
บนเขาสูงและเกาะห่างไกล กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งและชาวบ้านต้องฝ่าภูมิประเทศ ขาดถนน ขาดระบบขนส่ง เพื่อพาคะแนนเสียงของกลุ่มชาติพันธุ์ออกจากพื้นที่ให้ทันตามกรอบกฎหมาย แม้จะเข้าคูหาเหมือนกันแต่ต้นทุนของการใช้สิทธิกลับไม่เท่ากัน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความสุจริต หากอยู่ที่การสื่อสารและการอำนวยความสะดวกของรัฐที่ยังไม่สอดคล้องกับความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา และพื้นที่ จนทำให้ประชาธิปไตยของคนชายขอบยังต้อง “เดินทางอ้อม” เพื่อไปถึงศูนย์กลางอำนาจ
เช้าวันนี้ (7 ก.พ.) กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งบนพื้นที่สูงเกือบ 1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล กำลังลงไปช่วยกันขนถ่ายหีบบัตรและอุปกรณ์เลือกตั้ง เพื่อนำมาตระเตรียมสถานที่บริเวณโรงเรียนรองรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนกว่า 200 คน พวกเขาใช้ระยะเวลาไป-กลับถึงองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ต้าน อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ซึ่งเป็นจุดรับกว่า 4 ชั่วโมง
“หากเป็นการเลือกตั้งหน้าฝน การเดินทางไปรับส่งหีบบัตรเลือกตั้งจะลำบากมาก ครั้งหนึ่งเคยมีช่วงที่ต้องใช้แรงคนช่วยกันแบกหีบเดินขึ้นมา”

ประหยัด เสือชูชีพ ซึ่งนอกจากเป็นคุณครูของโรงเรียนบนดอยสูงแล้ว สุดสัปดาห์นี้ต้องรับหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย และคอยอำนวยความสะดวกให้ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยขั้นตอนการทำงานนั้นเป็นไปตามกฎหมาย คือ ลงมารับหีบบัตร อุปกรณ์ก่อนวันเลือกตั้ง นำไปจัดพื้นที่ให้แล้วเสร็จและนอนค้างข้ามคืนเฝ้าหีบ เมื่อจัดการเลือกตั้งแล้วเสร็จจะเริ่มต้นการนับคะแนน จากนั้นแทบไม่มีเวลาให้พัก ผู้อำนวยการหน่วยเลือกตั้งและคณะกรรมการประจำหน่วยจำนวนอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ต้องพากันนำส่งหีบบัตรบนพื้นราบ ณ ที่ทำการอบต.
สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปและการออกเสียงประชามติปี พ.ศ. 2569 ครั้งนี้ หน่วยเลือกตั้งที่ครองแชมป์ “ห่างไกล” 2 แห่ง คือ หน่วยเลือกตั้งที่ 10 บ้านขุนตื่นน้อย ตำบลแม่ตื่น อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยเลือกตั้งบ้านเลตองคุ อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง โดยมีผู้ใช้สิทธิตั้งแต่ 120 – 128 คน ขณะที่หน่วยเลือกตั้งกลางน้ำมีทั้งบริเวณด่านแม่แฉลบ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ถึง 100 ราย ห่างออกไปในหน่วยเลือกตั้งที่ 3 -6 ภายใต้การดูแลขององค์การบริหารส่วนตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ถูกตัดขาดจากการเดินทางภาคพื้นดิน จนเคยต้องอาศัยเฮลิคอปเตอร์แบบเบลท์ของกองบินตำรวจในการขนส่งหีบบัตร ขณะที่บนเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งตั้งหน่วยไกลออกไปจากชายฝั่งกว่า 60 กิโลเมตร เลือกใช้วิธีการขนส่งทั้งแบบทางอากาศและสปีดโบ๊ท

