เป็นกระเหรี่ยงมาจากพม่า ตามบัตรแรงงานของไทยระบุว่ากระเหรี่ยงไม่มีประเทศ กระเหรี่ยงที่อยู่พม่าได้รับความลำบากมากๆๆโดนทหารพม่ายิงตายแบบหมา พอมาอยู่ไทยได้ที่ร่มเย็นทำลืมตัววัวลืมตีนคบไม่ได้ แผ่นดินก็ไม่มีจะอยู่จริงต้องกระทืบให้น่วม มาอยู่ไทยไม่เคารพสิทธิ คนไทยกวนตีน – คอมเม้นต์หนึ่งใน Facebook เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569
คนไทยผู้มีอำนาจก็แปลกเลี้ยงเด็กต่างชาติอย่างดี แต่กับคนไทยเอาเปรียบเรามากๆ น่าฆ่าทิ้ง – คอมเมนต์รูปเด็กนักเรียนแต่งชุดกะเหรี่ยงจากเพจ สาวกะเหรี่ยงพาเที่ยว family
แม้ประเทศไทยจะเพิ่งประกาศใช้ พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่พบว่านับตั้งแต่เปิดศักราชใหม่มานี้ กลุ่มชาติพันธุ์ตกเป็นเป้าหมายโจมตี จากกลุ่มชาตินิยมสุดโต่ง ที่ขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องประวัติศาสตร์ความเป็นมาของประเทศไทยโดยสิ้นเชิง สำหรับพวกเขาเหล่านี้แนวคิด ‘ไทยเดียว’ เป็นค่านิยมที่ถูกปลูกฝังมาจากระบบการศึกษา ทำให้เขาเชื่อว่าคนอื่นในสังคมที่แตกต่างไปจากเขาทั้งภาษาพูด เครื่องแต่งกาย และวิถีชีวิตนั้นไม่ใช่พลเมืองไทย เหตุการณ์ที่ชัดเจนที่สุดเหตุการณ์หนึ่งคือการที่ ‘ตี๋ กลุ่มไทยไม่ทน’ ไปทำร้ายหนุ่มกะเหรี่ยง โดยมีคำกล่าวที่ว่าเป็นคนกะเหรี่ยงทำไมถึงมีบัตรไทย
เพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์ชาตินิยมเกินขอบเขต เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองพูดคุยกับ ศ.เกียรติคุณ ดร.ยศ สันตสมบัติ จากคณะสังคมศาสตร์ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจงกิ อยู่ตะ ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง เจ้าของเพจ ‘Kikiboo‘ ที่มีสโลแกน ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ และลดอคติทางชาติพันธุ์
การศึกษาล้มเหลว ก่อให้เกิดแนวคิดชาตินิยมสุดโต่ง
ดร.ยศมองว่า ความเป็นไทยถูกสร้างขึ้นมาในช่วงกลางของยุครัตนโกสินทร์ เพราะในสมัยอยุธยานั้น นิยามของ ‘ความเป็นไทย’ ยังไม่ได้ถูกหลอมรวมให้เป็นหนึ่งเดียวเหมือนในปัจจุบัน แต่แท้จริงแล้วรากฐานของความเป็นไทยคือ ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยมีกลุ่มคนในตระกูลภาษาไท-กะได เช่น ไทใหญ่, ไทน้อย, ไทแดง, ไทดำ, ไทยวน และไทเขิน เป็นส่วนประกอบสำคัญที่หล่อหลอมทางวัฒนธรรมร่วมกันมาอย่างยาวนาน
ดร.ยศมองว่าวันนี้มีคนบางกลุ่มในสังคม พยายามนำตัวเองไปยึดติดกับความเป็นไทย ซึ่งเมื่อยึดติดมากเกินไปสามารถพัฒนาให้เกิดเป็นความรุนแรง อย่างที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และสามารถต่อยอดความรุนแรงต่อไปอีกได้ หากสังคมไม่ลุกขึ้นมาต่อต้านหรือทำอะไร
