เขตวัฒนธรรมพิเศษลำดับที่ 24 บ้านสบโขง-ห้วยมะน้ำ: เมื่อชุมชนลุกขึ้นกำหนดอนาคตบนรากเหง้าของตนเอง

ระหว่างวันที่ 26–27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดงาน “ประกาศพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษบ้านสบโขง – ห้วยมะน้ำ” ณ บ้านสบโขง ตำบลแม่สวด อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน การจัดงานครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของเครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำห้วยแม่โขง, ชุมชนบ้านสบโขง–บ้านห้วยมะน้ำ, มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์, มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ, องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สวด, โครงการริเริ่มการอนุรักษ์แบบมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุม (ICI), และเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมจังหวัดแม่ฮ่องสอน

เวทีเสวนาเกี่ยวกับพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ (พื้นที่ต้นแบบการจัดการโดยชุมชน) ภาพ: มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ – WiSE

การประกาศพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษลำดับที่ 24 ประเทศไทยครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของชุมชน ในการยืนยันสิทธิในการอยู่อาศัย และจัดการทรัพยากรบนผืนดินที่ของตนเอง ท่ามกลางตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา นโยบายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของรัฐมีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้น พื้นที่จำนวนมากถูกประกาศเป็นเขตของรัฐตามกฎหมายป่าไม้ ส่งผลให้ชุมชนที่อยู่อาศัยและทำกินมาก่อนกลับกลายเป็นผู้บุกรุกในทางกฎหมาย ขณะเดียวกัน การส่งเสริมเกษตรเชิงเดี่ยวโดยภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนก็ขยายตัวเข้าสู่พื้นที่สูง ทำให้หลายชุมชนเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจและขาดทางเลือก วิถีการทำกินแบบดั้งเดิม เช่น ระบบไร่หมุนเวียน ค่อย ๆ ถูกลดทอน ความหลากหลายทางชีวภาพและองค์ความรู้ท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยกำลังสูญหาย พร้อมกับการใช้สารเคมีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชุมชนชาติพันธุ์หลายแห่งได้ใช้แนวทาง “เขตวัฒนธรรมพิเศษ” เป็นเครื่องมือในการประกาศต่อสาธารณะว่า พื้นที่ของพวกเขาเป็นพื้นที่ที่ได้รับการคุ้มครองตามเจตนารมณ์ของมติคณะรัฐมนตรี 3 ส.ค. 2553 เรื่องแนวนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง

การประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษบ้านสบโขง – ห้วยมะน้ำครั้งนี้ จึงเป็นความพยายามของเครือข่ายลุ่มน้ำห้วยแม่โขงและองค์กรภาคีในพื้นที่ที่จะสร้างพื้นที่ของการจัดการโดยชุมชน เพื่อชุมชน

พื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษ ผสานการดูแลธรรมชาติด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิม

ไวยิ่ง ทองบือ ประธานมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ ให้สัมภาษณ์กับ IMN ว่า การประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษครั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงการเรียกร้องสิทธิพิเศษเหนือใคร หากเป็นการยืนยันสถานะและความสามารถของชุมชนในการจัดการชีวิตและทรัพยากรของตนเอง

“พื้นที่พิเศษไม่ใช่เราได้มากกว่าคนอื่น เป็นเพียงการประกาศว่าเรายืนหยัดด้วยตนเองได้” 

พื้นที่บ้านสบโขง–ห้วยมะน้ำ เป็นชุมชนกะเหรี่ยงโผล่ว ตั้งอยู่บริเวณรอยต่อจังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม หมู่บ้านประกอบด้วยสองหย่อมบ้าน คือ บ้านสบโขงซึ่งเป็นหมู่บ้านหลัก และบ้านห้วยมะน้ำ ซึ่งยังคงทำไร่หมุนเวียนในสัดส่วนที่มากกว่า

ไวยิ่ง ทองบือ ประธานมูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ ภาพ: มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ – WiSE

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ และอยู่ระหว่างกระบวนการเตรียมประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ ความกังวลของชาวบ้านจึงเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบต่อระบบไร่หมุนเวียนและวิถีการใช้ทรัพยากรที่สืบทอดกันมา

