ถูกบังคับให้กลืนกลาย ทำไมชื่อเรียกของ ‘ชาติพันธุ์-ชนเผ่าพื้นเมือง’ ต้องมาจากเจ้าของเรื่อง

“คนปกาเกอะญอ มักตั้งชื่อลูกคนเล็กว่า ‘ชิ’ แต่ตอนพ่อผมไปแจ้งเกิด เจ้าหน้าที่บอกว่าชื่อ ‘ชิ’ ไม่มีความหมายในภาษาไทย เขาเลยให้ผมตั้งชื่อใหม่ จนผมต้องใช้ชื่อสุวิชาน เป็นการขัดขวางการนิยามชื่อจากภาษาแม่ ที่เป็นวัฒนธรรมของตนเอง”

ชุมชนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในไทย ถูกนิยามชื่อเรียกจากคนภายนอกมาอยู่ตลอด ตัวอย่างของอาจารย์ชิ หรือผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ นักวิชาการชาวปกาเกอะญอ เป็นสิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุด ที่แม้แต่ชื่อของตัวเขา ยังถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับค่านิยมของวัฒนธรรมจากส่วนกลาง นับเป็นหนึ่งในนโยบายความมั่นคงของประเทศไทยสมัยหนึ่ง ที่ต้องการหลอมรวมความเป็นหนึ่งเดียวทางวัฒนธรรม

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ไม่เพียงแค่นั้น แม้แต่ชื่อหมู่บ้านของอาจารย์ชิ ที่มีชื่อดั้งเดิมในภาษาปกาเกอะญอว่า ‘โน เดะ ลอ’ ที่มีความหมายว่า พื้นที่ที่มีหนองน้ำที่มีเขียดชนิดหนึ่งอาศัยอยู่ ก็ถูกบังคับให้เปลี่ยนชื่อจากทางการ แม้จะมีความพยายามของผู้นำชุมชนที่จะใช้ชื่อให้ใกล้เคียงกับความหมายเดิมที่สุดอย่างชื่อ ‘บ้านหนองเขียด’ ก็ถูกปฏิเสธและบังคับให้ใช้ชื่อใหม่ว่า ‘บ้านใหม่พัฒนา’

เช่นเดียวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวกูยในภาคอีสานตอนใต้  ดร.ศุรวิษฐ์ ศิริพาณิชย์ศกุนต์ นายกสมาคมชาติพันธุ์กูยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า บ้านของเขาเคยมีชื่อในภาษากูยว่า ‘ระแงง’ แปลว่า ‘ต้นติ้ว’ ตามลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ในอดีตที่มีต้นติ้วขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก โดยในพื้นที่มีโบราณสถานสำคัญอย่างปราสาทระแงง ก็ถูกกรมศิลปากรเข้ามาบูรณะและเปลี่ยนชื่อเป็น ‘ปราสาทศีขรภูมิ’

IMN Special Live EP.#35 จึงชวนผู้เชี่ยวชาญจากชาติพันธุ์ต่างๆ มาบอกเล่าเรื่องราวของการถูกกลืนกลายทางคำเรียก ภายใต้หัวข้อเสวนา “คำเรียกตนเองสำคัญอย่างไร: ทำไมคำว่า ชนเผ่าพื้นเมือง-ชาติพันธุ์ ต้องฟังจากเจ้าของเรื่อง”

อิ้วเมี่ยน ≠ เย้า, กูย ≠ ส่วย, ปกาเกอะญอ ≠ กะเหรี่ยง

“คำว่าเย้าในภาษาของเราไม่มีความหมาย”

กิตติศักดิ์ รัตนกระจ่างศรี ผู้อาวุโสสภาชนเผ่าพื้นเมือง จากชาติพันธุ์อิ้วเมี่ยน กล่าวว่าคำเรียกชื่อชาติพันธุ์ของเขานั้นคือ ‘อิ้วเมี่ยน’ หรือเรียกสั้นๆ ว่า ‘เมี่ยน’  มีความหมายแปลว่า ‘คน’ โดยคำที่คนภายนอกมักเรียกชาวอิ้มเมี่ยนว่า ‘เย้า’ นั้น เพี้ยนเสียงมาจากคำว่า ‘เหยา’ เป็นคำที่คนจีนใช้เรียกคนหลายๆ กลุ่มชาติพันธุ์รวมกัน ซึ่งมักมีความหมายไปในเชิงดูหมิ่น มองเป็นกลุ่มคนที่ด้อยกว่าคนบนพื้นราบ 

