ในบ้านของครอบครัวชนเผ่าพื้นเมือง ผู้หญิงยังเป็นคนทำงานบ้านเป็นหลัก แต่วันนี้ ขนบธรรมเนียมกำลังเปลี่ยนไป เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง ชวนอ่านเรื่องราวในบ้านของ 3 ครอบครัวม้ง ลาหู่และกะเหรี่ยง
เสียงไก่ขันปลุกรับเช้าวันใหม่ในบ้านเรือนไม้ ระหว่างที่สายตากำลังปรับกับแสงสลัวของย่ำรุ่ง ได้ยินเสียงกุกกัก ใครสักคนขยับตัวในห้องครัว
ผู้เขียนบิดตัวคลายเมื่อย เวลาออกทริปทำงานที่หมู่บ้านบนดอยเพื่อทำสารคดี ไม่มีรีสอร์ตหรือร้านอาหาร คนเมืองอย่างเราก็อาศัยนอนบ้านของพี่น้องชาติพันธุ์ ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น สัมภาษณ์เก็บข้อมูล แล้วก็ได้ฝากท้องกินอาหารที่ครอบครัวทำ ตกค่ำ นั่งผิงกองไฟใต้แสงดาวกับเจ้าบ้าน …ระหว่างวงกินดื่ม จะมีคนหนึ่งที่นั่งยิ้มเงียบๆ บางทีดื่มสักแก้ว แล้วย่องหายไปก่อนใคร
คนนั้นคือ คุณแม่และพี่สาวคนโตของบ้าน
พวกเธอตื่นเช้ากว่าใคร เพื่อมาหุงหาทำกับข้าวเช้าให้ทุกคน
ในบ้านงานเบา นอกบ้านงานหนัก?
ภาพคุณแม่ทำงานบ้านและเลี้ยงลูก คุณพ่อออกไปทำงานนอกบ้าน กลายเป็นภาพจำการแบ่งบทบาทหน้าที่หญิง-ชายในสังคมไทย
แม้งานดูแล (care work) ที่ผู้หญิงทำจะไม่สร้างรายได้เป็นเม็ดเงิน แต่เป็นสิ่งสำคัญเพราะทำให้ชีวิตและสังคมดำรงอยู่ ภาระงานดูแลอาจเป็นรากของปัญหาครอบครัว เช่น ความขัดแย้งหรือการใช้ความรุนแรงในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวยากจน ที่คาดหวังให้ผู้หญิงทำงานหาเงินนอกบ้านและทำงานในบ้านไปพร้อมๆ กัน
ปัจจุบัน หลายภาคส่วนจึงหันมาพูดคุยกันเรื่องความสำคัญของงานดูแลมากยิ่งขึ้นคู่รักรุ่นใหม่ในเมืองหลายคู่หันมาจัดความสัมพันธ์ชาย-หญิงใหม่ บางคู่มีลูกแล้ว ก็ยังคงทำงานประจำทั้งคู่ โดยซื้ออาหารกินจากนอกบ้านหรือจ้างคนมาช่วยดูแล
สำหรับสังคมชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง ไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกแบบในเมืองและเป็นสังคมเกษตร การกินอยู่ในชีวิตประจำวันเลยต้องทำกันเองแต่ละบ้าน ประกอบกับธรรมเนียมปฏิบัติตามประเพณี อันเป็นฉากหลังที่กำหนดบทบาทแต่ละเพศ เราคุยกับสามสาวชาติพันธุ์ม้ง ลาหู่และกะเหรี่ยง เพื่อสำรวจเรื่องนี้
พวกเธอเล่าว่า ค่านิยมโดยรวมแล้ว ผู้หญิงเป็นคนดูแลเรื่องในบ้าน โดยถูกมองว่าเป็นงานเบา ส่วนผู้ชายจะทำงานหนักอย่างการไปไร่
