เชื่อว่าผู้อ่านหลายคนของเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง ยังคงสับสนต่อเรื่องการใช้คำนิยามให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ หรือการใช้เรียกคำแทนตนเอง
เพื่อสร้างความเข้าใจ และคลี่คลายเบื้องหลังการเมืองของคำนิยามต่างๆ ที่ล้วนถูกกำหนดจากคนนอก เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองได้ติดต่อเพื่อพูดคุยกับ ร.ศ.ดร.ประสิทธิ์ ลีปรีชา จากภาควิชาสังคมศาสตร์กับการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เขียนบทความ ‘การเมืองของการเรียกชื่อ’
ที่มาของคำว่า ‘ชนเผ่า ชนชาติ ชาติพันธุ์ ชนพื้นเมือง’
ในบทความของ ร.ศ.ดร.ประสิทธิ์ ได้ให้นิยามความหมายของคำต่างๆ ไว้ดังนี้ เริ่มจากคำว่า ‘ชนเผ่า’ (tribe) ถูกกำหนดโดยนักมานุษยวิทยาชาวตะวันตก ตั้งแต่ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ต่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ที่เริ่มสนใจศึกษากลุ่มชนซึ่งยังดำรงชีวิตอยู่แบบดั้งเดิมและเป็นคนอื่นแตกต่างจากพวกตน
การใช้คำว่า “ชนเผ่า” จึงเป็นวิธีคิดและมรดกของลัทธิล่าอาณานิคม เป็นการเมืองว่าด้วยความสัมพันธ์แบบชนชั้น ระหว่างคนยุโรปกับกลุ่มชนที่ถูกมองว่ายังล้าหลังในซีกโลกอื่น ที่คนยุโรปเข้าไปปฏิสัมพันธ์ด้วย
อิทธิพลของคำนี้ถูกนำเข้ามาใช้ในภูมิภาคเอเชีย ด้วยการใช้คำว่าชนเผ่า โดยเฉพาะในภาคเหนือของประเทศไทยช่วงปี 2500-2540 เน้นการศึกษากลุ่มชนที่อยู่บนภูเขาเป็นหลัก โดยนักวิชาการและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องได้แปลคำว่า “hill tribe” เป็น “ชาวเขา” ซึ่งนอกจากจะหมายถึงความเป็นกลุ่มชนบนภูเขาแล้ว ยังมีนัยของความเป็นกลุ่มชนที่ล้าหลัง ด้อยพัฒนาในวิถีชีวิตด้านต่างๆ

ถัดมาคือแนวคิดของคำว่า ‘ชนชาติ’ ร.ศ.ดร.ประสิทธิ์อธิบายว่า ชนชาติหมายถึงกลุ่มชนที่มีสายเลือดและวัฒนธรรมเดียวกัน ซึ่งสัมพันธ์กับพื้นที่หรือดินแดน และมีกระบวนการที่พยายามหรือประสบความสำเร็จแล้วในการสร้างรัฐชาติหรือประเทศของตัวเอง โดยมีนักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันอย่าง Benedict Anderson ที่กล่าวว่าชาติเป็นชุมชนทางการเมืองที่ถูกจินตนาการขึ้น และเป็นการจินตนาการที่สืบทอดต่อกันมา ทั้งที่ถูกจำกัดและเปิดกว้าง โดยผ่านกลไกทุนนิยมสิ่งพิมพ์ สื่อสมัยใหม่อย่างหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ อินเทอร์เน็ต และอื่นๆ
ทั้งนี้การที่รัฐบาลของรัฐหรือประเทศยืดเอาพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรม ของ(ชน) ชาติใด(ชน)ชาติหนึ่งเป็นหลัก ในอีกมุมหนึ่งคือการกำลังกีดกันหรือไม่เปิดพื้นที่ สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ที่อาศัยอยู่ในรัฐเดียวกันไปโดยปริยาย ชนเหล่านั้นจึงกลายเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ หรือชนกลุ่มน้อยที่ด้อยอำนาจกว่าในทางการเมือง สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ หรือกลายเป็น “คนอื่น” ที่อยู่ภายในรัฐ