ส่วนความพร้อมในการเตรียมระบบขนส่งหีบบัตรทั่วประเทศในปี 2569 กกต.ได้จัดการแถลงข่าวว่าจะร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ตั้งศูนย์ประสานงานและระบบติดตามการขนส่งหีบบัตร ร่วมกับไปรษณีย์ไทย เพื่อรองรับการนำหีบทุกรายการให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัยและตรงเวลา แม้จะเป็นพื้นที่ห่างไกลก็อยู่ในแผนโลจิสติกส์ทั้งหมด*
นภัสนันท์ ยาดำ เป็นอีกหนึ่งลูกหลานชาวเลอูรักลาโว้ย ที่ผ่านการเลือกตั้งมาสองครั้งเล่าว่า กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งในพื้นที่เกาะ ต้องรับผิดชอบทำงานแข่งกับเวลา เพราะตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฯ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ไม่ได้มีการระบุเฉพาะเจาะจงเรื่องการสนับสนุนพิเศษในพื้นที่ห่างไกล หรือทุรกันดาร เพียงแต่เขียนว่า ‘ต้องตั้งหน่วยเลือกตั้งให้ประชาชนไปใช้สิทธิได้โดยสะดวก’ โดยให้มีการใช้สิทธิวันเดียวกันทั้งประเทศ ตั้งแต่เวลา 08.00 น. – 17.00 น. และปิดหีบพร้อมกัน ยกเว้นมีเหตุสุดวิสัย หรือเกิดเหตุจำเป็นอันหลีกเลี่ยงไม่ได้จน คณะกรรมการการเลือกตั้งสามารถกำหนดวิธีการพิเศษได้ เช่น น้ำท่วมใหญ่ ในปี 2554 จนมีการเลื่อนเฉพาะพื้นที่

ในพื้นที่ต่อการเดินทาง ปราศจากระบบขนส่งสาธารณะ จนทำให้ต้นทุนการขนส่งแพงกว่าปกติ จำนวนค่าตอบแทนที่คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งได้รับนั้น เท่ากันกับผู้จัดการเลือกตั้งพื้นที่อื่น การลงทุนลงแรงมหาศาล ทั้งงบประมาณและหยาดเหงื่อของเจ้าหน้าที่ เพื่อแลกกับคะแนนเสียงหลักร้อยในพื้นที่ห่างไกล อาจดูไม่คุ้มค่าในทางเศรษฐศาสตร์ แต่ในทางรัฐศาสตร์และการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยแล้ว นี่คือราคาที่ “จำเป็นต้องจ่าย” เพื่อยืนยันหลักการสำคัญที่ว่า “หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง” ของคนบนยอดดอยหรือเกาะแก่งอันไกลโพ้น ก็มีศักดิ์และสิทธิ์เท่าเทียมกันกับทุกคนในประเทศ
เรื่องสำคัญที่วันนี้กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งอย่าง ประหยัด เสือชูชีพ เป็นห่วงไม่ใช่การทุจริต หรือการปฏิบัติตามขั้นตอน แต่เป็นการประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึง การไม่อำนวยความสะดวกให้กับคนใช้ภาษาสื่อสารถิ่นที่แตกต่างหลากหลาย จนทำให้ชาวบ้านไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลการเลือกตั้งได้
“ครั้งก่อนตอนมีข่าวเรื่องบัตรเขย่ง พวกเราเข้าใจเลยครับ ว่าทั้งหมดอาจไม่ใช่การจงใจทุจริต เพราะที่แม่ปอคีมีผู้เฒ่าเขาหลง เอาบัตรกาแล้วใส่เก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อ แล้วหย่อนบัตรประชาชนตัวเองลงหีบก็มี หรือแกกาผิดแล้วอยากแก้ก็เยอะ รวมถึงที่ฉีกบัตรเก็บไว้เป็นหลักฐานว่า ตัวเองได้ออกมาใช้สิทธิแล้วก็เห็น กรณีถ้ามีสิ่งแปลกปลอมถูกใส่ในหีบ ทำได้แค่ต้องรอเปิดหีบนับคะแนนแล้วส่งคืน โดยมีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยคอยกำกับ”