“ถ้าเลือกได้เราอยากให้ทุกคนเรียกเราว่าอิ้วเมี่ยน เพราะมันมีอัตลักษณ์ตัวตนของพวกเราอยู่ในนั้น” กิตติศักดิ์กล่าว

เช่นเดียวกับคำว่า ‘ส่วย’ ที่ดร.ศุรวิษฐ์อธิบายว่า มาจากช่วงสมัยรัชกาลที่สามถึงรัชกาลที่สี่ ในช่วงเวลาดังกล่าวชาวกูยต้องส่งเครื่องบรรณาการมาให้อาณาจักรสยาม จึงเป็นคำเรียกติดปากของคนสยามว่าพวกส่วย ที่มาจากการต้องส่งส่วยให้กับพระมหากษัตริย์

“ส่วยเป็นคำที่คนกูย ไม่ชอบให้ใครมาเรียก เพราะเราไม่เคยเรียกตัวเองด้วยคำนี้ แต่เป็นคนนอกที่ใช้คำนี้มาเรียกเรา”

ดร.ศุรวิษฐ์ ศิริพาณิชย์ศกุนต์ อุปนายกสมาคมชาติพันธุ์กูยและ กรรมการบริหารสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย

สิ่งหนึ่งที่ ดร.ศุรวิษฐ์ สังเกตได้คือ บางคนเคยชินกับการถูกเรียกด้วยคำว่าส่วย จนเชื่อว่านั่นเป็นชื่อชาติพันธุ์ของตนเอง ทำให้เห็นว่าอิทธิพลจากคนภายนอก ที่ถูกสั่งสมส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น ทำให้หลายชุมชนมีภาพจำตามชื่อที่คนนอกเรียก

“คนกูยมีชื่อเรียกหลายชื่อ เนื่องจากเราเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เก่าแก่ดั้งเดิม มีประวัติศาสตร์มายาวนานกว่าสองพันปี”

ดร.ศุรวิษฐ์ยกตัวอย่างชื่อเรียกที่มีความหลากหลายของคนที่พูดภาษาเดียวกัน มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน เช่น บางกลุ่มเรียกตัวเองว่า ‘กวย’ , ‘โกย’ , ‘กูยซูย’ หรือคนที่อยู่บริเวณเชิงเขาหรือบนภูเขาจะเรียกตนเองว่า ‘บรู’ คนกูยที่ทำอาชีพเลี้ยงช้างจะเรียกตัวเองว่า ‘กูยอาเจียง’  เป็นต้น 

ด้วยความที่กูยเป็นชาติพันธุ์ใหญ่ มีคนจำนวนมากอาศัยอยู่ในประเทศไทย และมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันตามพื้นที่อยู่อาศัยและวิถีชีวิต ทางสมาคมชาติพันธุ์กูยแห่งประเทศไทย จึงมีมติใช้ชื่อกลางว่า ‘กูย’

ทางฝั่งกลุ่มชาวปกาเกอะญอ อาจารย์ชิอธิบายว่าคำว่า ‘ปกา’ แปลว่า คน ส่วนคำว่า ‘เกอะญอ’ มีความหมายว่า การมีศักดิ์ศรีหรือการไม่ยอมจำนนต่อสิ่งใดง่ายๆ แต่คนจากภายนอกก็ใช้ชื่อเรียกพวกเขาว่า ‘กะเหรี่ยง’ ซึ่งมีความหมายถึง ดอกไม้ชนิดหนึ่ง หรือในบางความหมายแปลว่าคนที่พลัดพรากจากถิ่นฐาน

ดังนั้นแล้วอาจารย์ชิสรุปว่า เรื่องของคำเรียกชื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนั้น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานสำหรับคนในกลุ่มนั้นในการกำหนดชื่อของตนเอง และการยัดเยียดชื่ออื่นจากคนภายนอก ก็เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน

“วันนี้เรามี พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ แล้ว สิทธิในการนิยามตนเองควรได้รับการคุ้มครอง เพราะที่ผ่านมาคำนิยามต่างๆ ถูกคนจากภายนอก ทั้งจากระบบการศึกษาผ่านนักวิชาการ และระบบการพัฒนา ยัดเอาการนิยามตนเองให้กลุ่มชาติพันธุ์มาโดยตลอด” อาจารย์ชิกล่าว

