“ชาวไทใหญ่สอนกันว่า เกิดมาเป็นผู้หญิงและแม่ เราต้องดูแลครอบครัวให้มีความสมบูรณ์ทางอาหารการกิน ผู้หญิงต้องทำวัตถุดิบเตรียมพร้อมสำหรับทำอาหารไม่ให้ขาด”
วนิจชญา กันทะยวง ปราชญ์อาหารชาวไทใหญ่ จากบ้านต่อแพ ต.แม่เงา อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ได้ถ่ายทอดเรื่องราวการเป็นผู้หญิง เป็นแม่ และเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ผ่านเรื่องราวของอาหารไทใหญ่
สำหรับวนิจชญา อาหารไม่ใช่เรื่องของการกินเพื่ออยู่ หรือเพื่อให้อิ่มท้องเท่านั้น แต่อาหารคือจิตวิญญาณที่ปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย และความต้องการของคนกิน เรื่องราวชีวิตของวนิจชญา ร้อยเรียงควบคู่ไปบนความเชื่อที่ว่า
“คุณค่าของอาหารไม่ใช่เพื่อให้ท้องอิ่มอย่างเดียว แต่คือความสุขและสายสัมพันธ์ในครอบครัวที่เกิดขึ้นระหว่างมื้ออาหาร”

เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองได้เรียบเรียงเรื่องราวความเป็นแม่ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านเรื่องราวอาหารไทใหญ่ของวนิจชญา กันทะยวง
ถั่วคือชีวิตของชาวไทใหญ่
“ไทใหญ่ทุกครอบครัวจะมีถั่วเหลือง หรือถั่วเน่าไว้ติดบ้าน” คือคำกล่าวที่พ่อของวนิจชญาสอนเธอมาตั้งแต่เด็ก “ยามศึกสงคราม โรคระบาด ช่วงที่เราออกจากบ้านไม่ได้ อย่างน้อยขอให้มีข้าวกับถั่วเน่าแผ่น เราจะมีชีวิตรอด”

ถั่วถือเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญในชุมชนไทใหญ่แบบดั้งเดิม โดยถั่วของไทใหญ่นั้นมีหลากหลายชนิด เช่น ถั่วเขียว ถั่วลายเสือ ถั่วเหลือง เป็นต้น วนิจชญาเล่าว่าเธอผูกพันกับถั่วมาตั้งแต่เกิด หญิงตั้งครรภ์จะรับประทานถั่วเหลืองที่ให้โปรตีนสูง ทำให้เด็กในท้องได้รับโปรตีนจากถั่วตั้งแต่อยู่ในครรภ์
“สมัยก่อนไม่มีนมวัวจากร้านค้า คนไทใหญ่จะนำถั่วเหลืองมาต้มกิน”
จึงเป็นเรื่องปกติที่จะเห็นชุมชนชาวไทใหญ่นิยมปลูกถั่วไว้ในพื้นที่ของตนเอง นำมาซึ่งเมนูอาหารจากถั่วที่หลากหลายเช่น ถั่วพู ถั่วเน่าแผ่น ถั่วเน่าซา และน้ำพริกอุ๊บ เป็นต้น
“เมนูในความทรงจำของฉันคือน้ำพริกอุ๊บและเนื้อลุง”
โดนเนื้อลุงคือ กรรมวิธีการนำเนื้อสัตว์มาสับและปั้นเป็นก้อนแบบฉบับของชาวไทใหญ่ วนิจชญากล่าวต่อว่า ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน ผู้หญิงไทใหญ่จะนิยมทำถั่วเน่าแผ่นเก็บไว้กิน เพราะเป็นช่วงหยุดพักทำการเกษตร อากาศที่ร้อนจัดทำให้ถั่วเน่าหอมและแห้งไม่มีกลิ่น ซึ่งถั่วเน่าแผ่นหนึ่งสามารถเก็บไว้ได้เป็นหลักปี โดยที่แมลงไม่มารบกวน
