‘ภาษาญัฮกุร’ เป็นภาษาที่อยู่ในตระกูลออสโตรเอเชียติก สาขามอญ – เขมร โดยภาษาญัฮกุรที่พูดกันในปัจจุบันมีความคล้ายคลึงกับภาษามอญโบราญที่ปรากฏอยู่ในจารึกสมัยทวารวดีที่ค้นพบในประเทศไทยจนเรียกได้ว่าเป็นภาษาเดียวกันของคนในยุคทวารวดีเมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว จึงทำให้เชื่อได้ว่าชาวญัฮกุรเป็นลูกหลานของคนมอญสมัยทวารวดีที่ยังหลงเหลืออยู่ถึงปัจจุบัน
“ถ้าภาษามันตาย วัฒนธรรมของชาวญัฮกุรก็ตายตามไปด้วย”
พนม จิตจำนงค์ ปราชญ์ชุมชนชาวญัฮกุรบอกกับเราก่อนที่ Workshop การเรียนรู้ภาษาญัฮกุรจะเริ่มขึ้น เขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่ลุกขึ้นมาอนุรักษ์วัฒนธรรมของชาวญัฮกุร ด้วยความเชื่อว่าถ้าสามารถอนุรักษ์ภาษาญัฮกุรให้คงอยู่ วัฒนธรรมของชาวญัฮกุรก็จะสามารถสืบสานต่อไปได้
“ความเป็นอยู่ของชาวญัฮกุรทุกวันนี้มีแต่หนี้ เนื่องจากระบบเศรษฐกิจที่เข้ามาทำให้วิถีชีวิตพวกเราเปลี่ยนไป”

พนมกล่าวถึงความเป็นมาของกลุ่มคนที่มีการสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษชาวมอญโบราญสมัยทวารวดี ที่ปัจจุบันตั้งถิ่นฐานอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ และเพชรบูรณ์ จากที่เคยมีวิถีการดำรงชีพด้วยการปลูกข้าวไร่แบบหมุนเวียน ทุกวันนี้พนมกล่าวว่าชาวญัฮกุรหันมาปลูกพืชเศรษฐกิจเช่น ข้าวโพด อ้อย เป็นต้น นำมาซึ่งปัญหาหนี้สิน และความพยายามของพนมที่จะรื้อฟื้นวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวญัฮกุรกลับมาผ่านภาษา ด้วยความเชื่อว่า ภาษาจะช่วยทำให้วิถีชีวิตของคนญัฮกุรดีกว่าที่เป็นอยู่ดังเดิม
จุดเริ่มต้นการอนุรักษ์ภาษาญัฮกุรของ-พนม จิตจำนงค์
“ผมเคยออกไปทำงานในกรุงเทพฯ แต่อยู่ที่ไหนมันไม่สู้อยู่บ้านเรา”
พนมเริ่มต้นเล่าเรื่องราวของเขา โดยกล่าวว่าในปี 2547 สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เข้ามามีบทบาทในการอนุรักษ์และฟื้นฟูภาษาของชาวญัฮกุร และเป็นที่มาทำให้พนมได้รู้จักกับศาสตราจารย์สุวิไล เปรมศรีรัตน์ โดยได้ร่วมกันพัฒนาระบบตัวเขียนภาษาญัฮกุรโดยใช้ตัวอักษรไทย 25 ตัวอักษรมาเขียนเป็นภาษาญัฮกุร

“กุรแปลว่าภูเขา, ในขณะที่กุลแปลว่าให้”
พนมเล่าว่ารูปแบบของภาษาญัฮกุรจะไม่มีการผันเสียงและไม่มีวรรณยุกต์ แต่จะมีการใช้เทคนิคอื่นๆ เข้ามาในการออกเสียงเช่น เครื่องหมาย ? ที่ใช้ในการหยุดคำเวลาอ่านออกเสียง หรือการให้เสียงสั้น
“พอมีภาษาเขียน ผู้เฒ่าผู้แก่ก็เริ่มอยากเล่าเรื่องต่างๆ ออกมา” พนมกล่าวถึงข้อดีเมื่อมีภาษาเขียน “มีบทเพลงพื้นบ้านที่ผมใช้ภาษาญัฮกุรเขียนขึ้นมาด้วย”