เช่นเดียวกับที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เคยเกิดเหตุการณ์สตรีสูงอายุชาวปกาเกอะญอ กากบาทเรียบร้อยแล้วออกจากคูหาพร้อมชูบัตรเลือกตั้งที่กางหราโชว์ให้กรรมการประจำหน่วยดู เพื่อตะโกนถามว่า “กาเบอร์นี้ถูกแล้วใช่ไหม” ด้วยความอยากให้มั่นใจว่าเสียงของตนจะส่งถึงคนที่รักพรรคที่ใช่ แต่เมื่ออ้างอิงตามกฎหมายเลือกตั้ง มาตรา 93 การกระทำนั้นเท่ากับเป็นการจงใจเปิดเผยผลคะแนนและเป็นความผิดร้ายแรง แต่เมื่อพิเคราะห์เจตนาจึงจบลงด้วยการตักเตือน และต้องทำให้บัตรเลือกตั้งเป็นบัตรเสียตามระเบียบ
เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก หากแต่เป็นภาพสะท้อนซ้ำ ๆ ว่ากระบวนการเลือกตั้งที่ออกแบบจากศูนย์กลาง อาจยังไม่สอดรับกับชีวิตจริงของสังคมที่ยังอุดมไปด้วยความแตกต่างหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมการดำเนินชีวิต เมื่อภาษาไม่ใช่ภาษาเดียวกัน ระยะทางไม่เท่ากัน และต้นทุนการเข้าถึงสิทธิไม่เท่ากัน ความผิดพลาดเล็กน้อย ก็อาจถูกขยายความให้กลายเป็นข้อครหาขนาดใหญ่ โดยมองข้ามบริบทและข้อจำกัดของพื้นที่ไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งประหยัดได้กล่าวทิ้งท้ายเอาไว้ว่า
“ผมพูดเท่ ๆ ได้นะ ว่ารัฐลงทุนกับหีบ แต่ไม่ลงทุนกับความเข้าใจ เขากลัวทุจริตเลยคุมเข้มเรื่องขั้นตอน แต่ละเลยเรื่องการสื่อสาร ที่เห็น ๆ เลยก็ตั้งแต่บัตรเลือกสส.เขต มีแต่ตัวเลข ส่วนบัตรเลือกพรรคก็ออกแบบบัตรไม่ได้สอดคล้องกับคนอ่านไม่ออก สภาพแวดล้อมรอบ ๆ ก็ไม่ได้เตรียมความพร้อมเรื่องล่าม หรือแผ่นภาพอธิบาย สุดท้ายทั้งหมดจึงเป็นการที่คณะกรรมการประจำหน่วยต้องรับบทหนัก กับความคาดหวังทั้งจากประชาชนและหน่วยงานจัดการเลือกตั้ง”
หากกวาดสายตาอ่านตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.แล้ว กฎหมายเพียงระบุอย่างกว้างว่า “ต้องมีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก” แต่ไม่ได้เขียนชัดเรื่องล่ามภาษาชาติพันธุ์ สื่อประชาสัมพันธ์หลายภาษา รูปแบบอธิบายที่ไม่ใช้ตัวหนังสือ หรืออาจหมายถึงการตีความได้ว่า ทั้งหมดนี้ “จะทำหรือไม่ทำก็ได้” จึงเกิดปัญหา กาผิด เอาบัตรผิดใบลงหีบ เข้าใจขั้นตอนคลาดเคลื่อน หรือบางพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง จนสุดท้ายความผิดต้องตกอยู่แต่กับประชาชน
ในขณะที่กฎหมายกำหนดมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ชีวิตจริงกลับเต็มไปด้วยความแตกต่าง ตั้งแต่ภูมิประเทศ ภาษา วัฒนธรรม ไปจนถึงความเข้าใจต่อกระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งไม่อาจเร่งรัดหรือบังคับให้เท่าทันกันได้ภายในวันเดียว
โจทย์สำคัญที่รัฐไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป คือ รัฐได้พยายามมากพอหรือยัง ในการออกแบบการเลือกตั้งให้เข้าใจคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง ? เพราะหีบบัตรเลือกตั้งที่ผ่านการเดินทางอย่างสมบุกสมบันนั้น มิได้บรรจุเพียงกระดาษลงคะแนน หากแต่บรรจุ “ตัวตน” และ “ลมหายใจ” ของพลเมืองไทยที่รัฐไม่อาจละเลยหรือทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะอยู่สูงเสียดฟ้าหรือไกลสุดขอบน้ำเพียงใดก็ตาม
_______________________________________
*https://www.myanmaritv.com/news/thailand%E2%80%99s-election-commission-launches-high-security-logistics-operation?utm_source=chatgpt.com
เขียนและเรียบเรียง: นพพล ไม้พลวง