เสียงของภาษาแม่-ในสังคมพหุวัฒนธรรม-บนระบบการศึกษาแบบรวมศูนย์

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 – 15.30 น. ศูนย์ศึกษาและฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมในภาวะวิกฤต สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีการจัดงานเสวนาวิชาการ เนื่องในวันภาษาแม่สากล 2569 ภายใต้หัวข้อ “ความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาด้วยฐานทางภาษาและวัฒนธรรม เพื่อเด็กชาติพันธุ์ในประเทศไทย” ณ อาคารสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล

“ภาษาจำนวนมากกำลังตกอยู่ในอันตราย การขยายตัวของเมือง, การย้ายถิ่นฐาน, และการครอบงำของภาษาเพียงไม่กี่ภาษาบนโลก ก่อให้เกิดภัยคุกคามร้ายแรงต่อความหลากหลายทางภาษาท้องถิ่น”

ฟัยยาซ มูรชิด กาซี (H.E. Mr. Faiyaz Murshid Kazi) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศประจำประเทศไทย ภาพ: RILCA, Mahidol University

ฟัยยาซ มูรชิด กาซี (H.E. Mr. Faiyaz Murshid Kazi) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศประจำประเทศไทย เป็นผู้กล่าวถึงความสำคัญของวันภาษาแม่สากล เขากล่าวต่อว่าวันภาษาแม่สากล ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ของทุกปี มีจุดกำเนิดมาจากขบวนการเคลื่อนไหวทางภาษาครั้งประวัติศาสตร์ของบังกลาเทศ ในปี พ.ศ. 2495 นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธากาและนักกิจกรรม ได้เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องภาษาเบงกาลีของพวกเขา องค์การยูเนสโกจึงได้ประกาศให้วันที่ 21 กุมภาพันธ์ เป็นวันภาษาแม่สากลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542

“สิทธิในการศึกษาจะต้องเป็นของคนทุกคน ผู้เรียนทุกคนมีสิทธิที่จะพูดและเรียนรู้ในภาษาแม่ของตนเอง”

ทางฝั่ง ริกะ โยโรซุ (Rika Yorozu) ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาจากสำนักงานยูเนสโกส่วนภูมิภาค ณ กรุงเทพฯ ระบุว่าโจทย์สำคัญสำหรับภาษาแม่ตอนนี้คือ เราจะทำให้เสียงของเยาวชนกลายเป็นศูนย์กลางของกลยุทธ์ และแก้ไขปัญหาพหุภาษาได้อย่างไร ผ่านนโยบายการศึกษาที่กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง

ริกะ โยโรซุ (Rika Yorozu) ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาจากสำนักงานยูเนสโกส่วนภูมิภาค ภาพ: RILCA, Mahidol University

เสียงของภาษาแม่-ไม่เคยถูกสนับสนุนอย่างแท้จริงผ่านระบบการศึกษา

“ผมเป็นลีซูที่ถูกส่งมาเรียนในกทม. การกลับบ้านแต่ละครั้งเสียงภาษาแม่ที่ผมได้ยินมันเบาลงไปทุกที”

ศักดิ์ดา แสนมี่ เลขาธิการสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (CIPT) ภาพ: RILCA, Mahidol University

ศักดิ์ดา แสนมี่ เลขาธิการสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (CIPT) เริ่มต้นด้วยประสบการณ์ส่วนตัวของเขา เขากล่าวว่าวันนี้คนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองสามารถพูดภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่วหากเทียบกับอดีตที่ผ่านมา แต่ทักษะที่ค่อยๆ หดหายไปคือการใช้ภาษาแม่ของตนเอง ซึ่งถูกกลืนไปจากระบบการศึกษา

ชูพินิจ เกษมณี นายกสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (IMPECT) กล่าวต่อว่า ในประเทศไทยมีภาษาท้องถิ่นมากกว่า 70 ภาษา และไม่น้อยกว่า 15 ภาษากำลังอยู่ในภาวะวิกฤติรุนแรงใกล้สูญหาย โดยมีสาเหตุมาจากหน่วยงานภาคการศึกษา ทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่น ขาดแนวทางสนับสนุนการเรียนภาษาแม่ที่ชัดเจน

“ภาวะถดถอยของการอ่านออกเขียนได้ คือเราไม่สามารถสร้างระบบนิเวศทางภาษาขึ้นมาได้”

ชูพินิจ เกษมณี นายกสมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (IMPECT) ภาพ: RILCA, Mahidol University

