ก่อนจะเป็นมัลดีฟส์เมืองไทย ก็เคยหว่านไถทำกสิกรรมปลูกข้าว: เรื่องเล่าจากผลผลิตที่หายไป ของชาวเลอูรักลาโว้ยจากด้ามขวาน 

การทำเกษตรปลูกข้าวตามวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวเลอูรักลาโว้ยบนเกาะในอดีต ภาพถูกเจนจาก AI Gemini โดย: นภัสนันท์ ยาดำ

ย้อนกลับไปในอดีต ก่อนที่เกาะหลีเป๊ะจะกลายเป็น “มัลดีฟส์เมืองไทย” คอยต้อนรับนักท่องเที่ยววันละกว่า 1,000 คน อย่างทุกวันนี้ วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวเลอูรักลาโว้ยบนเกาะ ก็เคยมีความผูกพันกับผืนดินไม่น้อยกว่าทะเล ​ด้วยวิถีชีวิต “กึ่งเร่ร่อนกึ่งตั้งหลักแหล่ง” ​โดยมีรูปแบบการทำเกษตรที่เรียกว่า “ไร่หมุนเวียน”  ทั้งในเกาะหลีเป๊ะ บูโหลนเล หมู่เกาะอาดังราวี และพื้นที่ใกล้เคียงสับเปลี่ยนกันไปตามฤดูกาล  ซึ่งวิถีเหล่านี้มาจากอิทธิพลของการทำ “บาฆัต” หรือการนำเรือและเครื่องมือทำมาหากินไปหลบลม แล้วพักแรมตามเกาะแก่งสถานที่ต่าง ๆ  เมื่อฤดูมรสุมหรือลมตะวันออกแวะมา โดย นาง เป๊ะ ประมงกิจ วัย 72 ปี หนึ่งในสตรีที่เคยปลูกพืชผักบนเกาะรวมทั้งข้าวเล่าว่า ชาวเลจะนำเมล็ดพันธุ์ข้าวมาจากการแลกเปลี่ยนกับบรรดาเรือพาณิชย์ ที่ข้ามมาจากรัฐกลันตันและรัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย

“ลักษณะเมล็ดข้าวจะสั้น แข็งกระด้าง หุงแล้วจะไม่นุ่มเหมือนข้าวหอมมะลิในปัจจุบัน แต่จะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เมล็ดมันจะความทนทานต่อสภาพ ดิน สภาพอากาศชายทะเลได้ดี แต่ถ้าถามถึงว่าชื่อพันธุ์อะไรนี่ ขอโทษด้วยบอกไม่ถูกจริง ๆ”

เป๊ะ ประมงกิจ วัย 72 ปี หนึ่งในสตรีที่เคยปลูกพืชผักบนเกาะรวมทั้งข้าว ภาพ: นภัสนันท์ ยาดำ

ไม่ใช่แค่เพียงข้าว แต่ชาวเลยังใช้พื้นที่ในรูปแบบ “แปลงรวม” ปลูกทั้งมันสำปะหลัง เผือก กลอย มะพร้าว ขนุน มะม่วง และพืชผักสวนครัว ซึ่งมีการยืนยันร่วมกันเมื่อครั้งมีการจัดงานรวมญาติชาวเล ว่าการเพาะปลูกลักษณะนี้เกิดขึ้นกับพี่น้องอูรักลาโว้ยในพื้นที่อื่น เช่น เกาะบูโหลน (สตูล) เกาะอาดัง (สตูล) เกาะลันตา (กระบี่) และหมู่เกาะใกล้เคียงด้วย

สาเหตุที่ชาวเลคุ้นชินกับการปลูกข้าวไร่ เพราะเกาะหลีเป๊ะมีพื้นที่เชิงเขาเยอะกว่าพื้นที่ราบลุ่ม สะท้อนถึงภูมิปัญญาและการปรับตัวให้เข้ากับระบบนิเวศในอดีต ข้าวไร่ของคนอูรักลาโว้ยจะใช้น้ำฝนเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้สามารถปลูกได้เพียงปีละ 1 ครั้ง ฤดูกาลเพาะปลูกจะเริ่มช่วงเดือนกรกฎาคมและเก็บเกี่ยว ในช่วงเดือนมีนาคม ถึงเมษายน ​

ความเชื่อเรื่องข้าวของชาวเลเกาะหลีเป๊ะนั้นไม่แตกต่างจากเกษตรกรภูมิภาคอื่น คือ จะมีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณบรรพบุรุษและ การเคารพบูชาพระแม่โพสพ ผ่านพิธีกรรมที่ถูกทำสองครั้งตลอดฤดู โดยวาสนา หาญทะเล ผู้เคยร่วมพิธีกรรมสำคัญเหล่านี้เล่าว่า

“บางครั้งข้าวตั้งท้องนะ ออกรวงแต่เกี่ยวแล้วไม่มีข้าวเลย จึงต้องมีพิธีช่วงติดรวง ช่วงตั้งท้องน่ะ”  

