14 มีนา วิวาห์ปลาบึก: ชุมชนชาติพันธ์ริมน้ำโขงจัดงานบอกรักที่หาดวิจิตรา อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี

ปลาบึกเป็นปลาที่รักสงบ ตื่นตกใจง่าย และชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงบริเวณเขตน้ำลึกที่มีกระแสน้ำไหล โดยปลาบึกจะว่ายทวนน้ำขึ้นไปวางไข่ทางตอนเหนือของประเทศไทย บริเวณหลวงพระบางในประเทศลาวซึ่งเป็นบริเวณร่องน้ำลึก มีเกาะแก่งเหมาะแก่การผสมพันธุ์และวางไข่ในฤดูแล้ง พอถึงฤดูน้ำหลาก ฝูงปลาจะว่ายตามน้ำลงมายังแม่น้ำโขงตอนล่าง และที่นี่เองก็มีเรื่องเล่าตำนาน “เสี่ยวฮักเสี่ยวแพง” เกี่ยวกับพญานาคใหญ่สององค์เป็นเพื่อนกัน สองนาคา คือ ศรีสัตตะนาคาและสุวรรณนาคาตามตำนาน ท่านได้สร้างแม่น้ำโขงและแม่น้ำน่าน จนพวกเราได้ใช้ประโยชน์มาจนถึงปัจจุบัน

เรื่องเล่าตำนานที่มีทั้งความขัดแย้งและความรักปะปน แต่เราได้ ปลาบึก มาเป็นตัวแทนและแสดงออกถึงการมีอยู่และใกล้สูญพันธุ์เต็มที ปลาบึกที่มาจากธรรมชาติจริง ๆ ไม่ใช่จากการผสมพันธุ์ จึงเกิดเป็น “งานแต่งปลาบึก” ของพี่น้องชนเผ่าบรูริมฝั่งโขง เพื่อร่วมอวยพรและขอให้เหล่าปลาและลูกหลานคงอยู่และหล่อเลี้ยงผู้คนสืบไป

ภาพ: เริงฤทธิ์ คงเมือง

ความเชื่อเกี่ยวกับธรรมชาติของคนบรู ริมสายน้ำโขง

ชาวบ้านตามุยเดิมเป็นชาวส่วย แต่พี่น้องชนเผ่าบรูจากชุมชนบ้านท่าล้ง บ้านหนองเม็ก บ้านลาดเสือ ซึ่งตัดสินใจเคลื่อนย้ายมาทำกินลงหลักปักโขงตามมาสมทบบริเวณแถบเวินบึก ในช่วงแรกเริ่มพวกบรูต้องปรับตัวอยู่มาก เพราะมาอยู่กับแม่น้ำยังไม่เชี่ยวชาญ จึงอาศัยหาของป่า ถือฮีตคองยึดถือเรื่องป่าเป็นหลัก มีหลักฐานจากภูมิความรู้เรื่องอยู่ป่า ในกรณีการเอาหินมาวางเรียงตามเส้นทางน้ำไหล ค่อย ๆ กั้นจนพื้นที่มีดินมาติดรั้วหิน กลายเป็นผืนดินผืนนาในที่สุด พวกเขายึดถือบรรพบุรุษและเชื่อในสิ่งเดียวกันคือเคารพธรรมชาติ ต่อมาเริ่มมาเรียนรู้จากผู้อาศัยดั้งเดิมในชุมชนบ้านตามุย เรื่องการหาปลา จนสามารถหาปลาได้ ว่ากันว่าบรูริมฝั่งโขงเป็นชนเผ่า 2 น้ำ น้ำห้วยและน้ำโขง

ภาพ: เริงฤทธิ์ คงเมือง

ในขณะที่ชุมชนตามุยคนกลุ่มใหญ่พูดสำเนียงลาว สำเนียงเปิ่น ๆ ไปทางเสียงสูงชันต่างจากคนอุบล คล้ายไปทางคนชาติพันธุ์ส่วย แต่ก็ยังมีกลุ่มบรู ลาว ร่วมอาศัยกลายเป็นสังคมหลากหลายวัฒนธรรมในปัจจุบัน

มีแนวคิดความเชื่อหลงเหลือว่า ป่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีวิญญาณอาศัยอยู่ นำมาสู่การอ่านป่า เพื่อให้ผู้คนที่ออกหากินในป่า “รู้สึก” ถึงความปลอดภัยมีเทวดา เจ้าป่าหรือผู้เฝ้าดูแอบมองและส่งพลังมาให้ ผ่านความคิดดีการไม่เอาเปรียบป่า มี หรือแม้กระทั่งให้การหาอาหารอย่างพอกิน

