โอ ทินภัทร ภัทรเกียรติทวี ชาติพันธุ์ปกาเกอะญอเล่าว่า เมื่อปี 2557 เขาเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ที่มีความฝันอยากเป็นนักเล่าเรื่อง เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่สำนักข่าวไทยพีบีเอส เปิดรับสมัครอบรมนักข่าวพลเมืองภาคเหนือ ในประเด็นชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง
โอกาสดังกล่าวทำให้โอได้เรียนรู้กระบวนการผลิตสื่อ จนเขาได้โอกาสทำงานร่วมกับไทยพีบีเอสในฐานะผู้ผลิตรายการองศาเหนือ, ที่นี่บ้านเรา, และภูมิภาค 3.0 เป็นต้น นอกจากนี้เขายังได้นำประสบการณ์การทำงานร่วมกับไทยพีบีเอส มาสร้างเป็นทีมโปรดักชั่นของตนเองในนาม ‘โพควา โปรดักชั่น’
“ไทยพีบีเอสไม่ได้ทำหน้าที่นำเสนอข่าวอย่างเดียว” โอกล่าว “แต่ยังทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้คนที่สื่อกระแสหลักทำไม่ได้”
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าจากเหตุการณ์ที่ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พร้อมคณะ สส. พรรคภูมิใจไทย ได้ยื่นเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติรวม 5 ฉบับ ได้แก่ ร่างแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับองค์กรและกองทุน 4 แห่ง (สสส., ไทยพีบีเอส, กองทุนการกีฬาฯ และกองทุนผู้สูงอายุ) เพื่อปรับเปลี่ยนระบบเงินบำรุงจากการจัดสรรภาษีเหล้า บุหรี่โดยตรง มาเป็นการรับจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล สร้างความสั่นคลอนและบทสนทนาที่ตามมามากมายถึงคุณค่าขององค์กรเหล่านี้ และประสิทธิภาพจากเงินภาษีที่พวกเขาใช้
เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองชวนสำรวจเรื่องดังกล่าว ผ่านเสียงของคนทำงานกับชุมชนชาติพันธุ์ ที่ทำงานทั้งทางตรงและทางอ้อม ร่วมกับองค์กรอย่างไทยพีบีเอส และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
บทบาทของสื่อสาธารณะในประเด็นชนเผ่าพื้นเมือง
“เราสังเกตมานานแล้วว่า ไทยพีบีเอสมีการให้ข่าวที่โน้มเอียงไปทางคนเมืองที่เป็นฐานคนดู ตั้งแต่เรื่องไฟป่า มีการนำทุกคนมาสัมภาษณ์ ยกเว้นชาวบ้านในพื้นที่ จนมาถึงเรื่องกะเหรี่ยงบางกลอย มีการพาดหัวข่าวว่า ชายชาวกะเหรี่ยงพิการถูกหลานทิ้งไว้กลางป่า”
น้ำ อัญชลี อิสมันยี ศิลปินจากวงคีตาญชลีและสมาชิกของภาคีเซฟบางกลอย ได้วิจารณ์บทบาทของสื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอสว่า หลายเหตุการณ์ทำงานโดยไร้การตรวจสอบ และพึ่งพิงข้อมูลที่ได้รับมาจากหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว ทั้งๆ ที่หัวใจของสื่อสาธารณะ อัญชลีมองว่า คือการทำงานอยู่เคียงข้างกลุ่มคนที่ไม่มีปากมีเสียงในสังคม โดยไม่อ้างความเป็นอิสระคือความเป็นกลาง
“การทำงานของไทยพีบีเอสบางครั้งชี้นำสังคมให้มองกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยอคติ” อัญชลีกล่าว “แต่เรายังคงยืนยันชัดเจนว่า ไทยพีบีเอสต้องเป็นอิสระจากรัฐบาลและกลุ่มทุน”
