ในโลกของการทำงานขับเคลื่อนสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง คงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ที่เราจะเห็นผู้หญิงชาติพันธุ์ออกมาทำงานอยู่แนวหน้า ยกตัวอย่างเช่น
- นิตยา เอียการนา ชาวม้งที่ปัจจุบันดำรงหน้าที่ผู้อำนวยการ สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (ศ.ว.ท.)
- ยุพิน งามยิ่ง และลัดดาวัลย์ ปัญญา สองผู้นำหญิงชาวกะเหรี่ยงลุ่มน้ำลําตะเพิน จ.สุพรรณบุรี ที่ต่อสู้เรื่องการทำไร่หมุนเวียนมาอย่างยาวนาน
- ชุติมา มอแลกู่ ผู้ได้รับรางวัลบุคคลดีเด่นด้านการส่งเสริม ปกป้อง และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สิทธิของกลุ่มคนเปราะบางประจำปี 2568 โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ทำงานผลักดันเรื่องสัญชาติให้กับกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน
4 บุคคลข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนของสตรีชนเผ่า ที่ได้ลบล้างค่านิยมว่าผู้หญิงไม่สามารถก้าวขึ้นมาทำงานขับเคลื่อนได้ และเนื่องในวันสตรีสากล 8 มีนาคม 2569 นี้ เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง ได้คัดเลือก 4 ผู้หญิงชนเผ่า มาบอกเล่าเรื่องราวของพวกเธอ เพื่อยืนยันสิทธิและเสรีภาพ ในการกำหนดทางเดินทางชีวิตของตนเอง
ดาราอาง-สิทธิสตรีไม่ได้ร่วงหล่นมาจากบนท้องฟ้า
คำ นายนวล ทำงานขับเคลื่อนสิทธิสตรีดาราอางว่าตั้งแต่ปี 2547 ในนามเครือข่ายสตรีดาราอาง เธอทำงานผลักดันเรื่องความเท่าเทียมทางเพศของบทบาทชายหญิง และสิทธิขั้นพื้นฐานในชุมชน โดยยืนยันเสมอว่า การเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงไม่ใช่การแย่งชิงอำนาจจากผู้ชาย แต่คือการทำให้ทั้งสองเพศมีสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน
“เราต้องอธิบายให้เขาเข้าใจว่าสิ่งที่เราขับเคลื่อน มันดีต่อทั้งผู้หญิงและผู้ชาย”

ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา คำ นายนวลเห็นผลกระทบของความไม่เท่าเทียมทั้งทางตรงและทางอ้อม และผู้หญิงคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เธอเล่าว่าในอดีต เวลามีการประชุมหมู่บ้าน ผู้หญิงแทบไม่มีสิทธิแม้แต่จะเสนอความคิดเห็น ผู้สูงอายุมักพูดกับผู้หญิงว่า
“แกเป็นแค่ผู้หญิงใส่กระโปรง ไม่ได้ใส่กางเกง จะทำงานขึ้นหลังคาได้อย่างไร”
ความย้อนแย้งคือ งานสำคัญหลายอย่างในชุมชนกลับเป็นหน้าที่ของผู้หญิง เช่น การจัดเตรียมสิ่งของในช่วงเข้าพรรษา หรือพิธีกรรมปิดประตูหมู่บ้าน, ปิดประตูเมือง ที่ผู้หญิงเป็นกำลังหลักในการประกอบพิธี
“ทั้ง ๆ ที่เราทำอะไรได้หลายอย่าง แต่กลับถูกบอกว่าไม่มีสิทธิ”
คำ นายนวลเติบโตมาในครอบครัวที่มีแต่ผู้หญิงสามพี่น้อง เธอจึงบอกว่าต้องรับผิดชอบทั้งงานบ้าน งานไร่ และภาระต่าง ๆ ไม่ต่างจากผู้ชาย
“ในอดีต ผู้หญิงดาราอางต้องตื่นแต่เช้า ตำข้าว ทำกับข้าว เตรียมทุกอย่างให้คนในบ้าน ทั้งที่งานเหล่านี้ทุกคนในครอบครัวสามารถช่วยกันทำได้”
คำ นายนวลกล่าวต่อมาวันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปมาก เธอภูมิใจที่เครือข่ายสตรีดาราอางสามารถสร้างพื้นที่ให้ผู้หญิงรวมกลุ่ม แสดงความคิดเห็น และเข้าไปมีบทบาทในพื้นที่ตัดสินใจของชุมชนได้มากขึ้น
วันนี้ผู้หญิงดาราอางไม่จำเป็นต้องอยู่เพียงในเรือนอีกต่อไป หลายคนออกไปค้าขาย ทำไร่ทำนา รับจ้างทั่วไป และสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ด้วยตนเอง
“เราภูมิใจที่ได้กอบกู้ศักดิ์ศรีของผู้หญิง และวันนี้มีผู้หญิงดาราอางที่เป็นแกนนำในครอบครัวมากขึ้น”