ดังนั้นแล้วคำว่า ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ จึงหมายถึง ชนกลุ่มน้อยที่ด้อยอำนาจกว่าชนกลุ่มใหญ่หรือคนกลุ่มกระแสหลักซึ่งเป็นชนชาติ ในมิติทางการเมือง สังคมและวัฒนธรรม ดังตัวอย่างคือ คนไทในประเทศไทยเป็นกลุ่มชนชาติ แต่คนไทในเวียดนาม พม่า จีนและอินเดียเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นต้น
อีกหนึ่งกรณีที่น่าสนใจที่ ร.ศ.ดร.ประสิทธิ์ กล่าวไว้คือ ในมิติของประชากรและเศรษฐกิจ กลุ่มชาติพันธุ์ในบางประเทศอาจเป็นกลุ่มชนที่มีประชากรมากกว่าก็ได้ เช่น ในยุคหนึ่งที่ชนกลุ่มใหญ่ของประเทศแอฟริกาใต้กลายเป็นกลุ่มที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจทางการเมืองของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จากยุโรป หรือในกรณีของประเทศไทยที่กลุ่มชาติพันธุ์จีนกลายเป็นกลุ่มที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจเหนือกลุ่มคน(ชนชาติ) ไทยที่เป็นกลุ่มใหญ่

และนิยามคำสุดท้ายคือ ‘ชนพื้นเมือง’ (indigenous people) ในความหมายแรกเริ่มนั้น หมายถึงกลุ่มชนพื้นถิ่นที่อาศัยอยู่ในดินแดนของตนเองมายาวนาน มีการสืบทอดประวัติศาสตร์ และประเพณีวัฒนธรรมเฉพาะของกลุ่มตน แต่ต่อมาถูกกลุ่มชนที่อพยพเข้ามาใหม่ จากยุโรปเข้ายึดครองที่ดินและทรัพยากรของตน สถาปนารัฐหรือประเทศขึ้นตามมาด้วยการเข้าครอบงำในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งเกิดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือ ลาตินอเมริกาและออสเตรเลีย จนนำมาสู่การลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ กับสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่มชนดั้งเดิม
แต่ปัจจุบันขบวนการเคลื่อนไหวของชนพื้นเมืองดังกล่าว ได้ขยายไปยังภูมิภาคอื่นของโลก โดยเฉพาะในทวีปเอเชียและยุโรป ซึ่งมีนัยถึงการที่ชนพื้นถิ่นกลุ่มต่างๆ ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่มาก่อนการเกิดขึ้นของรัฐชาติสมัยใหม่ กับทั้งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการพัฒนาของรัฐ และการเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน
ในกรณีของประเทศไทย ร.ศ.ดร.ประสิทธิ์ มองว่าแม้ประเทศไทยไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของใคร แต่วิธีคิดหรือการกระทำของรัฐจากส่วนกลางยุคสร้างชาติ ก็ใช้แนวคิดเดียวกันกับการล่าอาณานิคม หรือที่ภาษาทางวิชาการเรียกว่า ‘การล่าอาณานิคมภายใน’ (Internal Colonialism) แนวคิดดังกล่าวยังมีต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ที่รัฐบาลส่วนกลางจากกรุงเทพฯ
ใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลางนำความคิด ความเชื่อ ความเป็นไทย ไปกระทำต่อชนกลุ่มน้อยต่างๆ เช่น ชาวมลายูทางตอนใต้ คนมอญ คนลาวในอีสาน คนเมืองในภาคเหนือ คนกะเหรี่ยง ผ่านระบบราชการ ระบบการศึกษาในโรงเรียน และวิธีคิดแบบชาตินิยม

กระแสการเคลื่อนไหวของกลุ่มชนพื้นเมืองทั่วโลกจึงเกิดขึ้น ตัวแทนของชนพื้นเมืองในประเทศต่างๆ ได้รวมตัวกันและนำปัญหาของพวกเขาไปสู่เวทีของสหประชาชาติ จนมีการตั้งคณะทำงานว่าด้วยประชากรชนพื้นเมืองเมื่อปีพ.ศ. 2525 มีการประกาศปีทศวรรษแห่งชนพื้นเมืองเมื่อปีพ.ศ. 2536 และปฏิญญาสากลว่าด้วยชนพื้นเมืองเมื่อปีพ.ศ. 2551