จากความทรงจำของ วาสนา พิธีกรรมเกี่ยวกับข้าวบนเกาะหลีเป๊ะมี 2 ครั้ง ในหนึ่งฤดูกาลผลิต คือ ครั้งแรก ก่อนจะโรยหรือหยอดเมล็ดข้าวลงดิน มักมีการขอขมาจากวิญญาณบรรพบุรุษพระและแม่โพสพ เพื่อให้ดินดีมีแร่ธาตุครบถ้วน ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล ขอให้ข้าวที่ลูกหยอดลงดินนี้ออกมาผลิใบงอกงามและอุดมสมบูรณ์

ส่วนอีกครั้ง คือ เมื่อต้นข้าวเริ่มออกรวงก่อนตั้งท้อง ชาวเลเกาะหลีเป๊ะจะพากันทำพิธีอีกครั้ง เพื่อขอให้ข้าวที่กำลังออกมามีเมล็ดเต่งตึง ไม่ลีบ อวบอิ่มเต็มเม็ดสวยงาม

และเมื่อล่วงสู่ฤดูเก็บเกี่ยวทุกคนจะมาลงแขกช่วยกันทั้งหมู่บ้าน เพื่อเบ่งผลผลิตให้ทุกครัวเรือนเท่ากันหมด โดยการใช้กะลามะพร้าวตวงแล้วแบ่งเป็นบ้าน ๆ ทั้งนี้ จะไม่ลืมแบ่งส่วนสำหรับผู้อยู่เฝ้าเกาะไม่ได้ไปทำบาฆัตด้วย นอกจากใช้ข้าวบริโภคในครัวเรือนแล้ว ชาวอูรักลาโว้ นิยมนำมาทำขนมพื้นเมืองโดยนำข้าวไร่ใส่โม่หิน หรือ ครกบดแป้ง ให้เป็นละเอียดเพื่อถนอมเก็บไว้รับประทานได้นาน ๆ หรือบางบ้านนำมาไปแปรรูปเป็นข้าวเหนียวหลากสี

การทำเกษตรปลูกข้าวตามวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวเลอูรักลาโว้ยบนเกาะในอดีต ภาพถูกเจนจาก AI Gemini โดย: นภัสนันท์ ยาดำ

สำหรับชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ ข้าวคือสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ที่เชื่อมโยงระหว่าง “บก” และ “น้ำ” ตลอดจนสะท้อนถึงสังคมแห่งการแบ่งปันที่ไม่มีการผูกขาดทรัพยากร แม้วันนี้วิถีเกษตรกรรมและการทำข้าวไร่จะกลายเป็นเพียงเรื่องเล่า สืบเนื่องจากจุดเปลี่ยนสำคัญในปี พ.ศ. 2517 ที่มีการประกาศจัดตั้งอุทยานแห่งชาติตะรุเตา ทำให้พื้นที่ทำกินดั้งเดิมถูกจำกัด การบาฆัตตามหมู่เกาะต่าง ๆ ถูกจับตาและกลายเป็นความเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย ผนวกกับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่เปลี่ยนผืนดินทุกตารางเมตรให้กลายเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล จนชาวเลต้องสูญเสียพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนและถูกบีบการตั้งชุมชนที่พักอาศัย ให้ถอยร่นไปกระจุกตัวแออัดตามภาพปัจจุบัน

การทำเกษตรปลูกข้าวตามวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวเลอูรักลาโว้ยบนเกาะในอดีต ภาพถูกเจนจาก AI Gemini โดย: นภัสนันท์ ยาดำ

แหล่งข้อมูลรายหนึ่งเล่าถึงช่วงคาบเกี่ยวขณะนั้นว่า

“ในช่วงที่มีการให้ไปแจ้งการครอบครองที่ดิน ชาวเลจำนวนมากไม่รู้หนังสือ ไม่เข้าใจระบบกรรมสิทธิ์ บางคนก็ฝาก ๆ ไปกับตัวแทน จนถูกหลอกให้สละสิทธิ์ จนส่งผลกระทบถึงปัจจุบันที่จะเห็นว่า บางแปลงมีโฉนดทับที่ทำกิน ที่ดินสาธารณะ ลำรางทางน้ำ หรือแม้กระทั่งที่ฝังศพคนตาย”

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากทุกวันนี้จะเห็นภาพของที่พัก รีสอร์ตและสถานบันเทิง ปรากฏขึ้นทดแทนรวงข้าวตั้งท้อง การสูญเสียผืนดินเพาะปลูกไม่เพียงทำให้ชาวเลต้องหันไปเป็นแรงงานขับเรือหางยาวหรือพนักงานโรงแรม แต่ยังหมายถึงการสูญเสีย ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ ที่พวกเขาต้องหันไปพึ่งพาข้าวสารและเสบียงจากฝั่งในราคาแพง ทิ้งวิถีชีวิตที่เคยพึ่งพาตนเองไว้เบื้องหลังเกาะที่ได้ชื่อว่ามัลดีฟส์เมืองไทย

เรื่องโดย : นภัสนันท์ ยาดำ  / เรียบเรียง : นพพล ไม้พลวง

หมายเหตุ: ผลงานชิ้นนี้เกิดจากการอบรมเชิงปฏิบัติการ สื่อชนเผ่าพื้นเมือง จากความร่วมมือระหว่างเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง (IMN) , กับ มูลนิธิองค์ความรู้เพื่อการพัฒนา (K4D) โดยได้รับการสนับสนุนจาก International Media Support (IMS)