โดยแนวคิดชาตินิยมดังกล่าวเกิดขึ้นผ่านการจัดตั้งจากรัฐ โดยมีจุดเริ่มต้นจากนโยบายชาตินิยมสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่จำเป็นต้องสร้างความเป็นไทยขึ้นมา ผ่านระบบการศึกษาที่รวมศูนย์ และถูกจัดการโดยหน่วยงานส่วนกลาง แม้จะเป็นเรื่องจำเป็นตามยุคสมัยในช่วงเวลาดังกล่าว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ดร.ยศมองว่า การศึกษาแบบรวมศูนย์จากส่วนกลาง มองไม่เห็นความหลากหลายในสังคม โดยมุ่งแต่จะสร้างความเป็นหนึ่งเดียวทางนโยบาย
โดยเมื่อรัฐสร้างความเป็นไทยได้สำเร็จอย่างแข็งแกร่ง ผลลัพธ์ที่ตามมาคือคุณภาพของประชากรที่มองคนอื่นที่ไม่ได้เรียกตัวเองว่าคนไทยเป็นคนอื่น สิ่งนี้ได้สร้างความเป็นอื่นให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมาช้านาน จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ที่แม้โลกและองค์ความรู้จะพัฒนาไปไกลแล้ว แต่ยังมีคนหยุดความรู้ของตนเองไว้ที่เดิม
โดยมุมมองของดร.ยศ มองว่าความไม่รู้สามารถแก้ไข ปรับเปลี่ยนได้เมื่อได้รับความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ กลุ่มคนที่พยายามหาจุดขายให้กับตนเอง ใช้กระแสผ่านโลกออนไลน์ในการแสดงพฤติกรรมที่ได้รับเสียงเชียร์ และการสนับสนุนจากคนในสังคม ทั้งๆ ที่เป็นพฤติกรรมที่อยู่นอกเหนือขอบข่ายของกฎหมาย
ดร.ยศ ทิ้งท้ายด้วยการชวนมองว่า วันนี้ประเทศพัฒนาแล้วอย่าง นิวซีแลนด์ แคนาดา หรือออสเตรเลีย ให้ความเคารพกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง ผ่านกระบวนการเรียนรู้และสร้างจิตสำนึกใหม่ร่วมกัน ตัดภาพมาที่สังคมไทย วันนี้เราจะสร้างระบบการศึกษาและสังคมอย่างไรที่มีความเคารพต่อคนอื่น ซึ่งอย่างน้อยๆ วันนี้การมี พรบ.คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี มันสามารถทำให้เครือข่ายชาติพันธุ์สามารถทำงานขับเคลื่อน สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับสังคมไทยได้มากขึ้นกว่าเดิม
ชาตินิยมแบบสร้างสรรค์
ถัดจากดร.ยศ เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมืองได้รับโอกาสพูดคุยกับเจงกิ อยู่ตะ อายุ 29 ปี ชาติพันธุ์กะเหรี่ยง จากอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เขาเป็นหนึ่งในนักสื่อสารชาติพันธุ์ ที่มักออกมาเคลื่อนไหวให้ข้อมูลเรื่องประวัติศาสตร์ของชาวกะเหรี่ยง และสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ผ่านเพจ ‘Kikiboo‘ ของเขาอยู่เสมอ
เจงกิมองกระแสชาตินิยมตอนนี้ด้วยความกังวล และวิเคราะห์ว่า เรื่องความเกลียดชังหรืออคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ สามารถแยกกลุ่มคนออกมาได้ 3 กลุ่ม
กลุ่มแรกคือ คนที่มีความคิดชาตินิยมที่มาจากประสบการณ์ส่วนตัว คนเหล่านี้อาจมีประสบการณ์ส่วนตัวที่ไม่ค่อยดีกับกลุ่มคนชาติพันธุ์ หรือคนจากประเทศเพื่อนบ้าน ผสมรวมกับความห่วงทรัพยากรในชาติของตนเอง