พ่อวัย ป้องพิมพ์ อายุ 74 ปี เล่าว่า “ชาวบ้านเวลาเข้าป่า บางคนก็จะยกมือไหว้แล้วบอกกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บางคนก็ใช้ธูปเทียน บางคนก็ใช้ดอกไม้ไปวางแล้วพูดบอกกล่าว แล้วแต่คน” 

ส่วนความเชื่อเกี่ยวกับสายน้ำโขงมีการเล่าเรื่องราวไว้ในหลายมิติ ได้แก่ “ความเชื่อเกี่ยวกับพญานาค” จึงถือในสัจจะวาจา การเกื้อกูลเท่าที่จะมีให้ทั้งต่อผู้คนและธรรมชาติผ่านการเคารพ การใช้ การดูแลรักษา มีการเห็นพญานาคกำลังเล่นน้ำ การเจอร่องรอยพญานาคปรากฏอยู่ที่หาดทรายในแม่น้ำโขง ซึ่งนาคกับน้ำสำหรับคนตามุยจึงแยกกันไม่ออก รวมไปถึง “บั้งไฟพญานาค” ที่มีการจัดขึ้นในทุกปี ส่งผลให้เกิดการตอกย้ำว่า ในแม่น้ำโขงมีพญานาคอยู่ ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงให้ ความเคารพและมีความระมัดระวังในการใช้ประโยชน์จากน้ำโขง เห็นได้จากการใช้เครื่องมือหาปลาขนาดเล็กที่เหมาะสมหรือการไม่ใช้เครื่องมือหาปลาขนาดใหญ่ ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขง

ภาพ: เริงฤทธิ์ คงเมือง

นำมาสู่วัฒนธรรมการไม่จับและไม่กินปลาบึก ซึ่งชาวบ้านตามุยมีความเชื่อว่า ปลาบึกเป็นปลาที่มีเจ้าของหรือเป็นปลาเทพ ปลาบึกเป็นปลามังสวิรัติที่ไม่กินสัตว์แต่กินตะไคร้เป็นอาหาร การเดินทางของปลาบึกจะใช้เวลาการเดินทางเป็นเวลา 9 เดือน จากลาวใต้ไปจนถึงเชียงรายและยังไม่นับรวมปลาที่อาจแวะกินอาหารตามบุ่ง เวิน และวังต่าง ๆ ชาวบ้านจึงปล่อยให้ปลาบึกเดินทางตามวิถี

หากเมื่อมีปลาบึกมาติดแห แสดงว่าเป็นการเตือนแก่คนที่กำลังจะมีเคราะห์ ซึ่งหากใครจับได้ปลาบึกได้ให้ปล่อยคืนและอธิษฐานให้เวรกรรมลอยไปกับปลาบึก พ่อวัย ป้องพิมพ์ เล่าถึงเรื่องนี้ว่า

“ถ้าปลาบึกมาติดแหแสดงว่าคนนั้นจะมีเคราะห์ ให้รีบปล่อยและเชื่อว่าถ้าปลาบึกติดแหแสดงว่าผิดคะลำเหมือนกัน ต้องไปแก้เคราะห์กับหมอพราหมณ์ทำพิธีให้ ปลาบึกแท้จะมีเกล็ด 4 เกล็ดบนหัว พิสูจน์ได้จากการเอามือเข้าไปในปากของปลาบึก ถ้าไม่มีฟันแสดงว่าเป็นปลาบึกแท้”

ภาพ: เริงฤทธิ์ คงเมือง

นอกจากนั้นยังมีเรื่องราวของภูตน้ำ คนน้ำ หรือเป็นที่รู้จักของชาวในชื่อ “บักหัวโล้น” ซึ่งมีลักษณะเป็นคนตัวดำ รูปร่างคล้ายเด็กตัวเล็ก ๆ ที่จะคอยช่วยเหลือเด็ก ๆ เมื่อยามลงเล่นน้ำในแม่น้ำโขง จากคำบอกเล่าของพ่อวัย ผู้ยืนยันว่าเคยเห็นบักหัวโล้น เล่าว่า

“ปัจจุบันมันหายไปแล้ว ภายหลังจากที่มีประชากรเพิ่มมากขึ้น พอช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2516 มีกลุ่มทหารลาวมาอาศัย และมีการใช้ระเบิดโยนลงแม่น้ำโขงเพื่อหาปลาบ่อยครั้ง ทำให้ไม่มีใครเห็นอีกเลย”

จากเรื่องเล่าสู่ศรัทธา วันวิวาห์ปลาบึกแม่น้ำโขง

มนุษย์บอกรักกันเองไปแล้ว ในเดือนกุมภาพันธ์ หากเราบอกรักปลาและแม่น้ำได้ก็คงจะดี นี่เป็นการตั้งคำถามของพ่อครูโฮงเฮียนชุมชนฮักแม่น้ำของ สู่การลงมือปรับเปลี่ยนงานจากต่อสู้การรณรงค์ค้านเขื่อน ซึ่งทำกันมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552