ชาติพันธุ์หรือชนเผ่าพื้นเมือง คำไหนเหมาะสมกับใคร

“คำว่าชาติพันธุ์เป็นคำกลาง ซึ่งหมายถึงคนแต่ละกลุ่ม แต่คำว่าชนเผ่าพื้นเมือง ต้องการคุณสมบัติมากกว่านั้น”

คุณกิตติศักดิ์ รัตนกระจ่างศรี ผู้อาวุโสสภาชนเผ่าพื้นเมือง

กิตติศักดิ์ ผู้อาวุโสสภาชนเผ่าพื้นเมือง อธิบายว่าคำว่า ‘ชนพื้นเมือง’ (Indigenous Peopls) ที่นานาชาติเลือกใช้ ถูกนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยสภาชนเผ่าพื้นเมืองให้ใช้คำว่า ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’ โดยคุณสมบัติของการเป็นชนเผ่าพื้นเมืองในบริบทของสภาชนเผ่าพื้นเมือง กิตติศักดิ์ระบุว่าต้องประกอบไปด้วย

  1. การมีวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของตนเอง
  2. มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และมีความผูกพันกับผืนแผ่นดินตรงนั้น
  3. การไม่ใช่คนกลุ่มใหญ่ ที่มีอำนาจครอบงำทางสังคม อีกทั้งมีความประสงค์ที่จะสืบทอดอัตลักษณ์ วัฒนธรรมของตนเองต่อไป

หนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและเด่นชัดตามคุณสมบัติดังกล่าวนี้เช่น ชาวมานิที่อยู่ทางภาคใต้ เป็นต้น

อย่างไรก็ดีการจะเลือกใช้คำว่า กลุ่มชาติพันธุ์ หรือ กลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองนั้น นอกจากเรื่องคุณสมบัติข้างต้นแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของกลุ่มชาติพันธุ์นั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น ชาวกูย ที่เป็นกลุ่มคนดั้งเดิมที่อยู่อาศัยบริเวณแผ่นดินอินโดจีนมานานก่อนการเกิดขึ้นของรัฐชาติสมัยใหม่ในแถบนี้ ดร.ศุรวิษฐ์ นายกสมาคมชาติพันธุ์กูยแห่งประเทศไทย กล่าวว่ามีมติจากทางสมาคมเห็นพ้องกันว่า การใช้คำว่ากลุ่มชาติพันธุ์เป็นคำเรียกที่เหมาะสมกว่า

โดยหลังจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 จะมีกลไกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ มาจากการคัดเลือกตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ละ 5 คน รวมไม่เกิน 300 คน ซึ่งกลไกดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน และร่วมกำหนดคำนิยามต่างๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมกันของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย

โดยในตอนท้ายของ IMN Special Live EP.#35 อาจารย์ชิฝากข้อเสนอแนะไว้ว่า นิยามของคำว่า ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’ ยังเป็นคำที่สังคมไทยต้องมาร่วมกันศึกษา และทำความเข้าใจกันให้มากขึ้นกว่านี้

เพราะวันนี้นิยามของการกำหนดตัวเองผ่านคำ ยังถูกสังคมและรัฐมองแต่บริบทของภัยความมั่นคง ทั้งที่จริงๆ แล้ว เจตนารมณ์ของการใช้คำว่า ‘ชนพื้นเมือง’ ทั่วโลกนั้น ไม่ได้หมายถึงการใช้เพื่อแบ่งแยก แต่เป็นการใช้เพื่อปกป้องสิทธิในการอยู่อาศัยในดินแดนของบรรพบุรุษ และการเข้าถึงการจัดการทรัพยากรที่เท่าเทียมกับคนอื่น

“อยากให้สังคมไทยศึกษาคำนิยาม และชื่อเรียกต่างๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์ให้มากกว่านี้” อาจารย์ชิกล่าวสรุป “เราจะได้มานิยามคำว่าชนเผ่าพื้นเมือง ในบริบทของประเทศไทยได้อย่างเหมาะสมร่วมกัน”

สามารถอ่านบทความการเมืองเรื่องคำ ‘ชนเผ่า ชนชาติ ชาติพันธุ์  ชนพื้นเมือง’ เพื่อทำความเข้าใจที่มาความหมายของแต่ละคำอย่างเจาะลึกได้ที่: https://imnvoices.com/?p=6853 

เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