อัญชลีกล่าวว่า ต่อให้เธอจะไม่เห็นด้วยกับการทำงานของไทยพีบีเอสในบางครั้ง แต่เธอก็ไม่เห็นด้วยกับการพยายามเปลี่ยนแปลงช่องทางงบประมาณของไทยพีบีเอส ให้อยู่ภายใต้รัฐบาล เพราะความเป็นอิสระของไทยพีบีเอสอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทำให้สังคมได้ติดตามสกู๊ปข่าวเชิงลึกที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
“พรบ.ชาติพันธุ์ฯ ที่เพิ่งผ่าน เราแทบไม่เห็นเรื่องราวเหล่านี้ในสื่อกระแสหลัก แต่ไทยพีบีเอสเป็นสื่อที่ติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง”
โอกล่าวต่อจากอัญชลีว่า ทุกวันนี้ประเด็นเรื่องสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่สามารถขายได้ในเชิงพาณิชย์ ดังนั้นบทบาทของสื่อสาธารณะ จึงจำเป็นอย่างมากในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่ไม่สามารถสร้างมูลค่าได้ทางเศรษฐกิจ โอมองว่าไทยพีบีเอสไม่ใช่สื่อที่ทำข่าวต่อต้านรัฐ แต่กำลังทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของรัฐ ในการมองเรื่องการพัฒนาและการทำงานอย่างรอบด้าน เพื่อเป็นสื่อสะท้อนว่า การทำงานของรัฐบาลนั้นส่งผลกระทบในด้านใดบ้าง โดยเฉพาะกับชุมชน
“เราควรดีใจที่วันนี้สังคมยังมีสื่อสาธารณะที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ” โอกล่าว “หลายครั้งประชาชนไม่ได้พื้นที่โดยตรงในการสื่อสารกับรัฐ จึงต้องอาศัยพื้นที่สื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอส”
โอกล่าวทิ้งท้ายในประเด็นนี้ว่า ก่อนการเกิดขึ้นของไทยพีบีเอส สังคมแทบไม่ค่อยเห็นปัญหาของชุมชนชาติพันธุ์ในหน้าสื่อกระแสหลัก แต่ทุกวันนี้เรากลับเห็นปัญหาในหลากหลายพื้นที่ผุดขึ้นมา จากบทบาทของไทยพีบีเอส ที่ทำหน้าที่คอยรายงานข่าวที่สื่อพาณิชย์ช่องอื่นๆ ไม่สนใจ
บทบาทของ สสส. ในการหนุนเสริมการทำงานกับชุมชนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง
เนย-รัชชา สถิตทรงธรรม เป็นผู้ก่อตั้งเพจ "ตะลอนตะหลอด The Local Space" และหนึ่งในคณะทำงานเครือข่าย Lampang MOVE เขาทำงานสื่อสารประเด็นกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองพื้นที่ภาคเหนือตอนบน และงานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนในจังหวัดลำปาง โดยได้รับทุนสนับสนุนการทำงานบางส่วนจากกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
“ถ้าการสนับสนุนของสสส.หายไป มันจะมีกลุ่มคนในพื้นที่ห่างไกลอีกมาก ที่ไม่สามารถเข้าถึงกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพราะลำพังการเรียนรู้จากระบบราชการ ไม่ได้เพียงพอให้คนคนหนึ่งได้รับโอกาสในชีวิตอย่างเพียงพอ”
