“เราไม่ได้มารับจ้าง เรามาด้วยใจของเรา แล้วเราก็เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจริงๆ”
ผู้เข้าร่วมชุมนุมหญิงปกาเกอะญอ อายุ 32 ปีเล่าว่า เธอเห็นการแสดงความคิดเห็นของคนมากมายตามหน้าสื่อออนไลน์ต่างๆ ซึ่งกล่าวหาว่ามวลชนที่มาเดินขบวนต่อต้านธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ถูกจ้างมา ซึ่งนั่นไม่เป็นความจริง
แต่เป็นเพราะรัฐบาลไม่เคยรับฟังเสียงความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริงต่างหาก การรวมตัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบ จึงเกิดขึ้นบริเวณสี่แยกพระราม 4 จังหวัดกรุงเทพฯ ในวันนี้ 15 ตุลาคม 2569 โดยมีเป้าหมายที่จะเคลื่อนขบวนไปที่หน้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สถานที่จัดงาน “IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026”
การรวมตัวครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวนมากจากหลายกลุ่ม ตั้งแต่เครือข่ายต่อต้านธนาคารโลกและ IMF แรงงาน เกษตรกร ผู้หญิง กลุ่มชาติพันธุ์ นักสิทธิมนุษยชน นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และบุคคลทั่วไป ที่ต้องการคัดค้านการพัฒนาที่เอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม แต่ผลักภาระปัญหาที่ตามมาให้คนส่วนใหญ่
ในแถลงการณ์ของคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน-กป.อพช. ยังมีการพูดถึงเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ที่ถูกกดดัน ข่มขู่ และคุกคามจากภาครัฐที่เกิดขึ้นตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงขั้นขู่ฆ่านักปกป้องสิทธิมนุษยชน รวมทั้งตั้งคำถามต่อแนวคิดที่ใช้การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ ทั้งที่ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หรือได้รับส่วนแบ่งเป็นธรรมเพียงใดจากความมั่งคั่งนี้ ทั้งยังชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของระบบเศรษฐกิจที่เปิดทางให้ภาคเอกชนแสวงหาผลกำไร ขณะที่ความเสี่ยงจากการลงทุนและความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจตกเป็นภาระของรัฐและประชาชน
เครือข่ายต่อต้านธนาคารโลกและ IMF จึงประกาศจุดยืนและข้อเรียกร้อง 7 ข้อ คือ
- คืนอำนาจกำหนดอนาคตให้ประชาชน ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐและทุนผูกขาด
- พลังงานต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่แหล่งกอบโกยกำไรของทุน
- หยุดก่อหนี้สาธารณะเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ทุน
- สวัสดิการคือสิทธิ งานดูแลคืองานสร้างชีวิต
- ผู้ก่อความเสียหายต้องชดใช้ ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนรับกรรม
- หยุดคุกคามประชาชน
- รื้อโครงสร้างเศรษฐกิจที่รับใช้ทุน ทลายอำนาจผูกขาดของระบอบสีน้ำเงิน
(อ่านเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1DoAdVRGB4/)
ในขบวนแห่งการเรียกร้อง พี่น้องชาติพันธุ์จากพื้นที่ต่างๆ เหนือจรดใต้ ตะวันตกจรดตะวันออก ต่างมองว่าทิศทางการพัฒนาไม่ใช่เรื่องไกลตัว และส่งผลโดยตรงต่อชีวิตของผู้คนในชุมชน จึงตัดสินใจเดินทางมาเข้าร่วมการชุมนุม
หญิงปกาเกอะญอคนเดิมเล่าความกังวลของชุมชนต่อเมกะโปรเจกต์ ที่รัฐบาลมักจะบอกว่าทำขึ้นเพื่อ “พัฒนาพื้นที่” จากประสบการณ์ที่ผ่านมา โดยยกตัวอย่างโครงการสร้างเขื่อนและอุโมงค์ผันน้ำยวม ที่ผ่านความเห็นชอบมาตั้งแต่ปี 2564 ว่าการพัฒนาเหล่านี้จะกินพื้นที่ที่อยู่อาศัยของพี่น้องชาติพันธุ์เป็นบริเวณกว้าง เสี่ยงสูญเสียสิทธิในการใช้พื้นที่ทำมาหาเลี้ยงชีพ และกระทบวิถีชีวิตดั้งเดิมที่มีมาของคนในชุมชน เช่น พิธีมอเลเวของชาวลาหู่ ซึ่งจัดขึ้นปีละครั้งเพื่อขอบคุณธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงชีวิตและเป็นแหล่งอาหารของชุมชน
ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้คนเท่านั้น แต่เราจะเสียป่าต้นน้ำชั้นดีที่อุดมสมบูรณ์ของประเทศไปด้วย ไม่เว้นแม้แต่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ป่าอนุรักษ์หรือป่าสงวน อย่างป่าอมก๋อย ป่าแม่แจ่ม ป่าแม่ยวม และอื่นๆ ย่อมสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก
“สำหรับคนที่เขามีที่ดินที่อื่น เขาก็จะโชคดี แต่สำหรับคนที่ไม่มีที่ดินเลย เขาก็จะไม่มีแม้แต่ที่อยู่อาศัยแล้ว”
ชุมชนได้มีการพูดคุยและประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมเสนอข้อกังวลไปยังกลุ่มที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่แล้ว แต่ยังต้องติดตามต่อไปว่าโครงการจะเดินหน้าต่ออย่างไร เพราะเคยมีความพยายามผลักดันโครงการนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ก่อนจะกลับมาผลักดันอีกครั้งในช่วงนี้ เพราะกำลังจะหมดอายุความอ้างอิงในการเริ่มโครงการลงภายในเดือนตุลาคม 2569
ลงทุนวันนี้ ใช้หนี้หมดวันไหน
“เดี๋ยวรัฐบาลก็จะขึ้นภาษี ขึ้นค่าน้ำมัน ค่าแก๊ส ค่าไฟฟ้า แน่นอนอยู่แล้วครับ เพราะถ้าเราไปกู้เงินมาแล้ว ก็ต้องใช้หนี้ คนใช้หนี้ก็คือประชาชนทั่วไปอย่างเรานี่แหละครับผม”
ด้านผู้ชุมนุมชายชาวลาหู่วัย 25 ปี เดินทางมาจากจังหวัดเชียงราย มองว่าปัญหาสำคัญคือการกำหนดนโยบายของรัฐบาล ที่ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น หมุดหมายของเขาในวันนี้คือต้องการให้รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ธนาคารโลก และ IMF รับฟังเสียงของชุมชนและให้ความสำคัญกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการต่างๆ มากขึ้น เพราะการเข้ามาของกลุ่มทุนและเอื้อผลประโยชน์ของรัฐบาลจะทำให้นายทุนในประเทศนี้ร่ำรวยขึ้น กลับกันที่ประชาชนไม่ได้อะไรแต่ต้องร่วมรับผิดชอบ
เขายกตัวอย่างกรณีเขื่อนปากมูล เขื่อนผลิตไฟฟ้าบนแม่น้ำมูล อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี โครงการที่มีข้อพิพาทและประเด็นผลกระทบสิ่งแวดล้อม-สังคมที่ยาวนานและรุนแรงมากโครงการหนึ่ง ว่ากระทบต่อวิถีชีวิตและการทำมาหากินของชุมชนที่อยู่ในพื้นที่อย่างมาก โดยชาวบ้านบางส่วนต้องเปลี่ยนจากการทำประมงไปประกอบอาชีพอื่น เช่น ทำนา ทำสวน เขายังกล่าวด้วยว่าเคยได้รับข้อเสนอเรื่องการเยียวยา แต่จนถึงกำหนดตามที่เคยรับปาก ชาวบ้านก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาที่เหมาะสมและครอบคลุม แม้เวลาจะล่วงเลยมา 29 ปีแล้วก็ตาม
ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เขากังวลว่า ชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนอาจได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อมีการดำเนินโครงการที่อ้างเรื่องการอนุรักษ์ แต่อาจกลายเป็นการฟอกเขียวและมีผลประโยชน์ทางธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง
การพัฒนาเศรษฐกิจจึงไม่ควรพิจารณาเพียงผลประโยชน์ที่ประเทศหรือกลุ่มทุนจะได้รับ แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนด้วย และเพราะไม่มั่นใจเงื่อนไขข้อตกลงต่างๆ ผู้เข้าร่วมจึงยังคงปักหลักอยู่บนท้องถนนแม้ว่าฝนจะโปรยลงมาตลอดช่วงบ่ายก็ตาม แสดงให้ถึงความหนักแน่นและความกังวลใจที่ประชาชนมีต่อเรื่องนี้อย่างมาก ว่าหากรัฐบาลกู้เงินมาใช้แล้ว ภาระหนี้และค่าใช้จ่ายต่างๆ จะตกอยู่กับประชาชน รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติที่อาจเสียไปจากโครงการต่างๆ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้ชุมชนและชาวบ้านมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อการตัดสินใจที่ส่งผลต่อชีวิตของพวกเขา
ทั้งนี้งาน IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จะดำเนินต่อไปจนถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2569 จึงจำเป็นต้องจับตาความเคลื่อนไหวของการประชุม รวมถึงท่าทีต่อข้อเรียกร้องของเครือข่ายประชาชน ว่าเสียงของผู้ที่ได้รับผลกระทบจะได้รับการรับฟังมากน้อยเพียงใด ส่วนการชุมนุมของพี่น้องภาคประชาชน จะยังดำเนินต่อถึงพรุ่งนี้ 16 ตุลาคม 2569