ชูพินิจให้ข้อเสนอว่า มีความจำเป็นต้องนำแผนยุทธศาสตร์ตามนโยบายภาษาแห่งชาติ ซึ่งแม้ว่าจะมุ่งเน้นการส่งเสริมภาษาไทยเป็นภาษาหลัก แต่ก็มีการระบุถึงการอนุรักษ์และใช้ภาษาแม่/ภาษาถิ่นเป็นฐานการเรียนรู้ จำเป็นต้องนำแผนยุทธศาสตร์เหล่านี้แปรสู่การปฏิบัติให้ได้ ผ่านการส่งเสริมการจัดการเรียนภาษาแม่ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ครูภูมิปัญญา หรือผู้รู้ในชุมชน แต่ปัจจุบันขาดงบประมาณสนับสนุนที่ต่อเนื่องเป็นระบบ

ชูพินิจยกตัวอย่างศูนย์การเรียนชุมชนที่บ้านมอวาคี ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ที่เปิดการสอนภาษาไทยควบคู่ไปกับภาษาปากกะญอมากว่าสามสิบปีแล้ว แต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนจากรัฐ ทั้งๆ ที่จดทะเบียนถูกต้องกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กลายเป็นช่องว่างที่โรงเรียนของชุมชน กลับไม่ได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือตามกฎหมาย

สังคมพหุวัฒนธรรม-บนระบบการศึกษาแบบรัฐรวมศูนย์

ดร.ยูเนียนสาสมีต้า สาเมาะ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ภาพ: RILCA, Mahidol University

ดร.ยูเนียนสาสมีต้า สาเมาะ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวว่าโจทย์สำคัญของพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางภาษา ศาสนา และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม แต่ระบบการศึกษาและการพัฒนาของรัฐยังตั้งอยู่บนกรอบมาตรฐานแบบรวมศูนย์

แม้ในเชิงนโยบาย ดูเหมือนว่าจะยอมรับความหลากหลายดังกล่าว แต่ในทางปฏิบัติกลับยังไม่มีกลไกที่ทำให้แนวคิดเรื่องพหุภาษาและพหุวัฒนธรรมถูกออกแบบ วางแผน ดำเนินการ และประเมินผลอย่างเป็นระบบ

“ความท้าทายจึงไม่ใช่การขาดแนวคิด แต่คือช่องว่างระหว่างแนวคิดกับการปฏิบัติ”

ดร.ยูเนียนสาสมีต้า ได้ให้ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์บนฐานงานวิจัย ไว้ 4 ข้อดังต่อไปนี้

  1. ยกระดับงานวิจัยสู่ฐานยุทธศาสตร์ กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่ใช่เพียงการอ้างถึงความหลากหลายเชิงวาทกรรม
  2. สร้างกลไกบูรณาการถาวรจัดตั้งกลไกเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัย, หน่วยงานรัฐ, โรงเรียน, และชุมชน เพื่อให้งานวิจัยนำไปสู่การออกแบบนโยบาย  และการปฏิบัติที่แท้จริง
  3. ปรับระบบติดตามประเมินผลให้สอดคล้องบริบทวัฒนธรรม การประเมินผลควรสะท้อนความก้าวหน้าในมิติภาษา, อัตลักษณ์, ความไว้วางใจ, และการมีส่วนร่วม
  4. เสริมพลังชุมชนในฐานะหุ้นส่วนการพัฒนาให้ผู้นำศาสนา, ผู้นำชุมชน, และองค์กรท้องถิ่นมีบทบาทในกระบวนการกำหนดยุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพียงผู้รับนโยบาย
ดร.มิรินด้า บูรรุ่งโรจน์ ประธานศูนย์ศึกษาและฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมในภาวะวิกฤต (CD-RELC) สถาบันวิจัยภาษาวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ภาพ: RILCA, Mahidol University

ทางฝั่งดร.มิรินด้า บูรรุ่งโรจน์ ประธานศูนย์ศึกษาและฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมในภาวะวิกฤต (CD-RELC) สถาบันวิจัยภาษาวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อปรับกลไกและระบบนิเวศงานวิจัย เพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษาสำหรับเด็กชาติพันธุ์ ดังนี้

  1. หน่วยงานด้านนโยบายการวิจัยระดับชาติ: กำหนดกรอบวิจัยเฉพาะด้านการพัฒนาศักยภาพกลุ่มชาติพันธุ์บนฐานทางภาษา, วัฒนธรรม, และความเสมอภาคทางการศึกษา
  2. หน่วยบริหารทุนวิจัย: ปรับรูปแบบการสนับสนุนการวิจัย กระจายสู่พื้นที่สถานศึกษา และเอื้อต่อความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย, โรงเรียน, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  3. และชุมชน
  4. หน่วยกำหนดนโยบายการศึกษา: เชื่อมงานวิจัยเข้าสู่การจัดทำแผนและกลไกเชิงระบบ เช่น ใช้งานวิจัยเป็นฐานในการกำหนดโรงเรียนเป้าหมาย และการวางแผนงบประมาณ
  5. หน่วยงานฐานข้อมูลและองค์ความรู้ชาติพันธุ์: พัฒนาโครงสร้างการเป็นฐานข้อมูลกลาง ศูนย์วิชาการเชิงพื้นที่ และศูนย์รวมคณะวิจัยภาษา และวัฒนธรรมเพื่อกลุ่มชาติพันธุ์