โดยหลังจากมีภาษาเขียนพนมเริ่มอุทิศตน ในการเผยแพร่และสอนภาษาญัฮกุรให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่เขาพยายามใช้สื่อการสอนเป็นรูปภาพและบทเพลง เพื่อทำให้การเรียนรู้ภาษาเป็นสิ่งไม่น่าเบื่อสำหรับเด็กรุ่นใหม่
“ภาษาคือการสื่อสาร พูดชัดหรือไม่ชัดไม่เป็นอะไรขอแค่ให้กล้าเข้าไว้ก่อนก็พอ”
พนมกล่าวถึงหัวใจของการฝึกภาษา เป็นเวลากว่าเกือบ 20 ปีแล้วที่พนมยังคงเดินหน้าถ่ายทอดภาษาญัฮกุรให้กับเด็กในชุมชน แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงทางภาษาในโลกยุคใหม่ก็ตามที
ภาษาญัฮกุรบนความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงของชุมชน
“ผมเคยสอนภาษาญัฉกุรให้กับเด็กในชุมชน เขาตั้งคำถามกับผมว่าเรียนแล้วจะเอาไปทำอะไร”
พนมได้ตอบคำถามกลับไปว่า ‘การเรียนภาษานั้น เราไม่ได้เรียนรู้เพียงแค่ตัวภาษาเพียงอย่างเดียว แต่การเข้าถึงภาษานั้น คือการเข้าถึงองค์ความรู้ของชาวญัฉกุรด้วย’
พนมยกตัวอย่างบางภูมิปัญญาที่ไม่สามารถใช้ภาษาอื่นมาทดแทนได้เช่น บทเพลงพื้นบ้าน, บทกลอน, และองค์ความรู้ดั้งเดิม
“ภาษาหาย วิถีชีวิตก็หาย” พนมกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงที่เขาพบตลอดชีวิต “ผมอยากอนุรักษ์ภาษาไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษาต่อ เพราะว่าในภาษาญัฉกุร ถ้าจะเรียนให้ครบจบกระบวนการ มันคือการเรียนรู้ชีวิตของตัวเราเองนี่แหละ ว่าจะดำรงอยู่อย่างไร”

พนมนึกย้อนไปถึงชีวิตของตนเองในวัยเด็ก เขาเล่าว่าแต่ก่อนหมู่บ้านมีแค่ตะเกียงไม่มีไฟฟ้า แต่อาหารการกินนั้นอุดมสมบูรณ์
“แต่ก่อนไม่มียาฆ่าแมลง แปลงพืชผักยังเก็บมากินสดได้ แหล่งน้ำกินในลำห้วยลำคลองได้”
แต่พอเข้ายุคการพัฒนา นำมาซึ่งความเจริญทั้งไฟฟ้าและการเกษตรเชิงเดี่ยวแบบอุตสาหกรรม นำมาซึ่งการใช้สารเคมี และวิถีชีวิตการทำการเกษตรที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ภาษาก็หายตามไปด้วย
“คนญัฉกุรต้องไปศึกษาภาษากลาง ทิ้งภาษาดั้งเดิมของตัวเอง องค์ความรู้เก่าก็หายไป พืชผักจากที่เคยเก็บเมล็ดพันธุ์ปลูกเอง ต้องไปซื้อตามตลาดนำมาซึ่งภาระหนี้สิน”

แต่ถึงที่สุดแล้วพนมเชื่อว่าภาษาคือปัจจัยพื้นฐานหนึ่งของการดำรงชีวิต ภาษาอื่นๆ อาจจะเข้ามาได้
แต่ไม่ใช่การเข้ามาลบภาษาท้องถิ่นดั้งเดิมไปทั้งหมด อย่างน้อยต้องเหลือพื้นที่ให้ภาษาถิ่นยังคงดำรงอยู่ได้
“เกิดมาเป็นคนมันจะขาดอาหาร, ภาษา, ยารักษาโรค, และเครื่องนุ่งห่มไม่ได้”
สำหรับพนมแล้ว ภาษาถิ่นคือปัจจัยพื้นฐานหนึ่งในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ดังนั้นเขาจึงผลักดันให้เด็กเล็กชาวญัฉกุรได้มีโอกาสเรียนภาษาญัฉกุรตั้งแต่วัยเด็ก
นอกจากนี้การมีพ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตชาติพันธุ์ พ.ศ.2568 ที่บังคับใช้เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา โดยมาตรา 8 ได้ระบุถึงการสนับสนุนทางการศึกษา และการเรียนรู้ที่เคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทำให้มีโอกาสที่ภาษาญัฉกุรที่เป็นภาษาชนเผ่าดั้งเดิม จะสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตรการศึกษา สำหรับพื้นที่ที่มีเด็กชาวญัฉกุรอาศัยอยู่ได้
“อยากให้ลูกหลานหันกลับมาตระหนักในภาษาญัฉกุร อย่างน้อยๆ สามารถพูดภาษาของตัวเองได้ จะได้นำความรู้ที่บรรพบุรุษสืบสานกันมาส่งต่อกันไปรุ่นสู่รุ่น”
พนมกล่าวทิ้งท้ายว่าเขารู้สึกดีใจที่วันนี้ประเทศไทยมีพ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตชาติพันธุ์ เพราะอย่างน้อยๆ คนที่เป็นเจ้าของภาษา, คนท้องถิ่น, ควรมีภาษาของตนเองเหลือไว้ให้ได้สื่อสารในชนเผ่าของตนเอง
เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