“ฉันไม่มีทางขาดถั่วไปจากชีวิตได้” วนิจชญาระบุว่าถั่วเป็นทั้งพืชเศรษฐกิจในชุมชนไทใหญ่ และเป็นอาหารที่ชาวไทใหญ่กินประจำ ทุกเมนูอาหารของไทใหญ่ จะปรุงรสด้วยถั่วเหลือง แม้แต่การทำน้ำพริก แกง ผัด ก็ต้องมีถั่วเหลืองเป็นเครื่องปรุงรส
“สมัยก่อนเราไม่มีเครื่องปรุงจากข้างนอก เน้นแต่ถั่วเหลืองเท่านั้นที่ทำให้อาหารมีรสชาตินัวขึ้น”

แต่วันนี้คุณค่าของถั่วลดลง เมื่อผงปรุงรสต่างๆ เข้ามาแทนที่บทบาทของถั่วในชุมชนไทใหญ่
วนิจชญายังคงเชื่อว่า อาหารจากถั่วก็อร่อยไม่แพ้กับอาหารสำเร็จรูป จึงเป็นที่มาของโครงการ ‘ครัวส่องไพร’ ที่เธอทำ โดยต่อยอดจากการทำโฮมสเตย์ และได้รับคำชมจากลูกค้าที่มาพักว่า ชื่นชอบรสมืออาหารไทใหญ่ของวนิจชญา โดยเป้าหมายของครัวส่องไพร คือการสร้างพื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องอาหารไทใหญ่ ให้กับคนที่สนใจจากภายนอก รวมทั้งขายโปรแกรมท่องเที่ยวเรียนรู้อาหารไทยใหญ่ ให้กับนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและคนต่างชาติ
“ฉันอยากให้คนภายนอกมีโอกาสสัมผัสอาหารไทใหญ่” วนิจชญากล่าว “ผ่านการได้เล่น ทำและกินอาหาร มันถึงจะเกิดความสนุกกับการกิน อาหารไม่ใช่ของสูงส่ง แต่อาหารเป็นของเล่น ที่ใครๆ ก็สามารถลงมือทำได้”
อาหารกับความเป็นแม่ของชาวไทใหญ่
“หลังจากที่ผู้หญิงไทใหญ่คลอดลูก เราจะอยู่ไฟในห้องนอนหนึ่งเดือน ไม่กินของแสลง ไม่กินของคาวของเปรี้ยว ผู้หญิงไทใหญ่จะกินแต่ถั่วเหลือง และถั่วเน่าแผ่น ที่เรานำมาย่างกับเกลือเท่านั้น”

วนิจชญาได้แบ่งปันชีวิตของเธอให้ IMN ฟังว่า ก่อนที่จะได้เป็นแม่ ครั้งหนึ่งเธอเคยเป็นลูกสาว ที่ชอบเดินตามแม่เข้าไปเก็บผักในสวนหรือในป่า แม่มักสอนเธอว่า ‘เสน่ห์และอำนาจของผู้หญิง มาจากอาหาร ที่ทำให้คนในครอบครัวมีความสุข’
โดยความสนใจเรื่องอาหารของวนิจชญา เริ่มต้นจากการที่เธอชอบกินอาหารที่แม่ทำ สมัยก่อนถ้าวันไหนที่บ้านวนิจชญาไม่มีกับข้าวกิน ขอแค่มีถั่วเน่าแผ่นกับข้าว เพียงเท่านี้ทั้งครอบครัวก็อิ่มท้องแล้ว
“บ้านฉันแต่ก่อน จะนำถั่วเน่าแผ่นมาซอยคลุกกับเกลือ พริก หอมแดง และน้ำมันงา นำมากินกับข้าว”
วนิจชญาเชื่อว่าอาหารรสมือแม่นั้นมีรสชาติเฉพาะตัว แม้รูปแบบสังคมวันนี้จะพยายามทำให้คนในครอบครัวมีระยะห่างต่อกัน อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ทางอาหารของแม่กับครอบครัว จะไม่มีอะไรมาตัดขาดความสัมพันธ์ของครอบครัวผ่านอาหารการกิน ที่คนเป็นแม่ทำได้