“แต่ผู้หญิงเองก็ทำไร่ด้วยเหมือนกัน ผู้หญิงม้งตื่นมาเลี้ยงหมู ทำอาหาร เลี้ยงลูก ห่อข้าวไปไร่ แล้วค่อยตามไปไร่” พี่นา – วชิราภรณ์ ภัทรเคหะ หญิงม้งวัย 53 และอดีตเจ้าหน้าที่สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (IMPECT) เล่า

หน้าที่แบบนี้กลายเป็นความคุ้นชินในชุมชน เด็กผู้หญิงโตมาพร้อมกับความคาดหวังว่า ตนต้องดูแลงานในบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกสาวคนโตที่ยังไม่ออกเรือน แม้แต่สาวม้งสมัยใหม่ที่มีงานนอกบ้านอย่างงานที่รีสอร์ต ก็ยังกลับบ้านมาทำงานบ้านอีกต่อหนึ่ง ถ้าไม่ทำจะถูกมองว่าเป็นผู้หญิงขี้เกียจ
หากผู้ชายที่ช่วยทำงานบ้านจะโดนมองว่าแปลก
“เป็นสามีที่ดีจังนะ”
“กลัวเมียล่ะซิ”
คำแซวที่สามีของพี่นาเจอบ่อยๆ เพราะช่วยพี่นาทำงานบ้าน แตกต่างจากครอบครัวม้งอื่นๆ ทั้งสองเจอกันตอนไปเรียนในเมืองและมองว่าเรื่องงานบ้าน ทำได้ทั้งชายทั้งหญิง
“ผู้หญิงม้ง ถ้าเราอยู่ได้ เราไม่อยากกลับบ้านเลย”
พี่นาเล่าว่า บทบาทผู้ดูแลของผู้หญิงม้งยิ่งซับซ้อนมากขึ้นเมื่อประกอบเข้ากับวัฒนธรรมการแต่งงาน สังคมม้งมีธรรมเนียมสืบเชื้อสายผ่านสายผู้ชาย หากผู้หญิงแต่งงานจะต้องออกจากตระกูลต้นกำเนิดของตน เพื่อเข้าร่วมตระกูลของสามี ทั้งด้านปฏิบัติและด้านจิตวิญญาณ
เมื่อผู้หญิงม้งหย่าร้างจะไม่ได้รับการยอมรับกลับเข้าตระกูลเดิม ไม่สามารถเข้าร่วมพิธีกรรมของครอบครัวเดิม ไม่มีสิทธิ์ในมรดก นอกจากนี้ ผู้ชายม้งมีภรรยาได้หลายคน อยู่ร่วมกันในบ้านหลังเดียว ทุกวันนี้ แม้แต่คนรุ่น 30-40 ก็ยังมีปฏิบัติแบบนี้
“เรื่องผู้หญิงรับผิดชอบงานบ้านเป็นปัญหา มันสร้างความรู้สึกตึงเครียด เป็นรากของปัญหาเลิกรา ผู้หญิงไม่มีเวลาดูแลสุขภาพตัวเอง แล้วถ้าครอบครัวนั้นไปไม่รอด เลิกรากัน ผู้หญิงก็ไม่ได้อะไรเลย”
ปัจจุบัน ชุมชนม้งพยายามปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมเพื่อยอมรับผู้หญิงที่หย่าร้างกลับสู่ครอบครัวพ่อแม่ รู้จักกันในชื่อ “พิธีผู่” หรือ “พาลูกสาวกลับบ้าน” แต่พี่นามองว่า พิธีกรรมนี้ยังคงอยู่ในระดับจิตวิญญาณ แต่ในทางปฏิบัติ พอผู้หญิงกลับมาอยู่บ้านพ่อแม่ ก็มักจะรู้สึกว่าตนเองเป็นภาระ แบกความอัปมงคลมาในบ้าน แล้วกลับมาเป็นคนแบกภาระงานบ้าน
“ผู้หญิงม้ง ถ้าเราอยู่ได้ เราไม่อยากกลับบ้านเลย ถึงบอกว่ารับกลับบ้น แต่ความรู้สึกที่ถูกปลูกฝังมานาน ก็ยังทำให้เรารู้สึกเป็นคนนอกอยู่ดี”