เนยมองว่า ความพยายามแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับองค์กรและกองทุน 4 แห่งครั้งนี้ เป็นเกมการเมืองที่ฝ่ายการเมือง ต้องการควบคุมภาคประชาสังคมที่ทำงานตรวจสอบและไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับรัฐบาล เนยคิดว่าเพราะการมีอยู่ขององค์กรอย่าง สสส. ที่ให้ทุนสนับสนุนภาคประชาสังคมทำงาน จนทำให้การทำงานพัฒนาต่างๆ ของภาครัฐ เป็นไปอย่างไม่ราบรื่นเพราะถูกตรวจสอบและคัดค้าน
อย่างไรก็ดีเนยเชื่อว่าในสังคมที่ควรจะเป็นนั้น เราไม่สามารถพึ่งพาการทำงานของหน่วยงานราชการได้ตลอดเวลา เขายกตัวอย่างโครงการ ‘ปิดเทอมสร้างสรรค์’ ที่ได้ร่วมทำงานว่า โครงการเหล่านี้ทำให้เด็กในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงได้เข้าถึงโอกาส และทำให้พวกเขาเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่า โตขึ้นไปพวกเขาอยากทำอะไร ที่ไปไกลกว่าแค่ในห้องเรียน
ทางด้าน โซดา สุนารี วารีขจรผล อินฟลูเอนเซอร์เจ้าของเพจ Sunaree travel alone เคยร่วมโครงการลดอคติชาติพันธุ์ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. โซดาได้ทำการผลิตซีรี่ย์วิดีโอสั้น นำเสนอเรื่องการปลูกไร่ข้าวโพดของกลุ่มชาติพันธุ์ ให้ผู้ชมได้รับรู้ถึงกระบวนการของการทำพืชเชิงเดี่ยว ที่เกิดการโต้เถียงและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันผ่านบทสนทนาที่เกิดขึ้นจากชิ้นงานของเธอ
“ถ้าไม่มีทุนสนับสนุนอย่าง สสส. เราก็ไม่มีทุนไปทำงานเช่นนี้ได้”
โซดากล่าวว่า ก่อนหน้าที่เธอจะได้รับทุนสนับสนุนจาก สสส. นั้น เธอเริ่มทำงานสื่อสารผ่านเงินส่วนตัวของตนเอง แต่เมื่อมีทุนจากภายนอกเข้ามาสนับสนุน ก็ทำให้เธอสามารถพัฒนาศักยภาพเนื้อหาให้ออกมาดีขึ้นได้ หากวันหนึ่งการสนับสนุนเหล่านี้ของ สสส. หมดไป โซดาจำเป็นต้องกลับไป ลดขอบเขตงานของตนเองให้น้อยลงตามทรัพยากรที่เธอมี
“งานสื่อสารอย่างที่เราทำอยู่นั้นมันยังจำเป็น สำนักข่าวกระแสหลักไม่ได้นำเสนอเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานบางอย่างที่กลุ่มชาติพันธุ์ควรรู้ มันไม่ได้มีใครจากภายนอกมาบอกพวกเขา ดังนั้นงานสื่อสารที่เราทำ มันเข้าถึงชุมชนได้มากขึ้น อีกมุมหนึ่งมันก็เข้าถึงคนภายนอก ให้เข้าใจชุมชนชาติพันธุ์ได้มากขึ้นเช่นกัน” โซดากล่าวทิ้งท้ายในประเด็นนี้
ในวิกฤตมีโอกาสให้องค์กรกลับมาทบทวนตัวเอง
หลายเสียงสะท้อนที่ออกมาตอนนี้ วิพากษ์วิจารณ์ประสิทธิภาพขององค์กรสาธารณะอย่างไทยพีบีเอสและ สสส. คนที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับองค์กรเหล่านี้เอง ก็เล็งเห็นว่าในวิกฤตที่องค์กรเหล่านี้ถูกตรวจสอบจากสังคมภายนอก ก็ถือเป็นโอกาสที่พวกเขาควรได้กลับมาทบทวนบทบาทการทำงานของตนเอง
โซดากล่าวว่า อยากให้ สสส. เปิดโอกาสให้คนธรรมดาทั่วไป ที่อยากทำงานประเด็นสังคมหรือทำงานเพื่อชุมชน สามารถเข้าถึงทรัพยากรในการทำงานโดยไม่ต้องผ่านองค์กรตัวกลางในการรับทุน เธอมองว่าในฐานะคนทำงานตัวเล็กๆ และ สสส. เป็นองค์กรขนาดใหญ่จากส่วนกลาง เธอแทบไม่มีโอกาส เข้าถึงพวกเขาได้โดยตรง
