“မႂ်ႇသုင်” (ใหม่สูง) สวัสดีค่ะ หนูเป็นเด็กที่เติบโตมากับภาษาไทยใหญ่ ได้ยินปู่ย่าตายาย พ่อแม่ และคนในชุมชนพูดคุยกันด้วยภาษาไตมาตั้งแต่จำความได้ ภาษาไทยใหญ่จึงเป็นภาษาแรกในชีวิต เป็นภาษาที่ทำให้นึกถึงบ้าน และให้ความรู้สึกถึงการเป็นตัวเองในทุกครั้งที่ได้ยิน
“สบายดีไหม ?”
คำถามนี้ไม่ได้ถามกับใคร แต่หนูรู้สึกอยากถามเข้าไปในใจของตัวเอง เมื่อทุกวันที่เติบโตขึ้นและเข้าสู่รั้วโรงเรียน หนูกลับเริ่มรู้สึกว่า การพูดจาของเราแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ เพราะในห้องเรียนทุกคนใช้ภาษาไทยกลาง ในสังคมภายนอกวัยรุ่นแม้กระทั่งที่เห็นได้ชัดว่ามาจากบ้านเดียวกับหนูก็ใช้ภาษาไทยกลาง อย่างเช่นละหย่ง เพื่อนของหนูที่เรียนอยู่ชั้น ม.5 โรงเรียนเวียงแหงวิทยาคม ชื่อของเพื่อนถ้าเขียนเป็นภาษาไทยใหญ่นั้นอ่านว่า ‘หล้าหย่ง’ ซึ่งมีความหมายว่า กระต่ายที่งดงาม วันนี้เพื่อนบอกหนูว่า กังวลจะไม่ได้รับการยอมรับจากคนอื่น หากใช้ภาษาแม่ในที่สาธารณะ
ไม่ใช่เรื่องผิด หากบางคนกลัวเพื่อนฟังไม่รู้เรื่อง บางคนกลัวถูกล้อ บางคนกลัวคำถามว่า “พูดอะไรกัน”
แม้กระทั่งตัวหนูเองด้วยก็เคยรู้สึกอาย หลายครั้งหนูเลือกเปลี่ยนมาใช้ภาษาไทยกลาง ทั้งที่กำลังคุยกับเพื่อนไทยใหญ่ด้วยกัน เพราะกลัวสายตาของคนรอบข้าง และกลัวว่าจะถูกมองว่าแตกต่าง
เรื่องนี้สะท้อนสิ่งที่ Marie-Eve Bouchard นักวิชาการด้านสังคมภาษาศาสตร์จาก University of British Columbia อธิบายไว้ว่า ความรู้สึกไม่มั่นใจในการใช้ภาษาไม่ได้เกิดจากตัวภาษา แต่เกิดจากค่านิยมทางสังคม ที่มองว่าภาษาบางภาษาหรือสำเนียงบางสำเนียง มีคุณค่ามากกว่าภาษาอื่น เมื่อผู้คนถูกล้อเลียนหรือถูกตัดสินจากภาษาที่ใช้ พวกเขาจึงค่อย ๆ หลีกเลี่ยงภาษาแม่ของตนเองเพื่อให้กลมกลืนกับคนส่วนใหญ่
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญของหนูเกิดขึ้นในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน
ทุกปี หมู่บ้านกรุงจ่อบ้านของหนูจะจัดการเรียนการสอนภาษาไทยใหญ่ให้กับเด็กในชุมชน ครั้งนั้นหนูมีโอกาสเป็นผู้สอนให้รุ่นน้องบ้าง การได้ยืนอยู่หน้าห้องเรียนทำให้หนูเห็นสิ่งที่ไม่เคยสังเกตมาก่อน เด็กจำนวนไม่น้อยไม่สามารถอ่านหรือเขียนภาษาไทยใหญ่ได้
บางคนพูดได้เพียงเล็กน้อย บางคนยอมรับตรง ๆ ว่ารู้สึกไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาไทยใหญ่อีกแล้ว เพราะที่บ้านหันมาพูดภาษาไทยกลางมากขึ้น ส่วนที่โรงเรียนก็ไม่มีโอกาสใช้ภาษาแม่