“ฉันมีลูกชายคนหนึ่ง ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ ถ้าแม่คนนี้ยังมีชีวิตอยู่ อาหารของแม่จะต้องไปถึงเขา”
วนิจชญากล่าวกับ IMN ว่า ช่วงที่ลูกของเธอต้องไปเรียนที่ จ.เชียงใหม่ เธอจะทำอาหารใส่กล่องส่งไปให้ลูกชายได้กินทุกสัปดาห์ ในฐานะแม่เธอไม่อยากให้อิทธิพลของอาหารจากภายนอกเข้ามาครอบงำ และทำให้สายสัมพันธ์ของเธอกับลูกห่างเหินกันไกลกว่าเดิม
“แม่จะสอนว่าในครอบครัว เวลาผู้หญิงทำอาหาร เราจะได้รับยกย่องจากสามีและลูก”
อย่างไรก็ดียุคสมัยที่เปลี่ยนไป วนิจชญาเห็นว่าปัจจุบันบทบาทการทำอาหารและงานบ้าน เป็นเรื่องที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวต้องช่วยกัน
“ใครว่างคนนั้นก็ทำอาหาร มีหลายบ้านที่ผู้ชายทำอาหารเก่งไม่แพ้ผู้หญิง”
วนิจชญากล่าวถึงความตั้งใจของเธอในฐานะแม่ว่า เธออยากถ่ายทอดกรรมวิธีการทำอาหารไทใหญ่ให้กับลูกชาย เพราะว่าวันนี้แม่ของเธออายุ 90 ปี อาหารที่ดีต่อสุขภาพกายและใจผู้สูงวัยไม่ใช่อาหารหรูราคาแพง แต่คือรสชาติอาหารที่คนเป็นแม่อยากให้ลูกๆ ปรุงรส เหมือนรสชาติอาหารของแม่ ที่เคยทำให้ลูกๆ กิน มันอาจเป็นเพียงอาหารจานธรรมดาอย่างน้ำพริกอุ๊บ ที่ถือเป็นอาหารเมนูโปรดของครอบครัวกันทะยวง
“อาหารดีๆ ไม่ใช่อาหารจากร้านดัง เพราะว่าในจิตวิญญาณและความทรงจำของคนเป็นแม่ มันอาจเป็นน้ำพริกถ้วยหนึ่ง ที่อยู่ในความทรงจำที่แฝงด้วยความรักและความห่วงใยจากครอบครัว”
เมื่อโลกร้อนเปลี่ยนรสชาติอาหารของชาวไทใหญ่
ภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ไม่ได้ส่งผลแค่ในเชิงกายภาพที่มนุษย์สัมผัสได้จากอากาศที่ร้อนขึ้นทุกปี แม้แต่อาหารที่กินเข้าไปก็เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะกับกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองที่กินวัตถุดิบจากธรรมชาติ พวกเขาเป็นคนด่านแรกที่เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของวัตถุดิบ ที่นำมาใช้ประกอบอาหาร วนิจชญาแสดงความเป็นกังวลว่ารสชาติของวัตถุดิบหลายอย่างจืดจางลง ไม่มีรสชาติหวานตามธรรมชาติเหมือนก่อน
“คนปลูกและทำอาหารกิน จะรู้ทันทีว่าผักชนิดไหนแร่ธาตุลดลง จากความเหี่ยว ความไม่สมบูรณ์ของกิ่งก้าน ล้วนเกี่ยวข้องกับรสชาติที่เปลี่ยนแปลงไป”

วนิจชญายืนยันว่าภาวะโลกร้อนมีผลต่อวัตถุดิบในการทำอาหารของชาวไทใหญ่ ในปีนี้เธอพบว่าปริมาณเห็ดที่พบเจอลดน้อยลง จากทั้งความร้อนที่สะสมอยู่ในหน้าดิน ฝนที่ตกต้องไม่ตามฤดูกาล ทำให้เห็ดไม่สามารถเจริญงอกงามได้ดังเดิม
“ปีนี้แห้งแล้งมาก ฝนตกเท่าไหร่ดินก็แห้งไปทันที”