เมื่อ(ไหร่)กฎหมายและนโยบายลงไปสู่การปฏิบัติ

“เราอยากทำให้ภาษาต่างๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทยเป็นต้นทุนทางสังคม เปลี่ยนเป็นสิ่งที่ทำให้เขามีชีวิตและความมั่นคงได้”

วีระพงษ์ อู๋เจริญ ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ภาพ: RILCA, Mahidol University

วีระพงษ์ อู๋เจริญ ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่เสนอนโยบายการศึกษาต่อคณะรัฐมนตรี ระบุว่า การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติไม่ใช่เพียงปัญหาระดับพื้นที่ แต่เป็นปัญหาระดับชาติที่หน่วยงานรัฐไทยมักประสบในการแปรนโยบายไปสู่การปฏิบัติ

“การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ต้องมีการกระจายอำนาจมากกว่านี้ เรานำอำนาจมาอยู่ที่ส่วนกลางมากเกินไป”

วีระพงษ์กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีคณะกรรมการกระจายอำนาจทางการศึกษา แต่ตลอดระยะเวลากว่ายี่สิบปีที่ผ่านมา กลับยังไม่เห็นผลลัพธ์ของการกระจายอำนาจดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งใช้บังคับมาเป็นเวลานาน ก็จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขให้ทันต่อบริบทปัจจุบัน

“ภาษาท้องถิ่นต้องเป็นเสน่ห์ที่เราจำเป็นต้องสร้างทัศนคติใหม่ ให้เยาวชนภูมิใจในสิ่งเหล่านี้” วีระพงษ์กล่าวทิ้งท้าย

ด้านพมิรา รักษ์อรศิลป์ นักบริหารเครือข่ายและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ จากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ให้ข้อคิดเห็นว่า ปัญหาเรื่องภาษาแม่ส่วนหนึ่งเกิดจากการมองวัฒนธรรมไทยในฐานะวัฒนธรรมกระแสหลัก โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย

วีระพงษ์ อู๋เจริญ ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ภาพ: RILCA, Mahidol University

อย่างไรก็ดี การทำให้ภาษาแม่ยังคงถูกสื่อสาร สามารถดำเนินการได้หลากหลายรูปแบบ เช่น การสื่อสารผ่านผลิตภัณฑ์ หรือบริการทางวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์

“เราจำเป็นต้องนำวัฒนธรรมมาเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยว หรือการผลิตสินค้าทางวัฒนธรรม ซึ่งมักจะได้รับความสนใจมากกว่า”

พมิรายังกล่าวถึงกลไกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2569 ซึ่งกำหนดให้มีคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ในระดับชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ร่วมเป็นกรรมการ เพื่อเสนอนโยบายที่เกี่ยวข้องกับภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์

นอกจากนี้ ยังมีกลไกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มละห้าคน เข้าร่วมทำหน้าที่ฟื้นฟูและอนุรักษ์วิถีวัฒนธรรมของตนเอง และในมาตรา 36 ได้มอบหมายให้ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) รับผิดชอบงานธุรการและงานวิชาการของคณะอนุกรรมการจัดทำข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์

ในช่วงท้ายของงานเสวนา รศ.ดร.ฐิติมดี อาพัทธนานนท์ อาจารย์ประจำหลักสูตรพหุวัฒนธรรม สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อเรื่องนี้ว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ภาษาแม่ แต่ในทางปฏิบัติยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

“วันนี้เมื่อเราต้องการนำภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ไปสอนในโรงเรียน มันมีคำถามตามมาว่า ทำไมฉันต้องเรียนภาษาถิ่นที่ไม่ได้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ”

รศ.ดร.ฐิติมดี อาพัทธนานนท์ อาจารย์ประจำหลักสูตรพหุวัฒนธรรม สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ภาพ: RILCA, Mahidol University

รศ.ดร.ฐิติมดีสรุปว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้ปกครองจำนวนหนึ่งไม่ได้ต้องการให้บุตรหลานเรียนภาษาท้องถิ่น เมื่อเปรียบเทียบกับภาษาสากล เช่น ภาษาจีน หรือภาษาอังกฤษ ซึ่งถูกมองว่ามีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า สะท้อนการขาดการมองเห็นความสำคัญและความจำเป็นของการเรียนรู้ภาษาแม่

เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