เราทุกคนต่างรู้จัก 12 นักษัตร ใช่ไหม ?? … ชวด ฉลู ชาล เถาะ …

แล้วรู้มั้ยว่า ชื่อของ 12 นักษัตร เป็นภาษาอะไร ??

ศุรวิษฐ์ ศิริพาณิชย์ศกุนต์ เกิดเมื่อปี 2518 อาศัยอยู่ที่บ้านหนองขวาว ต.หนองขวาว อ.ศิขรภูมิ จ.สุรินทร์ เป็นผู้สืบสายเลือดจากชาติพันธุ์ “กูย”

เขายืนยันว่า ชื่อเรียกของ 12 นักษัตรที่เราคุ้นหูกันมายาวนาน เป็นภาษาดั้งเดิมของชาวกูย

“กูย” เป็นชาติพันธุ์ที่สืบสายเลือดกันมาอย่างยาวนานหลายพันปี ปัจจุบันกระจายตัวตั้งถิ่นฐานอยู่ใน 4 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวีนออกเฉียงใต้ ที่ประเทศไทย กัมพูชา ลาว และเวียดนาม แต่ในความเห็นของศุรวิษฐ์ ชาวกูยในอาเซียนกลับไม่ได้ถูกพูดถึงและไม่ถูกยอมรับว่าเป็นกลุ่มคนที่มีอัตลักษณ์เป๋นของตัวเองอย่างที่ควรจะเป็น แต่มักถูกเหมารวมว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกับชาวเขมร ทั้งที่เขาเคยทำโครงการสำรวจฐานข้อมูลชาติพันธุ์กูยในประเทศไทย และพบว่า มีคนเชื้อสายกูยอาศัยอยู่ในประเทศไทยถึงประมาณ 3 ล้านคน

เมื่ออ้างอิงตามหลักฐานเช่นนี้ ศุรวิษฐ์ จึงมั่นใจว่า ชาวกูยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยทางตอนใต้ของภาคอีสานในปัจจุบัน มีบรรพบุรุษเป็นกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ที่นี่มาตลอดหลายพันปี ไม่ใช่กลุ่มที่อพยพมาจากดินแดนอื่น เขายังบอกอีกว่า เมื่อไม่นานมานี้ เพิ่งจะขุดค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ที่มีอายุราว 5,000 ปี ที่ จ.นครราชสีมา และมี DNA เป็นสายพันธุ์เดียวกับชาวกูยในปัจจุบัน

ขอม เป็นกลุ่มคนที่มีบันทึกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ต่างๆมากมาย จึงทำให้เป็นอาณาจักที่มีความรุ่งเรืองอย่างมากในอดีต โดยเฉพาะวิชา “คชศาสตร์” หรือ ศาสตร์ในการดูแล “ช้าง” สัตว์บกขนาดใหญ่ที่สุด และมีบทบาทสำคัญในการทำศึกสงคราม ซึ่งวิชานี้ ก็ถูกสืบทอดเป็นมรดกมาถึงชาวกูย

“ก่อนฝรั่งเศสจะเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พื้นที่นี้ยังไม่มีเส้นแบ่งเขตแดนความเป็นรัฐชาติที่ชัดเจน ชาวขอม หรือ ชาวกูย ก็อยู่กันอย่างกระจายตามพื้นที่ต่างๆ และเมื่อลากเส้นแบ่งเขตแดนเป็นไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม ชาวกูย จึงถูกตัดขาดออกจากกัน กลายเป็นคนกลุ่มน้อยในแต่ละรัฐ และเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีรัฐเป็นของตัวเอง”

“ดังนั้น กูย คือ ขอม … กูย ไม่ใช่ ส่วย … ส่วยเป็นชื่อที่คนนอกเรียกเรา … และ กูย ไม่ใช่เขมร … เพียงแต่อารยะธรรมและโบราณต่างๆที่สำคัญของอาณาจักรขอมในอดีต ไปอยู่ในเขตแดนของกัมพูชาในปัจจุบัน เช่น นครวัดนครธม จึงทำให้ถูกเหมารวมเป็นเขมรไปทั้งหมดเลย”