ไวยิ่งเล่าว่า ก่อนจะมีการประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษ ทีมงานใช้เวลาเกือบหนึ่งปีลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้าน สำรวจข้อมูลทรัพยากร คน และธรรมชาติ เพื่อหาคำตอบร่วมกันว่า หากต้องดูแลรักษาพื้นที่นี้ต่อไป จะทำอย่างไรให้ชุมชนมีบทบาทอย่างเป็นรูปธรรม

แนวคิดเรื่องเขตวัฒนธรรมพิเศษเชื่อมโยงกับมติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 ซึ่งพูดถึงการฟื้นฟูวิถีชีวิตและการจัดการทรัพยากรของชาวกะเหรี่ยง ไวยิ่งมองว่า เครื่องมือนี้สามารถเป็นหลักประกันเบื้องต้นให้ชาวบ้านได้

“การไม่ประกาศอะไรเลย แทบไม่มีข้อยืนยันใให้ชาวบ้านได้เลยว่า เขาจะอยู่ในพื้นที่นี้ต่อไปได้ การประกาศทำให้ชาวบ้านรู้สึกอุ่นใจขึ้นได้”

นอกจากนี้กฎเกณฑ์การดูแลพื้นที่ของชาวบ้านบ้านสบโขง  ชุมชนมีการแบ่งพื้นที่ใช้สอย, พื้นที่อนุรักษ์, พื้นที่ทำกิน, และที่อยู่อาศัยอย่างชัดเจน ไม่อนุญาตให้ขายที่ดินให้คนนอก มีเขตล่าสัตว์และเขตห้ามล่า มีพื้นที่อนุญาตให้หาปลาและพื้นที่คุ้มครองพันธุ์ปลา ก่อนการประกาศพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมพิเศษในปัจจุบันเสียอีก

แต่ภายใต้กฎหมายป่าไม้ในปัจจุบัน ชาวบ้านแทบไม่มีสิทธิใช้ทรัพยากรใด ๆ เลย แม้แต่เครื่องมือดักปลาของชาวกะเหรี่ยงซึ่งเป็นวิถีดั้งเดิม ก็ถูกสั่งให้รื้อถอน ทั้งที่เคยปฏิบัติกันมาโดยไม่ถูกมองว่าเป็นปัญหา

“นี่คือวิถีชีวิต ชาวบ้านควรมีสิทธิในการจัดการทรัพยากรของตนเอง ไม่ใช่ถ้าทำอะไรก็ผิดกฎหมายหมด แล้วชาวบ้านจะมีแรงจูงใจจากไหนมาดูแลป่า”

ไวยิ่งชี้ว่า หากชุมชนมีสิทธิและความชัดเจนในการอยู่ร่วมกับทรัพยากร จะทำให้เกิดความร่วมมือมากขึ้น เช่น การทำแนวกันไฟ, การอนุรักษ์สัตว์ป่า, หรือการดูแลแม่น้ำ แต่หากทุกกิจกรรมถูกตีความว่าเป็นความผิด แรงจูงใจในการรักษาป่าก็จะลดลง

สำหรับไวยิ่ง การประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการพูดคุยต่อเนื่อง ทั้งในชุมชนและกับหน่วยงานรัฐ

“สิ่งที่ชาวบ้านทำ คือการช่วยเสริมงานเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ไม่ว่าจะเป็นแนวกันไฟหรือการดูแลทรัพยากร เพียงแต่มันคือการดูแล อยู่ร่วม และใช้ประโยชน์ไปพร้อมกัน ถ้าไม่ให้สิทธิเลย มันก็ไม่เป็นธรรมกับชาวบ้าน และไม่ได้ช่วยลดภาระของรัฐด้วย”

ในมุมมองของไวยิ่ง เขตวัฒนธรรมพิเศษจึงเป็นทั้งหลักประกันทางสังคม และกลไกกลางที่เปิดโอกาสให้ชุมชนกับรัฐสามารถกำหนดแนวปฏิบัติร่วมกันได้อย่างสมดุล ไม่เข้มงวดจนตัดขาดชีวิตผู้คน และไม่ปล่อยปละจนทรัพยากรถูกทำลาย