อย่างไรก็ดีแม้จะมีความก้าวหน้า แต่สิ่งที่คำ นายนวลยังอยากเห็น คือผู้นำหญิงดาราอางที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ
“ชาวดาราอางยังไม่มีผู้นำที่เป็นผู้หญิง เราอยากเห็นผู้หญิงลุกขึ้นมาเป็นผู้นำ”
สำหรับคำ นายนวล การต่อสู้ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงการเรียกร้องสิทธิ หากคือการเปิดทางให้ผู้หญิงดาราอางรุ่นต่อไป สามารถก้าวขึ้นมายืนอย่างสง่างาม ในฐานะผู้นำที่สังคมดาราอางยอมรับอย่างแท้จริง
กะเหรี่ยงโผล่ว-เมื่อผู้หญิงลุกขึ้นมาเป็นผู้นำ
จารุวรรณ เมืองแก่น หรือ “นกเอี้ยง” หญิงสาวชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโพล่ง จากบ้านห้วยหินดำ จ.สุพรรณบุรี เลือกกลับบ้านหลังเรียนจบในเมือง เพื่อมาเป็นเกษตรกรปลูกกาแฟ และขับเคลื่อนกิจกรรมในชุมชน ทั้งงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยง
“เราเคยอยู่ในเมือง แล้วกลับมาอยู่บ้าน มันเกิดการเปรียบเทียบว่าอยู่ที่ไหนมีความสุขกว่ากัน”

สำหรับจารุวรรณ คำตอบคือการเลือกทำในสิ่งที่ทำให้มีความสุข และการกลับบ้านคือความสุขนั้น แต่การกลับบ้านของจารุวรรณไม่ใช่แค่การกลับมาอยู่บ้าน และทำงานในบ้านเหมือนที่ค่านิยมสมัยก่อนคาดหวังจากผู้หญิง วันนี้เธอกลายเป็นหัวหน้าครอบครัวดูแลพ่อและแม่
“เมื่อก่อนผู้หญิงจะออกมาเป็นผู้นำครอบครัว หรือเป็นตัวแทนหมู่บ้าน มันแทบเป็นไปไม่ได้ด้วยความเชื่อที่บอกต่อกันมาว่าผู้ชายต้องเป็นใหญ่”
แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไป งานที่เคยถูกมองว่า “ผู้หญิงทำไม่ได้” ค่อย ๆ ถูกทลายกำแพงลง จนกลายเป็นเรื่องปกติ จารุวรรณย้อนเล่าถึงรุ่นแม่ของเธอ ที่แทบไม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา
“คุณตาบอกแม่ว่าไม่ต้องเรียน ผู้หญิงมีหน้าที่อยู่บ้าน ดูแลน้อง ทำอาหาร”

อย่างไรก็ตาม ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป รวมถึงการเข้ามาของสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ผู้หญิงรับรู้เรื่องกฎหมาย สิทธิ และนโยบายที่ยอมรับความเท่าเทียมทางเพศมากขึ้น เมื่อมีพื้นที่ ผู้หญิงก็กล้าออกจากบ้าน กล้าแสดงออก และกล้าทำในสิ่งที่เคยถูกห้าม
“บทบาทหน้าที่ระหว่างชายกับหญิง ในชุมชนแทบจะเท่ากัน ทุกวันนี้แกนนำส่วนใหญ่ในชุมชนเป็นผู้หญิงด้วยซ้ำ”
จารุวรรณเล่าให้ฟังต่อว่า ผู้หญิงกะเหรี่ยงโผล่วรุ่นแม่มักถูกมองว่าใจดี ยิ้มง่าย นุ่มนวล ขณะที่ผู้หญิงยุคใหม่ดูแข็งแรงและกล้าหาญมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเหมือนเดิม คือหัวใจที่ไม่ยอมแพ้
“สมัยก่อนมีแต่ผู้ชายแบกเครื่องตัดหญ้า แต่ตอนนี้ผู้หญิงก็แบกเครื่องตัดหญ้าได้ และตัดหญ้าเป็น”