กลุ่มถัดมาคือ คนที่อาจไม่ได้มีอคติ หรือมีประสบการณ์ส่วนตัว แต่คนกลุ่มนี้ใช้ประโยชน์จากคนกลุ่มที่หนึ่ง หาประโยชน์ให้กับตัวเอง ยกตัวอย่างคนกลุ่มนี้เช่น สื่อบางสำนัก ที่มักเขียนข่าวโจมตีกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อแลกกับกระแสความนิยม หรือกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อหาฐานเสียงและทรัพยากรให้กับตนเอง
สำหรับเจงกิแล้ว กลุ่มที่น่ากลัวที่สุดคือกลุ่มผู้มีอำนาจในประเทศนี้ พวกเขามีทรัพยากรจากรัฐที่มากเพียงพอ หากพวกเขาต้องการปลุกระดมความเกลียดชัง ดั่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างไทย-กัมพูชา เจงกิมองว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้มีอำนาจอยากใช้ประโยชน์จากกระแสชาตินิยม การยุยงปลุกปั่นสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เพื่อผลประโยชน์ของพวกเขา
เพราะในยามคับขัน การตีตราคนกลุ่มอื่น มักเป็นเครื่องมือที่รัฐใช้เพื่อหาแพะรับบาป ให้กับปัญหาที่ตนเองทำงานผิดพลาด กลุ่มคนที่มีอำนาจต่อรองทางสังคมน้อยที่สุด มักกลายเป็นแพะรับบาปเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่มีอัตลักษณ์แตกต่างกับคนไทยกระแสหลัก ยกตัวอย่างในอดีตที่ผ่านมาเช่น การทำสงครามยาเสพติด ที่กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่สูง มักถูกโยนความผิดทั้งหมดให้
ในฐานะตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ เจงกิไม่ได้รู้สึกสบายใจที่แม้วันนี้สังคมไทยจะยอมรับกลุ่มชาติพันธุ์มากขึ้น แต่ยังคงใช้ความเป็นอื่นในการตีตราคนกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะคนจากประเทศเพื่อนบ้าน
เจงกิอธิบายว่าความชาตินิยมของเขามีที่มาจากการชื่นชอบศึกษาประวัติศาสตร์, วรรณกรรมและการเมืองไทย เขายกย่องปัญญาชนในอดีตของไทย ที่สามารถรับมือกับภัยคุกคามจากจักรวรรดินิยม แม้ประเทศไทยในตอนนั้นจะเป็นเพียงชาติเล็กๆ แต่ก็ไม่ตกเป็นอาณานิคมของใคร
นอกจากนี้เจงกิยังได้หยิบยกมุมมองการปกครองของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มีมุมมองการปกครองมองประชาชนเป็นคนไทยทุกคน เขาถือว่าแนวคิดเช่นนี้เป็นความฉลาดทางการปกครอง
เจงกิภูมิใจในชาติที่เขาเกิดและเติบโตมา ที่มีความสงบโดยตลอด เขาภูมิใจในวัฒนธรรมต่างๆ ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และแผ่นดินที่รวมกันเป็นรัฐชาติแห่งนี้ สามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับชาติพันธุ์ต่างๆ
เจงกิสรุปว่าแนวคิด ‘ไทยเดียว’ อาจมีความจำเป็นในอดีตในการรวมชาติ แต่ในวันนี้มันกำลังกลายเป็นความผิดพลาดของรัฐไทยในการสร้างชาติ เพราะวันนี้แนวคิดดังกล่าว ส่งผลให้สังคมไทยมีภาพจำความเป็นไทยเดียว ที่บิดเบี้ยวไปจากข้อเท็จจริง
เขียนและเรียบเรียง: ณฐาภพ สังเกตุ