“เมื่อภาษาหนึ่งสูญสิ้นไป วิถีแห่งการทำความเข้าใจโลกและมุมมองที่มีต่อโลกใบนี้ ก็ดับสูญไปพร้อมกับภาษานั้นด้วย”
ข้อความข้างต้นเป็นคำกล่าวของเคนเนธ ล็อค เฮล นักภาษาศาสตร์ชาวอเมริกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การถดถอยของภาษาท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่ง ส่งผลกระทบมากกว่าการสูญหายทางภาษา
เพราะภาษาสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ใช่เพียงเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสาร แต่ยังเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดองค์ความรู้ วิถีชีวิต และปรัชญาการดำเนินชีวิตของคนแต่ละชาติพันธุ์ ซึ่งไม่สามารถถ่ายทอดผ่านวิธีการบันทึกอื่น ๆ หรือผ่านภาษาอื่นที่ใช้กันในทางสากลได้อย่างครบถ้วน
เนื่องในวันภาษาแม่สากล (International Mother Language Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 21 กุมภาพันธ์ของทุกปี เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองได้พูดคุยกับ 6 ตัวแทนคนรุ่นใหม่จากแต่ละชาติพันธุ์ ถึงมุมมองที่พวกเขามีต่อภาษาแม่ของตนเอง ในวันที่โลกเรียกร้องให้พวกเขาต้องสื่อสารภาษาไทย และอย่างน้อยต้องใช้ภาษาอังกฤษ พวกเขายังมองเห็นความจำเป็นของการสื่อสารภาษาแม่อยู่หรือไม่
แชซาแช่หล่า – ภาษาลาหู่คือตัวตนของคนลาหู่
ในภาษาลาหู่ คำว่า ‘แชซาแช่หล่า’ แปลว่า “สบายดีไหม เป็นอย่างไรบ้าง” วิทยา จะลอ ชาวลาหู่วัย 24 ปี จากบ้านลอจอ ต.ท่าก๊อ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย กล่าวกับ IMN ว่า ภาษาลาหู่เป็นภาษาชนเผ่าของเขา และเขาใช้สื่อสารในชีวิตประจำวัน
“ผมคงต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า ตัวเองจะกลายเป็นอะไร” วิทยาตอบคำถามของ IMN ที่ถามว่า หากภาษาลาหู่หายไป จะกระทบต่ออัตลักษณ์ของเขาอย่างไร “ถ้าภาษาลาหู่หายไป ความเป็นลาหู่ก็หายไป”

วิทยากล่าวต่อว่า ทั้งภาษาลาหู่และภาษาไทยคือส่วนหนึ่งของชีวิตเขา ภาษาลาหู่เป็นภาษาแรกที่ได้เรียนรู้จากพ่อแม่ ส่วนภาษาไทยเป็นภาษาที่สองที่ได้เรียนรู้ในโรงเรียน
“ความจริงเราเรียนภาษาอื่นเยอะมากทั้งภาษาจีน ภาษาอังกฤษ” วิทยากล่าวถึงการเรียนภาษาในโรงเรียน “แต่เราแทบไม่มีโอกาสได้เรียนภาษาแม่ของเราเลย นอกจากการใช้สื่อสารกับครอบครัว”
วิทยากล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้มีการสอนภาษาแม่ของแต่ละชนเผ่าในโรงเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา เพราะวันนี้เด็กรุ่นใหม่แทบไม่มีโอกาสได้เรียนภาษาของตนเองเมื่อออกนอกชุมชน เขาจึงกังวลว่าอักษรลาหู่อาจหายไปในอนาคต
โอ๊ะมื่อโชเปอ – ประเทศไทยมีมากกว่าภาษาไทย
ในภาษากะเหรี่ยง คำว่า ‘โอ๊ะมื่อโชเปอ’ แปลว่า “สวัสดี” สุนารี วารีขจรผล ตัวแทนจากชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ให้สัมภาษณ์กับ IMN เนื่องในวันภาษาแม่สากล เธอกล่าวว่าในอดีตพยายามกลบความเป็นชาติพันธุ์ของตนเอง เพราะกลัวถูกล้อเลียนว่า พูดภาษาไทยไม่ชัด