ท้ายที่สุดแล้วในมุมมองของจารุวรรณ ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้หมายถึงการแข่งขันระหว่างเพศ หากคือการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความเคารพ
“วันนี้เราอยู่ร่วมกันแบบผู้ชายให้เกียรติผู้หญิง ผู้หญิงก็ให้เกียรติผู้ชาย” จารุวรรณกล่าวทิ้งท้าย
สตรีชนเผ่าภาคอีสาน “ผู้หญิงทุกคนมีศักยภาพ แต่สิ่งที่ไม่เท่ากันคือโอกาส”
ภาวี กิ่งประทุม เป็นอีกหนึ่งผู้นำชาวกูยที่ออกมาทำงานขับเคลื่อนอย่างกระตือรือร้น เธอรับหน้าที่กองงานเลขาสมาคมชาติพันธุ์กูย และประธานสภาสตรีชาติพันธุ์ภาคอีสาน รวมทั้งบทบาทอื่นๆ ที่พยายามสร้างพื้นที่เชื่อมโยงผู้หญิงชาติพันธุ์ในภูมิภาคอีสานให้ลุกขึ้นมามีเสียงและมีพลังของตนเอง
สภาสตรีชาติพันธุ์ภาคอีสานที่เธอร่วมขับเคลื่อน มีเป้าหมายเพื่อสร้างเครือข่ายและหนุนเสริมผู้หญิงจากหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ซึ่งบางเผ่ามีความเข้มแข็งแล้ว แต่บางกลุ่มยังต้องการการสนับสนุน

เธอยกตัวอย่างพี่น้องกูยในจังหวัดสกลนคร ที่มีผู้หญิงลุกขึ้นมาทำหน้าที่ขับเคลื่อนประเด็นของชาติพันธุ์ตนเอง แต่เมื่อกลับไปถ่ายทอดความรู้ในชุมชน กลับไม่ได้รับการตอบรับหรือความร่วมมืออย่างที่ควรจะเป็น
“เราทำหน้าที่หนุนเสริมและสร้างพลัง ให้ความมั่นใจแก่พวกเขาว่า สิ่งที่คุณทำมันถูกต้องแล้ว ดีแล้ว” ภาวีกล่าว พร้อมสะท้อนว่าผู้หญิงจำนวนไม่น้อยยังขาดความมั่นใจและกำลังใจในการก้าวออกมาทำงานสาธารณะ
สำหรับเธอ ประเด็นสำคัญไม่ใช่การผลักดันให้ผู้หญิงต้องออกมาเป็นผู้นำ หากคือการทำให้ผู้หญิงมีทางเลือก
“ผู้หญิงต้องมีทางเลือกในการทำงานที่ตนเองอยากทำ ถ้าเรารอแต่ผู้ชาย โดยที่ผู้หญิงด้วยกันไม่เข้าไปหนุนเสริม เราจะขาดโอกาสนั้นไป”
ภาวีมองว่า การทำงานเพื่อชุมชนไม่ควรถูกมองว่าเป็นหน้าที่ของผู้ชายเท่านั้น ผู้หญิงเองก็มีองค์ความรู้และความสามารถเฉพาะตัว ที่ควรได้รับพื้นที่ในการแสดงศักยภาพ
อย่างไรก็ตาม เธอย้ำชัดว่า การเสริมพลังไม่ควรกลายเป็นการบีบบังคับ แต่คือการเปิดโอกาสเรียนรู้และให้ผู้หญิง เลือกทำในสิ่งที่สนใจได้อย่างอิสระ
นอกจากนี้ภายหลังพระราชบัญญัติคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ประกาศใช้เมื่อเดือนกันยายนปี 2568 ที่ผ่านมา ภาวีพบว่าผู้หญิงกูยตื่นตัวมากขึ้น มีความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของตนเอง รู้สึกถึงการมีตัวตน และอยากออกมาเป็นผู้นำในชุมชนมากขึ้น
โดยเฉพาะในบทบาทการเป็นผู้นำสืบสานงานประเพณีและพิธีกรรม ที่ผู้หญิงมักเป็นผู้รักษาและสืบทอดองค์ความรู้ ยกตัวอย่าง “ประเพณีแกมอ” ซึ่งผู้หญิงจะทำหน้าที่เป็นแม่หมอ ผู้รับร่างทรง และเป็นผู้เตรียมเครื่องประกอบพิธี ตั้งแต่ดอกไม้ ธูป เทียน ไปจนถึงรายละเอียดต่าง ๆ ในพิธีกรรม