ดังนั้น สาเหตุสำคัญที่ทำให้ กูย ยังคงถูกมองผ่านอย่างไม่มีตัวตน ศุรวิษฐ์ วิเคราะห์ว่า เป็นเพราะ “ภาษากูย” กำลังเลือนหายไปอย่างมีนัยสำคัญจากหลายปัจจัย ทั้งการไม่มีอาณาเขตเป็นรัฐชาติของตัวเอง การอยู่กันอย่างกระจัดกระจายในหลายประเทศ ขาดการส่งต่อภาษาเขียนและตัวอักษรมาจากบรรพบุรุษ การถูกล้อเลียนว่าเป็น “คนอื่น” มาตลอดหลายสิบปีทำให้ไม่กล้าใช้ภาษาพูดของตัวเอง รวมถึงการถูกเปลี่ยนแปลงคำเรียกสถานที่ต่างๆที่เคยเป็นภาษากูยไปเป็นภาษาอื่น

ปัจจุบันกลุ่มคนที่สืบเชื้อสายชาติพันธ์กูยในประเทศไทย อาศัยอยู่ในแถบอีสานใต้ ที่ นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี จึงยังมีทั้งสถานที่และชื่อเรียกสิ่งต่างๆอีกมากมายที่ศุรวิษฐ์ ยืนยันว่า เคยมีคำเรียกดั้งเดิมเป็นภาษากูยแต่ถูกทำให้เปลี่ยนแปลงไปตามชนชั้นปกครองที่เข้ามาในยุคสมัยต่างๆ และเมื่อชาวกูย มีสถานะเป็นเพียง “ผู้ถูกปกครอง” มาตลอด พวกเขาก็เป็นฝ่ายที่ต้องปรับตัวไปตามสภาพสังคม ทำให้แม้แต่ชาวกูยรุ่นใหม่ปัจจุบัน (พ.ศ.2567) ก็ไม่เข้าใจภาษากูยแล้ว

“ภาษากูยที่หายไป” จึงเป็นความกังวลอย่างมากสำหรับชาวกูยอายุ 50 ปี (เขียนเมื่อ พ.ศ.2567) ที่มีความตั้งใจจะรักษาละส่งต่ออัตลักษณ์ของชาติพันธุ์กูยต่อไปยังคนรุ่นหลัง

ศุรวิษฐ์ สรุปให้เห็นถึงสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงต่อการหายไปอย่างถาวรของภาษากูย โดยแบ่งชาวกูยในประเทศไทยออกเป็น 3 กลุ่ม ตามสถานะการใช้ภาษาดั้งเดิม

กลุ่มที่ 1 … รักษาการพูดภาษากูยในชุมชนไว้ได้อย่างเข้มแข็ง … เป็นกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่ชนบท การพัฒนาจากภายนอกยังมาถึงไม่มากนัก

กลุ่มที่ 2 … ชาวกูยที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับพหุวัฒนธรรมที่เข้ามาในพื้นที่พร้อมการพัฒนาต่างๆ … กลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด ส่วนใหญ่ปรับตัวไปใช้ภาษาไทย ลาว เขมร ตามวัฒนธรรมใหม่ที่เข้ามาเพื่อให้อยู่รอดในสังคมที่เปลี่ยนไป เป็นกลุ่มที่สำรวจพบว่า พ่อแม่พูดภาษากูยกับลูกหลานน้อยลงไปจนถึงไม่พูดเลย เด็กๆในกลุ่มนี้บางส่วนอาจยังฟังภาษากูยได้ แต่ไม่สามารถสื่อสารโต้ตอบได้

กลุ่มที่ 3 … เคยอยู่ในสถานะเป็นกลุ่มที่ 2 มาก่อน แต่ถูกกลไกทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองการปกครองเข้ามาเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เปลี่ยนชื่อหมู่บ้าน สถานที่ต่างๆจากภาษากูยไปเป็นภาษาอื่นจนหมดสิ้น

“ฟื้นฟูภาษากูยให้กลับคืนมาอีกครั้ง” จึงเป็นภารกิจสำคัญที่ ศุรวิษฐ์ ประกาศอย่างเข้มแข็งว่า จำเป็นต้องทำอย่างเร่งด่วน และมั่นใจว่ามีหนทางที่สามารถทำได้

“ที่ผ่านมาเราเคยพยายามสอดแทรกโดยการประสานกับโรงเรียนตะเคียนกูยวิทยา อ.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์ ให้เปิดสอนวิชาภาษากูยกับให้กับเด็กชาติพันธุ์กูยมาแล้วทั้งในระดับประถมและมัธยม ซึ่งแรกๆก็ได้รับความสนใจค่อนข้างดี แต่ความสนใจจะเรียนก็ลดน้อยลงไปเรื่อยๆในเวลาต่อมา เพราะเป็นวิชาที่ไม่ได้ถูกนำวัดผลการเรียน ไม่มีเกรด เด็กๆก็ต้องไปให้ความสำคัญกับวิชาอื่นที่มีผลต่อการเรียนต่อของเขามากกว่า”