พี่นาพบว่า มีผู้หญิงม้งบางส่วนที่ปลูกบ้านอยู่คนเดียวหลังหย่า ซึ่งยังเป็นกรณีน้อยมาก เฉพาะคนที่มีอาชีพการงานมั่นคง เช่น เป็นพยาบาลหรือครู และที่สำคัญคือ ได้สินสมรสมาตั้งตัวหลังจากเลิกรา
ภาระแม่หลวง
สำหรับคนในบ้านห้วยชมภู อ.แม่สรวย จ.เชียงราย แสงเดือน ประกายพร หญิงลาหู่ดำวัย 49 คือ “แม่หลวงเดือน” ตำแหน่งแต่งตั้งอย่างไม่เป็นทางการโดยชุมชน ในฐานะภรรยาของพ่อหลวง (ผู้ใหญ่บ้าน)
ไม่มีตำแหน่งทางราชการ ไม่มีเงินเดือน แต่คือบทบาทที่แม่หลวงเดือนยินดีรับ แต่ก็ทำให้เธอหัวหมุน เพราะต้องแบ่งเวลาจากการดูแลเรื่องในบ้าน ทำสวนมาคอยช่วยเหลืองานชุมชนด้วย เช่น พาชาวบ้านไปหาหมอ ช่วยอ่านเอกสาร หรือเวลามีแขกมาหมู่บ้าน เธอก็ช่วยหุงหาทำกับข้าวให้พวกเขากิน
“ถ้าแขกมาก็ต้องเลี้ยงข้าว ต้องเลี้ยงไก่ไว้ อย่างน้อยต้องมีไข่ เจียวไข่ให้กิน บนดอยไม่มีร้านอาหาร บางคนมาอยู่ที่บ้านเรา จะไม่ให้เขากินข้าวก็ไม่ได้”

เธอกับสามีเจอกันตอนไปเรียนในเมืองและสร้างครอบครัวที่นั่น ชีวิตในเมืองมีสิ่งอำนวยความสะดวก และซื้อกับข้าวทานได้ ถึงชีวิตตอนนี้บนดอยจะเหนื่อยหน่อย แต่แม่หลวงเดือนก็ชอบแบบนี้ เพราะได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติและหาเก็บอะไรกินก็ได้ ไม่ต้องซื้อ
อีกแรงหนึ่งที่เป็นพลังให้เธอทุกวัน คือตัวพ่อหลวงเอง ที่รู้ว่างานชุมชน ทำให้ทั้งคู่ต่างยุ่งตลอดเวลา แม้สองสามีภรรยาไม่ได้ตกลงอะไรเป็นกิจจะลักษณะ แต่เป็นรู้กันว่าใครว่างก็ทำงานบ้าน
“เราเป็นภูมิแพ้ฝุ่น พ่อหลวงก็เลยกวาดบ้าน พ่อตาแม่ยายก็หัวค่อนข้างสมัยใหม่ อยู่บ้านเดียวกันไม่ว่าอะไร เขาก็ซักผ้าเขาเอง บางทีเรายุ่ง ก็เอาเสื้อผ้าไปใส่ตะกร้า พ่อหลวงซักของตัวเองแล้วก็ซักของเราด้วย” แม่หลวงเดือนเล่าปนเสียงหัวเราะ
แม่หลวงเดือนมองว่า การแบ่งหน้าที่ในบ้านแบบนี้ยังเป็นส่วนน้อยในสังคมลาหู่ ซึ่งปกติสะใภ้จะเป็นคนดูแลงานบ้านของครอบครัวและพ่อตาแม่ยาย เธอเชื่อว่า ธรรมเนียมเดิมค่อยๆ เปลี่ยนไปตามการปลูกฝัง ลูกชายวัยป.2 ก็ทยอยซึมซับ เห็นพ่อเป็นตัวอย่างว่า บทบาทชายหญิงในบ้านนั้น ไม่จำเป็นต้องติดกรอบแบบที่เคยเป็นมา
ครอบครัวสมัยใหม่; งานบ้านเป็นของทุกคน
สำหรับ จีน – จินตนา ประลองผล สาวกะเหรี่ยงปกาเกอะญอที่ทำงานในเมืองอยู่หลายปี ก่อนจะกลับมาสร้างครอบครัวที่บ้าน การเปลี่ยนแปลงนั้นเริ่มต้นจากที่บ้าน