“แต่ก่อนฉันอาย เพราะรู้สึกไม่เท่าเทียมกับคนอื่น รู้สึกด้อยกว่า กลัวว่าถ้าคนอื่นรู้ว่าเป็นคนกะเหรี่ยง เขาจะปฏิบัติต่อเราอีกแบบหนึ่ง”

จนกระทั่งสุนารีได้เดินทางแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ และกลับไปศึกษาเรื่องราวความเป็นมาของชาติพันธุ์ตนเอง ทำให้เธอกลับมาตกหลุมรักความเป็นชาติพันธุ์ของตน
“ภาษากะเหรี่ยงสำคัญกับฉัน มันบ่งบอกว่าฉันเป็นใคร มีรากเหง้าบรรพชนของตนเอง”
ปัจจุบันสุนารียังคงใช้ภาษากะเหรี่ยงสื่อสารกับครอบครัวที่ อ.ลี้ จ.ลำพูน แต่เธอมาทำงานในตัวเมืองเชียงใหม่ ทำให้ภาษาหลักในการสื่อสารคือภาษาคำเมืองและภาษาไทย เธอพบความเปลี่ยนแปลงในการใช้ภาษาของตนเองตั้งแต่ช่วงมัธยมปลาย เมื่อย้ายเข้ามาเรียนในเมือง
“ถ้าภาษากะเหรี่ยงหายไป วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของกะเหรี่ยงก็จะหายไปด้วย มันคงเป็นเรื่องที่น่าหดหู่”
สุนารีมองว่า การอนุรักษ์ภาษาแม่ต้องเริ่มจากการที่บุคคลนั้นรู้สึกภาคภูมิใจและยอมรับรากเหง้าของตนเองเสียก่อน เพราะเมื่อยอมรับแล้ว การศึกษาและการรักษาภาษาจะตามมาโดยอัตโนมัติ
“ฉันอยากให้ผู้กำหนดนโยบายทางการศึกษา ยอมรับความหลากหลายทางภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่อยากให้แบ่งแยกว่า ถ้าไม่พูดภาษาไทยแล้วจะไม่ใช่คนไทย”
เธอกล่าวทิ้งท้ายว่า ระบบการศึกษาควรสนับสนุนการเรียนภาษาแม่ของนักเรียนมากกว่านี้ เพราะการมีภาษาถิ่นอยู่ในระบบการศึกษา คือการยอมรับความหลากหลายทางภาษา และเป็นอีกทางหนึ่งในการอนุรักษ์
ป๊อก งัน นะม่ะ – เมื่อเยาวชนขาดความภูมิใจในภาษาแม่
คำว่า ‘ป๊อก งัน นะม่ะ’ เป็นคำทักทายของชาวมอแกลน อารักษ์ เทพสง วัย 15 ปี กล่าวกับเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองว่า ในฐานะลูกหลานมอแกลน ปัจจุบันเขามีความมั่นใจในการใช้ภาษาใต้มากกว่าภาษามอแกลน เพราะเป็นภาษากลางที่สามารถสื่อสารกับคนนอกพื้นที่ได้ดีกว่า
“ที่โรงเรียนไม่ได้มีการสอนภาษามอแกลนเลย” อารักษ์กล่าว พร้อมอธิบายว่า เนื่องจากนักเรียนมาจากหลายพื้นที่ จึงต้องใช้ภาษาไทยเป็นหลัก “ผมกังวลว่าสักวันหนึ่งภาษามอแกลนจะหายไป เพราะทุกวันนี้ก็ไม่ค่อยได้ใช้ ถ้าหายไปก็คงสูญเสียความเป็นมอแกลน”

เขาเรียนรู้ภาษามอแกลนจากยาย และยังใช้สื่อสารกับผู้สูงวัยในชุมชน ขณะที่คนรุ่นเดียวกันจำนวนมากฟังภาษามอแกลนได้ แต่พูดไม่ได้ เพราะไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน อีกทั้งบางคนรู้สึกอายที่จะใช้ภาษาถิ่นในโรงเรียน
“ผมไม่ได้รู้สึกอายที่จะสื่อสารภาษามอแกลนต่อโลกภายนอก มีความภูมิใจด้วยซ้ำที่ได้ใช้ภาษาของตนเอง”
อารักษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้มีการบรรจุภาษามอแกลนในหลักสูตรการเรียน อย่างน้อยหนึ่งรายวิชา เพื่อให้เยาวชนมีโอกาสเรียนภาษาแม่ของตนเอง เขาคาดหวังว่า ภาษามอแกลนจะกลับมาเหมือนในอดีต ที่คนรุ่นใหม่ยังใช้ภาษาของตนเองได้ เพราะวันนี้สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อเยาวชนบางส่วนขาดความภูมิใจในการใช้ภาษาของตนเอง