“อยากให้ สสส. เปิดรับคนและรูปแบบการทำงานใหม่ๆ โดยไม่ยึดติดกับผู้ขอทุนหน้าเดิมๆ ที่มีคอนเนคชั่นกันอย่างเดียว ถ้าในอนาคต สสส.เปิดช่องทางให้คนตัวเล็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลได้ทำงานด้วยโดยตรง เราคงเห็นประโยชน์ของสสส.ได้มากกว่านี้”
ขยับมาที่เนย ในฐานะกลุ่มที่รับทุนจาก สสส. มาทำงานร่วมกับชุมชน เขากล่าวว่า ตัวชี้วัดและกระบวนการเอกสารของ สสส. นั้น สร้างความกังวลใจให้กับคนทำงานเป็นอย่างมาก หลายครั้งเจ้าหน้าที่ของ สสส. จากส่วนกลางก็มีทัศนคติที่ไม่เข้าใจข้อจำกัดของชุมชนและคนทำงานในพื้นที่ เนยอยากเห็นระบบการทำงานตรวจสอบและติดตามของ สสส. ทำให้คนทำงาน ทั้งองค์กรกลางที่ขอทุนและคนหน้างานในพื้นที่ ยังคงสามารถทำงานร่วมกันโดยมีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่
“สิ่งที่ สสส.ควรปฏิรูปคือ การลดความยิบย่อยของระบบตรวจสอบ เรื่องของเอกสารที่เป็นแผ่นกระดาษ นี่คือเหตุผลที่ภาคีเครือข่าย และคนที่เคยทำงานด้วยกันกับเราหลายคน ทำกับเราครั้งเดียวและไม่ไปต่อ กระบวนการตรงนี้ทำให้คนกลางอย่างเราสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปด้วย”เนยกล่าว
ทางฝั่งโอ จากโพควา โปรดักชั่น กล่าวว่าด้วยโครงสร้างของไทยพีบีเอส ที่มีทั้งทรัพยากร กำลังคน และงบประมาณที่เพียบพร้อม สิ่งที่สามารถพัฒนาได้คือ การรายงานข่าวต่อประเด็นใดประเด็นหนึ่งด้วยความเข้าใจอย่างลงลึก และควรกำหนดวาระการสื่อสารประเด็นใดประเด็นหนึ่งให้ไปในทิศทางเดียวกัน
“สิ่งที่เราเห็นตอนนี้คือ การสื่อสารของไทยพีบีเอสต่อเรื่องชาติพันธุ์ ยังไปคนละทิศทางกัน”
โอกล่าวว่าในช่วงเวลาวิกฤตขององค์กร ไทยพีบีเอสควรกลับมาทบทวนตัวเองว่า การบริหารจัดการงบประมาณของพวกเขานั้นคุ้มค่ากับสิ่งที่สังคมได้รับกลับมาหรือไม่ รวมทั้งเขาอยากเห็นการจัดสรรงบประมาณที่เป็นธรรมต่อผู้ผลิต โดยวัดผลกันที่ฝีมือและคุณภาพของผลงาน มิใช่จากชื่อเสียงหรือสายสัมพันธ์ที่คนเหล่านั้นมีกับองค์กร
ท้ายที่สุดทางน้ำ อัญชลี ก็มองเรื่องนี้ว่า การพยายามแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ จะส่งผลทำให้องค์กรสาธารณะเหล่านี้ถูกปิดปากจากรัฐบาล ผลที่ตามมาคือพื้นที่สื่อสารและการเรียนรู้ของชุมชนชาติพันธุ์จะถูกเบียดบังด้วยสิ่งอื่นๆ ที่ไปในทิศทางเดียวกันกับการพัฒนาของรัฐเข้ามาทดแทน ข่าวอีกหลายข่าวที่มีคุณภาพจะหายไป โครงการและกิจกรรมกับชุมชนจะไม่เกิดขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ว่าทำไมคนชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ควรที่จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะมันคือการรักษาพื้นที่ให้องค์กรเหล่านี้ยังคงอยู่อย่างอิสระ และยังสามารถทำงานร่วมกับชุมชนได้ต่อไป