หลายภาคส่วนร่วมถกพื้นที่ต้นแบบการจัดการโดยชุมชน

ภายในงานประกาศพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษบ้านสบโขง -ห้วยมะน้ำ ได้มีการเปิดเวทีเสวนาให้ทุกภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง นครินทร์ ดำรงภาสกุล จากมูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม อธิบายถึงความเป็นมาของการผลักดันพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยแม่โขงให้เป็นพื้นที่ริเริ่มการอนุรักษ์แบบมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุม ภายใต้โครงการ Inclusive Conservation Initiative (ICI) ซึ่งดำเนินงานใน 9 ประเทศทั่วโลก และประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้น โดยบ้านสบโขงเป็นหนึ่งใน 11 ลุ่มน้ำของโครงการในประเทศไทย

นครินทร์ ดำรงภาสกุล (คนถือไมค์) จากมูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม-IPF ภาพ: มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ – WiSE

พื้นที่แห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงต้นแบบในระดับประเทศ แต่ยังถูกจับตามองในระดับนานาชาติ ในฐานะพื้นที่ที่ผลักดันแนวคิด “เขตวัฒนธรรมพิเศษ” และ “พื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรมพิเศษ” ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมีบทบัญญัติรองรับการจัดตั้งพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างชัดเจน

ด้านจรุญ จินะกัณฑ์ ปลัดอำเภออาวุโสอำเภอสบเมย สะท้อนมุมมองว่าชื่อพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ บ่งบอกอยู่แล้วถึงความสำคัญของวิถีชีวิตดั้งเดิม ที่ต้องคงอยู่ควบคู่ไปกับความเจริญที่เข้ามา

“ภาพครกตำข้าวที่เคยเห็นในหมู่บ้านทุกครั้งที่มาเยือน แต่ปัจจุบันเลือนหายไป เป็นสัญลักษณ์ของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น” 

จรุญจึงตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไรให้สิ่งดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์พืชพื้นบ้าน ข้าวในท้องถิ่น หรือแนวทางการผลิตที่ไม่พึ่งพาสารเคมี ได้รับการอนุรักษ์ท่ามกลางกระแสการใช้สารเคมีและการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่เข้ามาในพื้นที่

ในมุมของทีมบริหารจัดการโครงการ ICI กิติศักดิ์ รัตนกระจ่างศรี ชี้ว่า แนวคิดเรื่องเขตวัฒนธรรมพิเศษอาจดูใหม่ในเชิงนโยบาย แต่หากมองในวิถีปฏิบัติของชาวบ้านแล้ว สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ ที่ชาวบ้านยึดปฏิบัติกันมาอย่างช้านานอยู่แล้ว

ชาวบ้านและผู้เข้าร่วมถ่ายภาพกับหมุดเสาหลักเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษฯ ภาพ: มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ – WiSE

วันนี้ประชาคมโลกให้ความสำคัญกับองค์ความรู้ของชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่กับป่าและทรัพยากรธรรมชาติมาอย่างยาวนาน เพราะพื้นที่ที่ชนเผ่าพื้นเมืองดูแลทั่วโลกคือแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพจำนวนมาก ท่ามกลางสถานการณ์พื้นที่ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นดูแลทรัพยากรจึงเป็นคำตอบสำคัญ

โครงการ ICI ในประเทศไทยครอบคลุม 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย, เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน, และพื้นที่เทือกเขาบรรทัดในภาคใต้ (พัทลุง, ตรัง, สตูล, และสงขลา) โดยสนับสนุนการฟื้นฟูภูมิปัญญาการจัดการทรัพยากร การถ่ายทอดความรู้ผ่านโรงเรียน กิจกรรมบวชป่า การดูแลต้นน้ำ ตลอดจนการประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษ

วันนี้พื้นที่บ้านสบโขงได้กลายเป็นตัวอย่างของความพยายามสร้างแบบจำลองการจัดการพื้นที่โดยชุมชน ที่เชื่อมโยงท้องถิ่นกับบริบทโลกสมัยใหม่อย่างมีศักดิ์ศรีและมีความหวัง ว่าการจัดการทรัพยากรธรรมชาตินั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นงานจากฝั่งภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองคืออีกหนึ่งผู้เล่นคนสำคัญ ในการรักษาและดูแลทรัพยากรธรรมชาติในบ้านของพวกเขาได้

เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