เธอกับแฟนต่างเป็นคนรุ่นใหม่ที่ไปทำงานด้านสิทธิชุมชนกับมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) ก่อนจะตัดสินใจกลับมาสร้างครอบครัวได้ปีกว่าที่หมู่บ้านโป่งขนุน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ พร้อมกับทำงานกับชุมชน
ทั้งคู่ทำนา เปิดร้านขายมือถือ พร้อมๆ กับส่งเสริมเยาวชนในพื้นที่ให้ทำกิจกรรม เปิดทางเลือกให้คนรุ่นใหม่สนใจกลับมาอยู่ที่บ้านเกิด โดยมีเพจเฟซบุ๊ก โอะเคาะนา เลอะโป่งขนุน (ภาษาปกาเกอะญอ แปลว่า รอคอยเธอที่โป่งขนุน) เล่าเรื่องมนต์เสน่ห์ของหมู่บ้านท่ามกลางธรรมชาติ
“สมัยอยู่ในเมือง ความอิสระมีเยอะกว่านี้ เราไม่ต้องมานั่งแคร์สายตาคน แต่พอเรากลับมาอยู่บ้านแล้วต้องพิสูจน์ตัวเอง อะไรอย่างเดิมที่เคยทำเมืองก็ต้องปรับ เช่น เราเป็นผู้หญิง จะไม่ไปนั่งดื่มดึกๆ ได้บ่อยๆ” จีนเล่า “การจะเป็นผู้นำหญิงในชุมชนก็ต้องได้รับการยอมรับจากผู้ใหญ่ด้วย”

เธอกับสามี (มิโพ) คุยแลกเปลี่ยนกันว่า ต่างฝ่ายต่างเติบโตมาอย่างไร จีนเล่าว่า ครอบครัวเธอ แม่จะเป็นผู้นำในบ้าน พ่อเองก็ช่วยทำงานบ้านด้วย ขณะที่ บ้านของมิโพ ผู้ชายจะเป็นผู้นำในบ้าน และค่อยๆ หาจุดร่วมในการอยู่ร่วมกัน เช่น คนหนึ่งทำกับข้าว อีกคนล้างจาน คนหนึ่งซักผ้า อีกคนตากผ้า
ด้านผู้ชายเอง มิโพมองว่า การทำงานบ้านไม่ใช่เรื่องน่าอาย “ตอนผมเด็กๆ ผมแทบไม่เห็นผู้ชายล้างจาน แต่สมัยนี้เริ่มมีผู้ชายล้างจานเอง ส่วนใหญ่จะทำงานร่วมกัน ไปไร่ก็ช่วยกันทำ ไปไหนก็ไปด้วยกัน”
“ในสมัยก่อน มีค่านิยมว่าผู้ชายทำงานหนัก ผู้หญิงทำงานเบา แต่ในทางความเป็นจริงงานเหล่านั้นก็หนักไม่แพ้กัน เพราะเป็นงานไม่มีวันหยุด ต้องทำตลอดเวลา สำหรับผมแล้วงานเหล่านี้ต้องช่วยกันทำ” มิโพทิ้งท้าย
เรื่องราวของผู้หญิงม้ง ลาหู่ และปกาเกอะญอ สะท้อนให้เห็นว่า แม้งานดูแลบ้านและครอบครัวจะยังคงเป็นภาระหลักที่ผู้หญิงจำนวนมากต้องรับผิดชอบ แต่ขณะเดียวกัน ความเปลี่ยนแปลงก็กำลังเกิดขึ้นในหลายครอบครัว เมื่อผู้ชายเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในงานบ้านและการดูแลสมาชิกในครอบครัวมากขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “งานบ้านเป็นหน้าที่ของผู้หญิงหรือผู้ชาย” หากแต่เป็นว่า เราจะมองเห็นคุณค่าและแบ่งปันภาระของงานดูแลอย่างเป็นธรรมได้อย่างไร เพราะไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือบนดอย งานเหล่านี้ล้วนเป็นงานที่ทำให้ครอบครัวและชุมชนดำรงอยู่ได้ และไม่ควรตกอยู่บนบ่าของคนเพียงคนเดียว
เขียน: ณิชา เวชพานิช / บรรณาธิการ: ณฐาภพ สังเกตุ