรัฐเช่นเดิม พชรระบุชัดว่า พรรคการเมืองจำนวนมาก รวมถึงพรรคการเมืองใหญ่เช่นพรรคเพื่อไทย มีบทบาทสำคัญในการโหวตคว่ำหรือไม่สนับสนุนมาตรานี้

“อย่าให้พรรคการเมืองมองเราเป็นแค่จำนวนนับ เพื่อก้าวขึ้นสู่อำนาจ โดยมองไม่เห็นชีวิตของพวกเรา” พชรกล่าวทิ้งท้าย

เลือกอนาคตผ่านการจดจำอดีต

ศักดา แสนมี่ เลขาธิการสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย เสริมว่า เวทีอภิปรายกฎหมายในสภาคือหลักฐานสำคัญที่กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ควรใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกพรรคการเมือง เพราะสะท้อนชัดว่าพรรคใดพร้อมสนับสนุนการนำกฎหมายไปบังคับใช้จริง และพรรคใดมีแนวโน้มเพิกเฉยหรือบั่นทอนเจตนารมณ์ของกฎหมาย

“ถ้าคนกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายชาติพันธุ์ได้มาเป็นรัฐบาล ก็มีแนวโน้มที่พวกเขาจะไม่สนับสนุนการนำกฎหมายไปสู่การบังคับใช้อย่างจริงจัง”

ศักดา แสนมี่ เลขาธิการสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ภาพจากรายการ IMN Live Special EP.#23 หัวข้อ: “เหลียวหลัง แลหน้า: ว่าที่รัฐบาลใหม่กับกฎหมายชาติพันธุ์”

โดยในเรื่องสำคัญอย่างพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิต ศักดามองว่าไม่ใช่เพียงเรื่องของเขตแดน แต่คือพื้นที่ที่สะท้อนการดำรงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์บนฐานของภูมิปัญญา วัฒนธรรม ระบบการผลิต และการจัดการทรัพยากร ที่ต้องตั้งอยู่บนความสมดุล ความยั่งยืน และความเป็นธรรม

เขามองว่า การคัดค้านพื้นที่คุ้มครองที่ผูกโยงกับกฎหมายป่าไม้และที่ดินของรัฐ สะท้อนทัศนคติของนักการเมืองบางกลุ่มที่ยังมองป่าเป็นของรัฐฝ่ายเดียว และมองชุมชนเป็นเพียงผู้บุกรุก มากกว่าจะเป็นผู้ดูแลทรัพยากรร่วม

ทั้งพชรและศักดาเห็นตรงกันว่า ก่อนวันเลือกตั้ง สิ่งที่กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองควรทำ คือการทบทวนมติการลงคะแนนของพรรคการเมืองในอดีต ไม่ว่าจะเป็นการโหวตนิยามชนเผ่าพื้นเมือง, การลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่คุ้มครอง หรือการที่มีบางพรรคการเมืองออกมายืนยันจุดยืน ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์อย่างชัดเจน

ศักดาย้ำว่า พรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับหลักการของกฎหมายในภาพรวม ย่อมไม่สนับสนุนการเสริมความเข้มแข็งของชุมชนในทางปฏิบัติ และไม่ควรถูกมองข้ามในกระบวนการตัดสินใจ

ขณะเดียวกัน ทั้งสองยังชี้ว่าการออกไปลงประชามติเห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นกุญแจสำคัญ เพราะรัฐธรรมนูญปัจจุบันคือกรอบที่ทำให้กฎหมายชาติพันธุ์ถูกบิดเบือนและจำกัดศักยภาพในการคุ้มครองสิทธิ

ศักดาก่อนในตอนท้ายว่า สังคมไทยคือสังคมพหุวัฒนธรรม การรักชาติไม่ควรถูกผูกขาดด้วยแนวคิดชาตินิยมแบบเดียว และการเลือกตั้งควรเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารประเทศให้ยอมรับความหลากหลายของผู้คนบนผืนแผ่นดินเดียวกัน

 “เราสามารถมีรูปแบบการรักชาติที่หลากหลายได้” ศักดากล่าว

ศักดา แสนมี่ เลขาธิการสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ภาพจากรายการ IMN Live Special EP.#23 หัวข้อ: “เหลียวหลัง แลหน้า: ว่าที่รัฐบาลใหม่กับกฎหมายชาติพันธุ์”

ดังนั้นแล้วก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งจึงไม่ใช่แค่การเลือกผู้แทน แต่คือการเลือกพรรคการเมืองและแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศ เพื่อยอมรับความหลากหลายของผู้คนในสังคม หรือจะเป็นการปล่อยให้กฎหมายที่กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองที่ต่อสู้มาด้วยกัน ถูกทำให้ไร้ความหมายอีกครั้ง ขึ้นอยู่กับการออกไปใช้สิทธิออกเสียงและลงประชามติของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ในชนเผ่าพื้นเมือง

เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