ภาพเหล่านั้นทำให้หนูเริ่มตั้งคำถามว่า เราจะยังสบายดีอยู่ไหม … หากคนรุ่นใหม่เลิกใช้ภาษาไทยใหญ่ วันหนึ่งภาษาแม่ของเราจะเหลืออะไรอยู่บ้าง โชคดีที่ยังมีพื้นที่เรียนรู้ภาษาแม่ในบางแห่ง เช่นที่โรงเรียนบ้านหลักแต่ง ตำบลเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง ยังคงจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไตตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 โดยมีแม่ส่าจิ่งกี่เป็นครูผู้สอน เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมของตนเองควบคู่ไปกับการศึกษาในระบบ
แม่ส่าเล่าว่า ภาษาไทยใหญ่เขาไปอยู่ในหลักสูตรของโรงเรียนบ้านหลักแต่งมากกว่า 10 ปีแล้ว หากนับรวมสถานที่ตั้งเก่าก็ราว 32 ปี เนื่องจากโรงเรียนบ้านหลักแต่งเด็กไทยใหญ่เป็นจำนวนมาก
จริง ๆ โรงเรียนเมื่อก่อนโรงเรียนตั้งอยู่ที่ชายแดน แต่ไม่มีภารโรงเลยไปขอไปเป็นคนชงน้ำชา เป็นคนต้มน้ำ คนปิดประตู ต่อมาได้มีบุคลากรแจ้งว่าต้องการคุณครูสอนภาษาไทยใหญ่นอกเวลา เลยได้พยายามศึกษาแนวทางวิธีการสอนมาเรื่อย ๆ จนพอมีการย้ายมาตั้งโรงเรียนหลักแต่ง ทางผู้บริหารก็ได้เอาภาษาไทยใหญ่มาสอนร่วมในหลักสูตรด้วย”
เมื่อเทียบกับประสบการณ์ของตัวเอง ที่ได้มีโอกาสออกไปทำกิจกรรมกับเยาวชนจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ มากขึ้น ในช่วงปี พ.ศ. 2568 – 2569 ที่ผ่านมา ทำให้หนูยิ่งเข้าใจว่าประเทศไทยไม่ได้มีเพียงภาษาเดียว มีกลุ่มชาติพันธุ์ – ชนเผ่าพื้นเมืองอีกมากกว่า 60 กลุ่มที่อยู่ร่วมและเป็นส่วนสำคัญในชาติ ซึ่งแต่ละชาติพันธุ์ที่ต่างมีภาษา วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์เป็นของตนเอง
การตั้งคำถามว่า “สบายดีไหม” ของหนูจึงได้คำตอบกับตัวเองแล้ว เพราะว่าไม่มีเหตุผลใดเลยที่เราจะต้องอายรากเหง้าของตัวเอง ในทางกลับกัน การเติบโตมากับสองภาษาเหมือนเป็นข้อได้เปรียบเสียด้วยซ้ำ ตามที่งานวิจัยของศาสตราจารย์ Ellen Bialystok นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยยอร์ค ประเทศแคนาดา ซึ่งค้นพบพบว่า เด็กที่เติบโตในสภาพแวดล้อมสองภาษา มีแนวโน้มพัฒนาทักษะด้านการควบคุมความสนใจ การคิดเชิงบริหาร และการแก้ปัญหาได้ดีขึ้น อีกทั้งยังอาจช่วยชะลอการแสดงอาการของโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย
สำหรับหนูจึงกลายเป็นว่า ภาษาไทยกลางช่วยให้เรียนหนังสือ ติดต่อราชการ และสื่อสารกับสังคมวงกว้าง ส่วนภาษาไทยใหญ่ช่วยเชื่อมโยงกับครอบครัว ชุมชน และวัฒนธรรมของตนเอง ทั้งสองภาษาไม่ได้กำลังแข่งขันกัน ไม่มีภาษาไหนเรียกร้องหรือบังคับให้หนูต้องปฏิเสธอีกภาษาไป