ดังนั้นแล้วสาเหตุที่ขบวนการเคลื่อนไหวในไทย นำโดยสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย เลือกที่จะยืนยันในการใช้คำว่า ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’ เพื่อที่จะเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับขบวนการเคลื่อนไหวของชนเผ่าพื้นเมืองในระดับนานาชาติ แต่คำว่าชนเผ่าพื้นเมือง ยังไม่ได้เป็นที่นิยมในการใช้ในประเทศไทย หากเทียบกับคำว่า ‘ชาติพันธุ์’ ดังนั้นในระหว่างการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ในรัฐสภา คำว่าชนเผ่าพื้นเมือง จึงถูกตัดทิ้งให้เหลือแต่คำว่ากลุ่มชาติพันธุ์เพียงอย่างเดียว
ข้อถกเถียงการใช้คำ ‘ชาติพันธุ์หรือชนเผ่าพื้นเมือง’ ในบริบทของสังคมไทย
“ณ ปัจจุบัน คำว่าชาติพันธุ์เป็นคำที่เหมาะสมและครอบคลุมทุกกลุ่มที่มีวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ของตนเอง”
ร.ศ.ดร.ประสิทธิ์ให้ความเห็นว่า แม้ว่าการใช้คำว่ากลุ่มชาติพันธุ์ จะเหมาะสมสำหรับสถานการณ์ภายในประเทศ แต่เวลาที่ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ของประเทศไทย ออกไปประชุมต่างประเทศ คำว่า ‘ชาติพันธุ์’ มักไม่ได้รับการยอมรับ หากเราต้องการไปร่วมขบวนการชนเผ่าพื้นเมืองระดับนานาชาติ

จากข้อสังเกตของ ร.ศ.ดร.ประสิทธิ์พบว่า สังคมไทยยังไม่มีความเข้าใจที่มากพอต่อคำว่า ‘ชนพื้นเมือง’ เห็นได้จากการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ที่นำคำดังกล่าวไปเชื่อมโยงกับความมั่นคง กล่าวหาว่าคำดังกล่าวจะนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์และความหมายของคำดังกล่าวโดยสิ้นเชิง
ดังนั้นแล้วเรื่องของการใช้คำนิยามตนเอง ร.ศ.ดร.ประสิทธิ์ให้ข้อเสนอว่า ในทางวิชาการไม่สามารถทำให้ทุกคน ทั้งข้าราชการ นักการเมือง นักเคลื่อนไหว หรือแม้กระทั่งชาวบ้านทั่วไป เข้าใจและเลือกใช้คำต่างๆ แบบที่นักวิชาการพยายามนิยามได้
มากไปกว่านั้นยังมีการช่วงชิงการใช้คำ เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มเคลื่อนไหวที่รับแนวคิดคำว่า ‘ชนเผ่าพื้นเมือง’ มาจากตะวันตกก็ต้องการใช้คำดังกล่าว เพื่อที่จะเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับขบวนการเคลื่อนไหวของชนเผ่าพื้นเมืองในนานาชาติ
ในขณะที่คนบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มจากพื้นที่ราบ ก็อาจจะมองว่าต้องการใช้คำว่า ‘ชาติพันธุ์’ เพราะเป็นคำที่ได้รับการยอมรับจากราชการส่วนกลาง และเป็นคำที่ในวงนักวิชาการและสังคมไทย ใช้คำนี้จนติดปาก รวมทั้งได้รับรองโดยกฎหมายจากการมี พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568
ทลายกรอบการเมืองเรื่องคำ ผ่าน พ.ร.บ.คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์
“สิ่งที่ต้องสนใจมากกว่าคำเรียกตนเองวันนี้ของกลุ่มชาติพันธุ์คือ การเข้าไปศึกษากฎหมายและดูว่ามีมาตราไหนที่นำมาปรับใช้กับชาติพันธุ์ของตนเองได้”