เมื่อความพยายามครั้งแรกในการเปิดเรียนภาษากูยไม่ประสบความสำเร็จ ในปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา ศุรวิษฐ์ ซึ่งเป็นกรรมการบริหารชมรมชาวกูยและสมาคมชาติพันธุ์กูย จึงตั้งเป็น “คณะจัดทำพจนานุกรมกูย-บรู นานาชาติ ฟื้นฟูภาษาแม่” โดยรวบรวมนักวิชาการชาวกูย นักภาษาศาสตร์ และปราชญ์ชาวบ้าน จากทั้ง 4 ประเทศที่มีชาวกูยตั้งถิ่นฐานอยู่ คือ ไทย กัมพูชา ลาว และเวียดนาม มาร่วมกันจัดทำพจนานุกรมภาษากูย โดยเทียบกับภาษาต่างๆในแต่ละชาติ

“พจนานุกรมภาษากูย จะเปิดตัววันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2568 ครับ จะมีทั้ง กูย-ไทย กูย-กัมพูชา กูย-ลาว กูย-เวียดนาม และ กูย-อังกฤษ ซึ่งเรารวบรวมมาได้ประมาณ 2,000 คำ”

“พจนานุกรมนี้ เป็นหนึ่งในแผนระยะยาวที่เราจะฟื้นฟูเพื่อสร้างตัวตนของชาติพันธุ์กูยให้กลับมาแข็งแรงขึ้นครับ เพราะนอกจากเรื่องภาษาที่เราจะใช้พจนานุกรมเป็นฐานข้อมูลหลักแล้ว เรายังรวบรวมนักวิชาการมาทำเนื้อหาเกี่ยวกับประวติศาสตร์ความเป็นมาของกูย และภูมิปัญญาองค์ความรู้ต่างๆที่ได้รับสืบทอดมาด้วย โดยจะประสานเพื่อจัดทำเป็นหลักสูตรเข้าสู่ระบบโรงเรียนอีกครั้ง โดยจะให้เปิดสอนในการศึกษาภาคบังคับตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 1 ไปถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6”

“ความหวังที่สำคัญของเรา ซึ่งจะทำให้ความพยายามครั้งนี้แตกต่างไปจากครั้งก่อน ก็คือ การผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งหากกฎหมายนี้ผ่านการพิจารณาของสภาและมีผลบังคับใช้ ก็จะเปิดกรอบให้โรงเรียนในแต่ละท้องถิ่นสามารถเปิดการเรียนการสอนวิชาภาษาถิ่นของชาติพันธุ์ตัวเองได้ทั่วประเทศ และยังสามารถเปิดรับครูชาติพันธุ์ต่างๆมาสอนในวิชานี้ได้อีกด้วย … ก็จะทำให้เด็กๆได้เรียนภาษาถิ่นของชาติพันธุ์ตัวเองอย่างจริงจัง รวมทั้งเด็กๆชาวกูยด้วย ซึ่งเราก็ได้ทำพจนานุกรมภาษากูย มาเตรียมพร้อมไว้แล้ว”

ในมุมมองของชาวกูยในวัย 50 ปี อย่าง ศุรวิษฐ์ ที่พยายามจะขับเคลื่อนกิจกรรมมากมายเพื่อรักษาและส่งต่อความเป็น “กูย” ไปยังคนรุ่นต่อไป เขามองว่า การฟื้นฟูภาษากูย จะเป็นประตูบานใหญ่ที่สามารถเชื่อมต่อในการฟื้นทั้งประวัติศาสตร์ องค์ความรู้โบราณ ภูมิปัญญา วิถี ประเพณี วัฒนธรรมของชาติพันธุ์กูยให้กลับคืนมา เพราะเขาเชื่อว่า “กูย” เป็นกลุ่มคนที่มีตัวตน ไม่ควรจะถูกมองข้ามไปเช่นนี้

“คำว่า กูย ในภาษาของเรา แปลว่า คน เหมือนในหลายๆชาติพันธุ์ที่ใช้คำที่เรียกตัวเองโดยมีความหมายว่า คน … ดังนั้นเราจึงต้องการให้คนอื่นรู้จักเราในฐานะ คนชาวกูย”

เรื่อง: ศุรวิษฐ์ ศิริพาณิชย์ศกุนต์ / เขียนและเรียบเรียง: สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา

หมายเหตุ : บทความชิ้นนี้เกิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)