“ผู้หญิงทุกคนมีศักยภาพ แต่สิ่งที่ไม่เท่ากันคือโอกาส” เธอกล่าว พร้อมย้ำว่าผู้หญิงมีพลังของการให้และการสร้างอยู่ในตัว เพียงแต่ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม
ภาวีสะท้อนต่อว่า ผู้หญิงกูยโดยภาพรวมเป็นคนขยัน มุมานะ รักสงบ และใช้ชีวิตตามจารีต แต่สิ่งที่น่ากังวลคือทัศนคติของสังคมภายนอกที่ยังมองสตรีชนเผ่าพื้นเมืองด้วยสายตาแปลกแยก
“พอเห็นว่าเป็นผู้หญิงชนเผ่า เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ก็มักถูกด้อยค่า มองว่าแต่งตัวแปลก ๆ เป็นคนไทยหรือเปล่า”
สำหรับเธอ ความคิดเช่นนั้นไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมที่เรียกตัวเองว่าพหุวัฒนธรรม ความหลากหลายทางชาติพันธุ์คือความงดงาม ไม่ใช่เหตุผลของการแบ่งแยก
ผู้หญิงไทดำ-กับบทบาทนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเพื่อที่ดินของตนเอง
อิสรีย์ พรายงาม ตัวแทนที่เติบโตมาจากกลุ่มเยาวชนสืบสานภูมิปัญญาไทดำ จากจ.สุราษฎร์ธานี เธอเติบโตมาพร้อมกับคำถามเรื่องที่ดินทำกินที่ยังไม่คลี่คลาย และเลือกจะไม่ยืนดูอยู่เฉยๆ วันนี้อิสรีย์ทำงานทั้งด้านการศึกษานอกระบบให้กับเยาวชนในชุมชน และการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาที่ดินของชุมชน
อ่านเรื่องราวปัญหาที่ดินของชาวไทดำ จ.สุราษฎร์ธานี ได้ที่; https://imnvoices.com/?p=5678
“เราเป็นลูกหลานเป็นเจ้าของที่ดิน เราต้องลุกขึ้นมาสู้ ถ้าไม่สู้ก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน”

อิสรีย์เล่าถึงบทบาทของผู้หญิงไทดำในทุกวันนี้ว่า ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตแบบผู้หญิงยุคใหม่ ออกไปทำงาน เรียนหนังสือ และมีโอกาสทางการศึกษาไม่ต่างจากผู้ชาย หลายคนก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำในระดับท้องที่และท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม ความทรงจำวัยเด็กยังสะท้อนรอยแผลของความเหลื่อมล้ำ ชาวไทดำ จ.สุราษฎร์เคยอยู่ในพื้นที่ที่เธอเรียกว่า “ไข่แดง” รอบข้างเป็นสังคมคนเมือง เมื่อต้องออกไปเรียนหนังสือในพื้นที่อื่น ความแตกต่างกลับกลายเป็นเหตุของการถูกเลือกปฏิบัติ เพราะผู้คนยังไม่รู้จักหรือไม่เข้าใจว่าไทดำคือใคร
“ไม่ว่าเราจะเป็นไทดำหรือชาติพันธุ์ใด อยากให้ลบภาพจำว่าชาติพันธุ์ไม่ใช่คนไทย ไม่ว่าสัญชาติ ชาติพันธุ์ หรือเพศไหน ทุกคนมีความเป็นคนอย่างเท่าเทียมกัน”
นอกจากนี้อิสรีย์เชื่อว่า ผู้หญิงไม่ควรถูกจำกัดบทบาทไว้เพียงหลังบ้าน หรือถูกมองเป็น “ช้างเท้าหลัง” เท่านั้น เพราะผู้หญิงมีความคิด มีภาวะผู้นำ และมีพลังในการกำหนดทิศทางของชุมชน รวมทั้งในงานพิธีกรรมของชาวไทดำจะมี “องค์หมอ” ซึ่งเป็นผู้ชาย และ “องค์มด” ซึ่งเป็นผู้หญิง ทำหน้าที่ประกอบพิธีและเป็นผู้ช่วยหมอ นี่คือภาพสะท้อนว่าผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในพื้นที่จิตวิญญาณและวัฒนธรรมของชุมชนมาโดยตลอด

“อยากให้ผู้หญิงชาติพันธุ์ทุกชาติพันธุ์ลุกขึ้นมาแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงมีศักยภาพ และสามารถปกป้องครอบครัว ปกป้องชุมชนได้” อิสรีย์กล่าวทิ้งท้าย ก่อนจบประโยคสุดท้ายว่า
“ฉันเชื่อว่าการถูกกดทับ จะเปลี่ยนเป็นความกล้าออกมาเผชิญหน้าให้แก่ผู้หญิง”
เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