ประเด็นสุดท้ายที่เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองได้คุยกับ ร.ศ.ดร.ประสิทธิ์ คือการมองไปให้ไกลกว่ากรอบคำนิยามที่ใช้เรียก สิ่งสำคัญกว่าในวันนี้สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์และชนพื้นเมืองไทยคือ หลังจากที่พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ประกาศใช้ไปตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 พบว่า แม้จะสร้างความดีใจและความภาคภูมิใจให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ และยังไม่เห็นเห็นว่ากฎหมายดังกล่าวจะปกป้องสิทธิของพวกเขาได้อย่างไร
ร.ศ.ดร.ประสิทธิ์ ให้คำแนะนำว่า ในรายละเอียดของกฎหมาย ตัวชาติพันธุ์ต้องติดตามต่อไปว่ากฎหมายเหล่านี้ จะมีประสิทธิผลมากน้อยแค่ไหนตามมาในทางปฏิบัติ พ.ร.บ.ดังกล่าวมีจำนวนทั้งสิ้น 38 มาตรา แต่ละมาตราอาจจะเหมาะสมกับแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์แตกต่างกันไป

ยกตัวอย่างเช่น พ.ร.บ.คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ในมาตรา 8 ระบุว่ากลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิในการจัดการศึกษาด้วยภาษาของตนเองที่เหมาะสมกับวิถีทางวัฒนธรรม ร่วมกับการศึกษาของรัฐทุกรูปแบบและทุกระดับ ซึ่งเหมาะกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต้องการผลักดันอนุรักษ์ภาษาแม่ของตนเอง หรือในมาตรา 37 ที่ว่าด้วย “พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์” โดยบัญญัติถึงสิทธิการใช้ประโยชน์และการจัดการทรัพยากรร่วมของชุมชนภายในพื้นที่คุ้มครอง
“ความท้าทายที่แท้จริงตอนนี้คือ ในทางปฏิบัติกฎหมายฉบับนี้จะนำไปสู่การเกิดผลการปฏิบัติ คุ้มครอง และส่งเสริมวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ได้จริงๆ หรือไม่ เป็นความท้าทายที่มากกว่าจะมาถกเถียงกันเรื่องชื่อคำนิยาม”
ร.ศ.ดร.ประสิทธิ์ชี้ว่า แม้วันนี้จะได้ใช้แค่คำว่ากลุ่มชาติพันธุ์ แต่ไม่ได้ใช้คำว่าชนพื้นเมือง ในภาษาที่ได้รับการรับรองจากราชการ แต่ก็ยังถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยที่มีการพูดถึงเรื่องนี้ในกฎหมาย และมีการคุ้มครองสิทธิหลายอย่างตามมา
“โดยรวมแล้วการมีกฎหมายดีกว่าไม่มี ส่วนจะใช้คำนิยามเรียกแทนตัวเองว่า ชนเผ่าพื้นเมือง หรือชาติพันธุ์ ก็เป็นไปตามความเข้าใจของสังคมหรือตัวผู้ใช้ ไม่มีผิดถูก”
ในบทสรุปของบทความ ‘การเมืองของการเรียกชื่อ’ ร.ศ.ดร.ประสิทธิ์ได้กล่าวว่า ‘การเมืองของการเรียกชื่อนั้นเห็นได้ชัดในชีวิตประจำวัน ที่กลุ่มชนเรียกตัวเองเป็นชื่อหนึ่ง ซึ่งมักมีความหมายว่าเป็นคน ขณะที่คนอื่นกลับเรียกพวกเขาในอีกชื่อหนึ่ง ที่มักจะมีความหมายในทางไม่ดีหรือเชิงดูถูก’
ดังนั้นแล้วเพื่อตอบคำถามที่ว่า ใครกันควรเป็นคนกำหนดชื่อเรียกของตนเอง คำตอบที่น่าจะใกล้เคียงที่สุด คือการที่เจ้าตัวไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง เลือกใช้คำนิยามที่พวกเขามองว่าเหมาะสมกับบริบทและประวัติศาสตร์ของกลุ่มตนเอง
เรื่อง: ร.ศ.ดร.ประสิทธิ์ ลีปรีชา / เรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