อู่ดู่ถ่องมา-ภาษาแม่-พื้นที่ปลอดภัยที่ใครหลายคนหลงลืม
ในภาษาอาข่านั้นคำว่า ‘อู่ดู่ถ่องมา’ เป็นคำทักทายที่ มาริสา ยาแปงกู่ ตัวแทนเยาวชนอ่าข่ากล่าวกับ IMN มาริสาเล่าว่าเมื่อยังเด็กเธอมองว่าภาษาอ่าข่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ไม่มีวันหลงลืม แต่นับตั้งแต่วันที่เธอเข้าเรียน ทักษะภาษาอ่าข่าของมาริสาก็ถดถอยลงไปเรื่อยๆ
“ไปโรงเรียนวันแรกเราร้องไห้ เพราะคุยกับใครไม่รู้เรื่อง”

มาริสาเติบโตมากับย่าที่พูดภาษาอ่าข่า แต่ด้วยความที่เธออยู่อาศัยในบ้านเดี่ยว อ.เมือง จ.เชียงราย ประกอบกับเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนที่นักเรียนส่วนใหญ่สื่อสารภาษาไทย มาริสาต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกภายนอก เธอเลือกให้ความสำคัญกับภาษาอังกฤษที่ทำให้สามารถเชื่อมต่อกับคนภายนอกได้มากที่สุด
“เราไม่เคยอายที่ตัวเองเป็นคนอ่าข่า แต่เราจะนำเสนอความเป็นคนอ่าข่าได้อย่างไร ถ้าเรายังไม่สามารถพูดภาษาอ่าข่าได้”
ปัจจุบันมาริสากลับมาเรียนรู้ภาษาอ่าข่าอีกครั้ง เธอมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นเพราะเป็นเครื่องมือทำให้เธอสามารถเชื่อมต่อกับชาวอ่าข่าทั้งในไทย, เมียนมา, ลาว, และจีน แต่ความยากของการเรียนภาษาถิ่นคือการไม่มีสถาบันสอนภาษา เหมือนภาษาสากลอื่นๆ จึงทำให้มาริสาต้องเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านการฟังเพลง
“ฉันคิดว่าการจะให้ภาษาอยู่รอดควรมีข้อบังคับในระบบการศึกษา ไม่ใช่เป็นแค่รายวิชาที่เรียนตามความสนใจเท่านั้น”
มาริสาให้ข้อเสนอว่า การจะอนุรักษ์ภาษาแม่นั้น ควรเปิดโอกาสให้เยาวชนมีส่วนร่วมในโครงการอนุรักษ์ที่ผู้ใหญ่จัดขึ้น และการอนุรักษ์ไม่ควรเป็นเรื่องเก่าหรือของโบราณเท่านั้น แต่สามารถมีแง่มุมที่เข้ากับยุคสมัย เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ได้
ยุก เต ระ ง่วร-ถ้าภาษาเราหายไป-ชื่อของแมลงตัวน้อยก็หายไปด้วย
‘ยุก เต ระ ง่วร’ เป็นคำทักทายของชาวญัฮกุร ด.ช.ธนวินท์ นาคสอาด อายุ 14 ปี จากโรงเรียนบ้านไร่พัฒนา ต.บ้านไร่ อ. เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ได้ตอบคำถามกลับมาถึง IMN เนื่องในวันภาษาแม่สากลว่า เสน่ห์ของภาษาญัฮกุรคือการเป็นภาษาเก่าที่มีมานับพันปีตั้งแต่ยุคทวารดี ทำให้มีนักวิจัยภาษาโบราณ มักเข้ามาเยี่ยมชมชุมชนของธนวินท์อยู่บ่อยๆ
“รู้สึกภูมิใจที่ผมมีภาษาของตัวเอง เวลานักท่องเที่ยวมาชุมชนเขาจะตั้งใจฟังภาษาของเราและพยายามเรียนรู้ไปกับเรา ถึงผมจะพูดได้ไม่เยอะก็ตามที”

ธนวินท์เล่าต่อว่า เขาอยากเห็นภาษาแม่เป็นที่รู้จัก มีการประยุกต์ใช้ร่วมกับภาษาไทยและภาษาอีสาน เขาอยากให้โลกภายนอกรู้จักภาษาญัฮกุรมากกว่านี้ ซึ่งตอนนี้ก็มีการนำภาษาญัฮกุรมาใช้ในการแสดงรำ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับชมและเรียนรู้วัฒนธรรม