ภาพ: เริงฤทธิ์ คงเมือง

จนถึงปัจจุบันเกือบ 2 ทศวรรษ ที่ชุมชนแห่งนี้ ต้องเผชิญนโยบายและสภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เข้ามากระทบเป็นระยะ ๆ นโยบายที่เกี่ยวกับแม่น้ำโขงและอุทยานแห่งชาติที่ประกาศครอบชุมชนเอาไว้เมื่อปี พ.ศ. 2534 แนวคิดจากสู้เรื่อง ปกป้องเขื่อน ปรับสู่เพื่อปกป้องปลาบึก นิเวศน์ผู้คนชุมชนในพื้นที่ผ่านอัตลักษณ์ ความเชื่อ ที่เชื่อมโยงผู้คนสองฝั่งโขง บนฐานคิดว่า เมืองที่จะอยู่รอด อยู่ร่วมได้ในอนาคตที่ต้องฝ่าวิกฤติโรค โลก สงครามการแย่งชิงที่ทุนนำเราไปคือ “ปักหลัก” และอยู่ให้ได้

สำหรับแนวคิดในการจัดงานวันที่ 14 มีนาคม ปีนี้ จะมี 3 ชุมชน คือ บ้านกุ่ม บ้านตามุย และบ้านท่าล้ง ร่วมขบวนขบวนเรือ กว่า 50 ลำ ออกเดินทางไกล ล่องจากท่าเรือบ้านท่าล้ง มายังจุดหาดวิจิตราระยะทางน้ำประมาณ 4 กิโลเมตร เพื่อนำพาปลาบึกเจ้าบ่าวมาแต่งงานกับปลาบึกเจ้าสาวที่หาดวิจิตรา โดยทั้ง 3 ชุมชนจะร่วมกันอำนวยอวยพรคู่บ่าวสาวและขอพรจากแม่น้ำ งานแต่งจะจัดขึ้นในเวลา 10.00 น. บริเวณหาดวิจิตรา จากนั้นจะร่วมกันกล่าวปฏิญญาดูแลรักษาแม่น้ำและปลาบึกไปด้วยกัน

ภาพ: เริงฤทธิ์ คงเมือง

นอกจากนั้นจะมีการล้อมวงสนทนา “คน แม่น้ำจะอยู่อย่างไร ใครทำให้เราจน” เพื่อสรุปภาพรวมการต่อสู้ในทางภูมินิเวศน์รัฐศาสตร์การบอกเล่าสถานการณ์ความเป็นไปที่ชาวบ้านคนชายขอบถูกยื้อแย่งทรัพยากร โดยมีตัวแทนจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ภาคประชาสังคม โฮงเฮียนชุมชนแม่น้ำโขง ชาวบ้าน  หลังเสร็จสิ้นงานแต่งปลาบึก จะจัดพิธีฉลอง “กินเส้นข้าวปุ้นเอาบุญบ้านตามุย” ตามด้วยการแห่เผวชและมหรศพสมโภชตลอดคืน

บทส่งท้าย : ปรากฏการณ์และสถานการณ์แม่น้ำโขงในปัจจุบัน

สถานการณ์แม่น้ำโขงที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์มีทั้งเปลี่ยนแปลงและเริ่มเปลี่ยนไปอย่างหนักเมื่อโลกเปลี่ยนและความต้องการณ์พลังงานใหม่ ๆ อย่างแรเอริ์ธ หิน ทราย เข้ามา เพราะทรัพยากรเหล่านี้ล้วนอยู่ในป่าในแม่น้ำ ที่ยังสะสมความสมบูรณ์เอาไว้ และมนุษย์ก็เข้ามาหยิบจับใช้อย่างไม่สนผลกระทบทำให้แม่น้ำปนเปื้อนสารปรอท

จากเชียงราย แม่น้ำโขงที่ไหลผ่าน สู่เชียงใหม่แม่น้ำกก และยังไม่นับรวมแม่น้ำสาขาในลาว ที่ไม่มีข้อมูลอีกมากมาย ทุนพลังงานต่างแย่งชิงเพื่อใช้ไปต่อสู้กันในเวทีตลาดหุ้นและแปลงความสูญเสียมาเป็นผลกำไรความเปลี่ยนแปลงที่บ้านตามุยก็เช่นกัน เพราะว่าเป็นแม่น้ำสายเดียวกัน พื้นที่การทำเกษตรริมโขงลดลง ผักธรรมชาติหายไป ต้นไม้กลางโขงทรุดโทรม พิมานที่ยืนได้กลางน้ำอย่างแข็งแกร่งมานาน ทยอยล้มหายตายไปจำนวนมากปลาที่เคยหาได้หลากหลายเริ่มลดลง กว่า 65 ชนิด

เรื่องโดย: คำปิ่น อักษร บรรณาธิการ: นพพล ไม้พลวง