สิ่งนี้กระทบต่อความมั่นคงทางอาหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อากาศที่ร้อนจนพืชผักหลายชิ้นไม่เจริญงอกงาม มนุษย์ก็ใช้ชีวิตได้ยากลำบากขึ้นไม่ต่างจากพืชผัก รวมทั้งการเกิดไฟป่าที่วนิจชญาเห็นในพื้นที่ของตนเองว่า ต้นไผ่ที่แห้งตายจากอากาศที่ร้อนและแห้ง ทำให้มีโอกาสเกิดไฟได้ง่ายขึ้น
“ความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อม มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับทุกอณูของเรื่องอาหาร รสชาติของวัตถุดิบล้วนเชื่อมโยงกับระบบนิเวศทั้งสิ้น”
อย่างไรก็ดีหากกล่าวถึงในแง่ความมั่นคงทางอาหาร วนิจชญามองว่าคนที่อยู่อาศัยกับธรรมชาติ ยังมีโอกาสได้ลิ้มรสชาติวัตถุดิบอาหารจากธรรมชาติ มากกว่าคนเมืองที่มักถูกครอบงำด้วยอาหารสำเร็จรูป และเครื่องปรุงจากโรงงาน
จากโครงการท่องเที่ยวเชิงอาหารที่วนิจชญาจัดทำ นักท่องเที่ยวจากภายนอกล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า อาหารการกินบนดอย ที่มักไม่ได้มีเครื่องปรุงรสชาติอะไรมากมาย แต่กลับมีรสชาติอร่อย และความกลมกล่อมจากธรรมชาติมากกว่าอาหารปรุงสำเร็จรูป วนิจชญาอยากให้ผู้คนหันกลับมามองว่า ทุกๆ อย่างที่เราเอาเข้าปากไปนั้น มีความจำเป็นที่เราจะต้องรู้ที่มา
“การสูญสลายของอาหารไม่ใช่แค่เรื่องอาหาร แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและชุมชนด้วย”

วันนี้วนิจชญา มองความมั่นคงทางอาหารคือการส่งต่อจากรุ่นต่อรุ่น ผู้ที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมต่างๆ จำเป็นต้องมีพื้นที่ให้เยาวชนได้เข้ามาเรียนรู้ โดยคำถามที่ผู้ใหญ่ต้องตอบให้ได้ในวันที่ลูกหลาน อยากกลับมาอยู่ในชุมชนคือ มีทรัพยากรใดบ้างให้พวกเขาได้หยิบใช้ เพราะท้ายที่สุดคนเหล่านี้คือเจ้าของชุมชนในอนาคต พวกเขาควรได้รับสิทธิในการใช้ทรัพยากรชุมชน เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ใหม่ๆ ให้กับคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นเจ้าของชุมชนร่วมกัน ผ่านการปรับวิธีคิดซึ่งกันและกันเพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชน
“วันนี้ลูกหลานไทใหญ่ ยังกินอาหารไทใหญ่ คนรุ่นใหม่ยังอยากกลับมากินอาหารฝีมือแม่” วนิจชญากล่าวทิ้งท้าย “ในจิตวิญญาณอาหารไทใหญ่จะไม่มีวันสูญหาย ถึงแม้ว่าบางพื้นที่อาหารสำเร็จรูปคืบคลานเข้ามาในชุมชน แต่ลึกๆ ในตัวตนของคนชนเผ่า เรายังคงเรียกร้องหาอัตลักษณ์ ผ่านอาหารที่กินเข้าไป”
เรื่อง: ณฐาภพ สังเกตุ / ภาพ: วัชรพล เปลี่ยนปลูกสัตย์