ธนวินท์ยังบอกอีกว่าถ้าในอนาคตมีการสอนภาษาญัฮกุรในโรงเรียนจะเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะจะทำให้เขาได้มีโอกาสฝึกใช้มากขึ้น รวมทั้งเพื่อนในโรงเรียนที่เป็นชาติพันธุ์อื่น ก็จะได้มีโอกาสเข้าใจและเรียนรู้วัฒนธรรมของเขาด้วย นอกจากภาษาจะไม่หายไปไหนแล้ว ยังทำให้คนอื่นได้รู้จักภาษาญัฮกุรด้วย
“ถ้าไม่มีภาษาแม่ ชื่อของสัตว์, แมลง, ต้นไม้, เครื่องใช้, ความรู้, และประเพณีหลายอย่างคงหายไป”
เพราะในวัฒนธรรมของชาวญัฮกุรนั้นจะไม่นิยมใช้การจดบันทึก แต่จะใช้การบอกเล่าปากต่อปาก และชื่อของหลายๆ อย่างก็ไม่มีคำศัพท์ในภาษาไทยใช้ทดแทน ธนวินท์กล่าวทิ้งท้ายกับ IMN ว่าภาษาญัฮกุรมีความสำคัญต่อตัวเขา เพราะเป็นภาษาที่ทำให้เขารู้ว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน ทั้งภาษายังเป็นคลังความรู้ที่มีเฉพาะชาวญัฮกุรที่รู้จักและใช้ได้ ผ่านภาษาของตนเอง
กอยดือเคย – ภาษาแม่จะอยู่รอด เมื่อโรงเรียนเปิดพื้นที่ให้ความหลากหลายทางภาษา
ในภาษาดาราอาง คำว่า ‘โรเซ’ คือคำทักทายอย่างเป็นทางการ และ ‘กอยดือเคย’ ใช้ทักทายญาติพี่น้อง สมพร อาจารย์ ที่ปรึกษาเครือข่ายเยาวชนดาราอางแห่งประเทศไทย กล่าวกับ IMN ว่า การส่งเสริมการใช้ภาษาถิ่นสามารถเริ่มได้จากการที่โรงเรียนสร้างพื้นที่ให้เยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองมีโอกาสใช้ภาษาของตนเองมากขึ้น โรงเรียนต้องทำให้เยาวชนรู้สึกภูมิใจที่จะสื่อสารภาษาถิ่นของตนเอง
“วันนี้เด็กอยู่ที่โรงเรียนมากกว่าบ้านของตนเอง ถ้าอยากให้ภาษาแม่ไม่สูญหาย เราจำเป็นต้องสร้างพื้นที่ภายในโรงเรียน มีกิจกรรมให้เด็กได้มีส่วนร่วม”

สมพรกล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันบีบบังคับให้เยาวชนต้องใช้ภาษาอื่นจากการเข้ามาใช้ชีวิตในเมือง ขณะเดียวกัน ระบบการศึกษากลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เยาวชนไม่ได้สื่อสารภาษาแม่ จากประสบการณ์ทำงานด้านการศึกษา เขาพบว่าสถานศึกษายังไม่มีนโยบายชัดเจนในการส่งเสริมการใช้ภาษาท้องถิ่น
“ภาษาดาราอางตอนนี้เข้าขั้นวิกฤต เพราะเด็กช่วงวัยสิบปีเริ่มไม่พูดภาษาดาราอางกันแล้ว ตัวผมเองหลายคำก็ใช้คำทับศัพท์ภาษาไทย เพราะไม่รู้คำศัพท์ดาราอาง”
เขายกตัวอย่างคำสำคัญที่ใช้ในการทำงาน เช่น กฎหมาย, นโยบาย, และสิทธิ เป็นต้น เมื่อไม่สามารถอธิบายคำเหล่านี้เป็นภาษาดาราอางให้ผู้สูงวัยเข้าใจได้ การเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการต่างๆ จึงยากตามมา
“ผมไม่อยากให้ภาษาของตัวเองสูญหายไปในวันข้างหน้า ยังอยากเห็นภาษาดาราอางใช้สื่อสาร ให้เป็นภาษาที่เป็นที่รู้จักว่า ชาวดาราอางอยู่ในประเทศไทย และเรามีภาษาพูดของตนเอง”
สมพรเน้นย้ำว่า ภาษาดาราอางคือต้นกำเนิดของตัวเขา หากวันหนึ่งชาวดาราอางไม่ใช้ภาษาของตนเองในการสื่อสาร อัตลักษณ์ความเป็นดาราอางก็จะถูกหลงลืมไปพร้อมกัน
เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