เรื่องนี้ทำให้หนูนึกถึงเรื่องเล่าของ เจ้าเสือข่านฟ้า (ၸဝ်ႈသိူဝ်ၶၢၼ်ႇၾႃႉ) ที่ได้ยินมาตั้งแต่เด็กหลายคนจะจดจำพระองค์ในฐานะผู้รวบรวมเมืองไต แต่สิ่งที่ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรื่องราวของสงคราม หากคือภาษา วัฒนธรรม และความทรงจำร่วมของผู้คน ภาษาไทยใหญ่ จึงกลายเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายเมืองให้เข้าใจกัน จนส่งต่อมาถึงคนรุ่นหนู
แม้ว่าในทางประวัติศาสตร์ เมื่อย้อนกลับไปในช่วงสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม (พ.ศ. 2481–2487 และ พ.ศ. 2491–2500) ประเทศไทยเองเคยมีนโยบายรัฐนิยม เพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของชาติ โดยกำหนดให้ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ โดยใช้เป็นการสื่อสารหลัก ใช้ในการเรียนการสอนและใช้ในการติดต่อราชการ จนทำให้ภาษาชาติพันธุ์มีพื้นที่ในการใช้ลดลง
ซึ่งครูกีรฏิยา กันทะนัน ครูภาษาไทยโรงเรียนเวียงแหงวิทยาคม บอกว่าแม้ไม่เคยมีนโยบายห้ามสอนภาษาแม่ แต่เจ้าตัวก็ทันตอนที่ได้มีการรณรงค์ให้ใช้ภาษาไทยกลางในสถานการณ์ที่เป็นทางการ ซึ่งสร้างบรรยากาศกดดันอย่างมากในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ก็เป็นข้อดีให้นักเรียน เยาวชน หรือคนในกลุ่มชาติพันธุ์จะได้ปรับตัวให้รับกับการดำเนินนโยบายของประเทศ
คงเป็นเรื่องน่าเสียดาย หากวันหนึ่งคนรุ่นใหม่ไม่สามารถอ่านอักษรไทยใหญ่ หรือสื่อสารด้วยภาษาแม่ของตัวเองได้อีก เพราะเมื่อภาษาหายไป เรื่องเล่า ประวัติศาสตร์ และตัวตนของผู้คนจำนวนมากก็อาจถูกลืมหายไปพร้อมกัน
หรือ “สบายดีค่ะ”
เพราะภาษาแม่ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราด้อยกว่าใคร แต่คือสิ่งที่บอกว่าเรามาจากไหน และทุกครั้งที่เรากล้าพูดภาษาแม่ เราไม่ได้กำลังเดินย้อนกลับไปสู่อดีต จึงไม่ควรมีใครด้อยค่าตนเอง หรือถูกด้อยค่าเพียงเพราะพูดภาษาแม่ของตัวเอง หนูหวังว่าเด็กไทยใหญ่ และเด็กชาติพันธุ์ทุกคน จะเติบโตในสังคมที่สามารถพูดภาษาแม่ได้อย่างภาคภูมิใจ โดยไม่ต้องกลัวสายตา คำล้อเลียน หรือการถูกตัดสิน เพราะทุกภาษาล้วนควรได้รับการเคารพ วันนี้หนูจึงพร้อมจะบอกกับตัวเองว่า
(ၶႃႈတေဢမ်ႇဢၢႆတီႈလၢတ်ႈၵႂၢမ်းတႆးႁဝ်း)
** ภาพประกอบ นโยบายรัฐนิยมด้านสังคมและวัฒนธรรม ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่มา : อนุสรณ์ครบรอบ 100 ปี ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม. 14 กรกฎาคม 2540.
เขียนโดย: ดาวเรือง ลุงมู